มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ หันมาหว่านเสน่ห์โลกตะวันออก หลังบาดหมางชาติตะวันตกคดีดังสังหารนักข่าว

Reuters

มกุฎราชกุมารซาอุฯ หันมาหว่านเสน่ห์โลกตะวันออก หลังบาดหมางชาติตะวันตกคดีดังสังหารนักข่าว

แฟรงค์ การ์ดเนอร์ ผู้สื่อข่าวสายความมั่นคง บีบีซี

ซาอุดีอาระเบียกำลังดำเนิน “ปฏิบัติการหว่านเสน่ห์” ไปทั่วโลก

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ชาติมุสลิมอนุรักษ์นิยมแห่งนี้เพิ่งจะแต่งตั้งผู้หญิงคนแรกให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐฯ ขณะที่มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ซึ่งทรงปฏิบัติหน้าที่ผู้นำประเทศโดยพฤตินัยนั้น เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจเยือนเอเชียอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือข้อตกลงการค้าและการลงทุนมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กับจีน ปากีสถาน และอินเดีย

มกุฎราชกุมารซาอุฯ ทรงได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ในปากีสถาน / AFP Getty Image

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่ถึง 5 เดือนหลังจาก ความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียกับชาติตะวันตกตึงเครียดอย่างหนักจากกรณีที่นายจามาล คาชูจกิ ผู้สื่อข่าวชื่อดัง และนักวิจารณ์รัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ถูกสังหารด้วยแผนการอันแยบยลภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียในนครอิสตันบูล ของตุรกี

สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) และสำนักงานข่าวกรองของชาติตะวันตกส่วนใหญ่สรุปผลการสอบสวนเรื่องนี้ว่า มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่า มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน หรือที่ทรงเป็นที่รู้จักในพระนามย่อ MBS น่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญครั้งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางการซาอุดีอาระเบียปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

คดีอื้อฉาวดังกล่าวส่งผลให้เจ้าชายพระองค์นี้ถูกผู้นำชาติตะวันตกหมางเมินในที่ประชุมสุดยอด จี 20 ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา เมื่อปลายปีที่แล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากหลายเมืองในประเทศตะวันตก

นอกจากนี้ มกุฎราชกุมารซาอุฯ ทรงต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างรุนแรงจากสื่อตะวันตก ไม่เฉพาะต่อคดีฆาตกรรมนายคาชูจกิ แต่ยังรวมถึงการที่ทางการซาอุฯ จับกุมผู้ร่วมการประท้วงอย่างสันติ ซึ่งมีผู้หญิงรวมอยู่ด้วย ตลอดจนการที่ทรงดำเนินนโยบายแข็งกร้าวในการทำสงครามที่สร้างความหายนะอย่างใหญ่หลวงในประเทศเยเมน

แล้ว MBS ทรงรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร

มกุฎราชกุมารซาอุฯ ทรงมุ่งหน้าสู่ฝั่งตะวันออกเช่นเดียวกับที่เหล่าผู้นำกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับทำในปี 2011 หลังชาติในยุโรปวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้อำนาจปกครองประเทศแบบเผด็จการในภูมิภาค ซึ่งพระองค์ทรงได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่

ในปากีสถาน อีกหนึ่งชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ในภูมิภาคเอเชียใต้ที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินนั้น มกุฎราชกุมารซาอุฯ ทรงหยิบยื่นความช่วยเหลือครั้งใหญ่ให้ และทรงได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการยิงสลุต 21 นัด การส่งเครื่องบินขับไล่บินอารักขาเครื่องบินพระที่นั่งเข้าประเทศ และทรงได้รับการ ถวายปืนกลมือประดับทองคำ

ในอินเดีย MBS ทรงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี และมีการเจรจาข้อตกลงการลงทุนมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะในภาคพลังงาน ขณะที่ในการเสด็จฯ เยือนจีนมหาอำนาจแห่งเอเชียนั้น พระองค์ทรงร่วมโต๊ะประชุมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในข้อตกลงสร้างโรงกลั่นน้ำมันในจีนมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

บรรยากาศการต้อนรับในอินเดียเต็มไปด้วยความชื่นมื่น AFP/ Getty Image

การเดินทางของสมาชิกราชวงศ์ซาอุฯ มักเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่ และยิ่งเป็นการเดินทางของ มกุฎราชกุมารที่ทรงทำหน้าที่ผู้นำประเทศโดยพฤตินัยด้วยแล้ว ก็จะต้องมีข้าราชบริพารและคณะผู้ติดตามไปด้วยถึง 1,100 คน โดยสารเครื่องบินหลายลำ และเข้าพักในโรงแรมหลายร้อยห้อง

คณะผู้ติดตามมักรวมถึง กลุ่มสื่อมวลชนจากสื่อทางการซาอุดีอาระเบีย ที่จะรายงานข่าวกลับไปให้ประชาชนในประเทศทราบว่าผู้นำของพวกเขาทรงได้รับการต้อนรับจากต่างชาติดีเพียงใด

