ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครบ 65 ปี กับภารกิจที่ยังไม่สิ้นสุด

Reuters

ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครบ 65 ปี กับภารกิจที่ยังไม่สิ้นสุด – BBCไทย

21 มี.ค. 2562 พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร และนายกรัฐมนตรี อายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ 3 วันก่อนวันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งการออกเสียงเลือกผู้แทนครั้งแรกในรอบ 8 ปี ครั้งนี้ จะชี้ว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศ จะสนับสนุนให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกหรือไม่

“วันนี้ผมเปรียบเสมือนหัวหน้าครอบครัว มีคนในครอบครัว 68 ล้านคนไม่ใช่ผมจะมีลูกแค่ 2 คนเมีย 1 คน แต่ผมต้องทำให้ 68 ล้านคนมีความสุข” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวกับประชาชนชาวนครศรีธรรมราชที่มาต้อนรับ เมื่อ 18 มี.ค. ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นประชาชนที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ นำมาต้อนรับ

เกือบ 5 ปีหลังการยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน ในวันนี้ พล.อ. ประยุทธ์ กำลังเสนอตัวเองให้ประชาชนเลือกพรรคที่ชูเขาให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย โดยอ้างถึงผลงานในอดีตด้านความสงบเรียบร้อยของประเทศภายใต้การดูแลของทหาร การเติบโตทางเศรษฐกิจระดับมหภาค และความต่อเนื่องของโครงการสาธารณูปโภคภาครัฐ

ตลอดเวลาที่อยู่ในอำนาจ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกกล่าวหามาตลอดว่ากระทำการทุกอย่างทางกฎหมายเพื่อกวาดล้าง และสกัดกั้นเครือข่าย “ทุจริต” ของ นายทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งการเขียนกติกาเพื่อการ “สืบทอดอำนาจ” ข้อกล่าวหาที่ตัวเขาและพรรคของเขาล้วนปฏิเสธ

“ผมได้นั่งทบทวน 4 ปี ที่ผ่านมา ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ข้อเท็จจริงคือ ผมทำหน้าที่ของผม แต่ก็กำลังนึกว่าต่อสู้กับอะไรอยู่ ต่อสู้เพื่อจะไปสู่ตำแหน่งที่ผมไม่อยากเป็นมาก่อน เพื่อจะรักษาอำนาจ ผลประโยชน์ของผม ยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะสิ่งที่ผมตั้งใจทำวันนั้น จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ทุกอย่างจะดีขึ้นหรือไม่ ผมไม่ได้มุ่งหวัง ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้อยู่ได้นาน ทั้งหมดก็แล้วแต่ประชาชน ะเห็นว่าวันนี้ อะไรดีขึ้น อะไรที่แย่ลง” พล.อ. ประยุทธ์ระบุไว้ใน “ประชารัฐ สร้างชาติ” หนังสือที่พรรคของเขาทำขึ้น เพื่อแนะนำ “ตัวตน” ของ “ลุงตู่”

แท้จริงแล้ว ตัวตนของ หัวหน้าคณะรัฐประหาร ผู้นี้ เป็นอย่างไร

“ทหารเสือราชินี”

ตลอดเวลาเกือบ 60 เดือนในอำนาจ พล.อ. ประยุทธ์ ย้ำเสมอว่าการตัดสินใจทำรัฐประหารเมื่อ 22 พ.ค. 2557 เพื่อไม่ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความเสียหาย จากการที่คนในชาติต้องเข่นฆ่ากันเอง เป็นหน้าที่ทหารที่ต้องเข้าไปยุติสถานการณ์ที่กำลังวิกฤตในฐานะ “กรรมการห้ามมวย” ด