ผู้สื่อข่าวบีบีซีระบุว่า ก่อนภารกิจเยือนชาติเอเชียครั้งนี้ MBS ทรงมีสถานะอันแข็งแกร่งอยู่แล้วในซาอุดีอาระเบีย เพราะปราศจากคู่แข่งในการขึ้นครองราชบัลลังก์ แต่การที่ทรงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากบรรดาชาติเอเชียก็จะช่วยสร้างภาพลักษ์ที่ดีให้แก่พระองค์ อีกทั้งเป็นการขจัดความคิดที่พระองค์ทรงถูกชาติตะวันตกหมางเมินจากกรณีนายคาชูจกิ

ที่จีนทรงร่วมโต๊ะประชุมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และทำข้อตกลงสร้างโรงกลั่นน้ำมันในจีนมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
AFP/ Getty Image

ส่วนในรายของสหรัฐฯ การเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้อบอุ่นขึ้นมาได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก และมันก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียประจำสหรัฐฯ เป็นผู้หญิง

เจ้าหญิงรีมา บินต์ บันดาร์ อัล ซาอุด คือนักธุรกิจหญิงที่ประสบความสำเร็จ และเธอก็เป็นตัวแทนสตรีชาวซาอุฯ ในการเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในสังคม แต่ขณะเดียวกันเธอจะต้องรับมือกับสภาคองเกรสที่ช่างวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งสื่ออเมริกันที่มักรายงานข่าวปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่ย่ำแย่ของซาอุดีอาระเบีย

โดย เจ้าชายคาห์ลิด บิน ซัลมาน อัล ซาอุด ผู้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตก่อนหน้านี้ ต้องออกจากกรุงวอชิงตันอย่างเร่งรีบ หลังเกิดเหตุการณ์สังหารนายคาชูจกิ ซึ่งพระองค์ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดกับการฆาตกรรมดังกล่าว แต่ทรงก็ปฏิเสธ และสหรัฐฯ ประกาศไม่ให้พระองค์กลับเข้าประเทศจนกว่าจะทรงมีคำอธิบายที่ชัดเจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาติในยุโรปต้องตกอยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก”

ซาอุดีอาระเบียถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางของอังกฤษ โดยงานมากถึง 50,000 ตำแหน่งต้องพึ่งพิงประเทศแห่งนี้

ด้วยความมั่งคั่งจากทรัพยากรน้ำมันมหาศาล ราชอาณาจักรแห่งนี้จึงเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ อีกทั้งเป็นผู้ซื้ออาวุธรายใหญ่ของอังกฤษ ซึ่งเป็นประเด็นที่จุดกระแสถกเถียงอย่างแพร่หลาย

ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสมีแนวโน้มเย็นชาขึ้น และไม่มีประเทศใดดำเนินมาตการลงโทษอย่างจริงจังต่อซาอุดีอาระเบีย ในขณะที่เยอรมนีนั้น มีท่าทีต่อการฆาตกรรมนายคาชูจกิด้วยการระงับการส่งออกอาวุธให้ ซึ่งเป็นมาตรการที่อาจขัดขวางความสัมพันธ์ด้านกลาโหมระหว่างสหราชอาณาจักรกับซาอุดีอาระเบีย เพราะชิ้นส่วนของเครื่องบินขับไล่ไต้ฝุ่นที่ขายให้ซาอุดีอาระเบียนั้นผลิตในเยอรมนี

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของซาอุดีอาระเบียครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณถึงชาติตะวันตก 2 ทาง โดยการหันไปสานสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจในเอเชียนั้นเป็นการสื่อว่า “เรามีมิตรสหายชาติอื่นทั่วโลกที่ยินดีจะทำธุรกิจกับเรา”

ส่วนการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตหญิงประจำสหรัฐฯ นั้น เป็นการสื่อว่า “พวกเรามีเรื่องที่ต้องปรับความเข้าใจกันและเรายินดีที่จะรับฟังคุณ”

เจ้าหญิงรีมา กับนายกรัฐมนตรีเทรีซา เมย์ ของอังกฤษ ในกรุงริยาด ปี 2017
AFP/ Getty Image

ส่วนประเด็นสำคัญของฝ่ายที่วิจารณ์ซาอุดีอาระเบียก็คือ สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในประเด็นที่กลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมืองถูกกดขี่ในซาอุดีอาระเบียหรือไม่ ซึ่งยังเป็นเรื่องที่สร้างความอับอายให้กับบรรดาชาติตะวันตกที่ทำธุรกิจกับทางการซาอุดีอาระเบีย

บทความก่อนหน้านี้เทือก ปลุกใจผู้รักชาติ! ประเทศไม่ปลอดภัย ลั่นต้องเลือกแล้ว จะเอาทักษิณอีกหรือ?
บทความถัดไปสะเทือนใจ เสือน้อย กระต่ายป่า ไหม้เกรียมตายอนาถคากองไฟ อธิบดีป่าไม้วอน “เลิกเผาป่า”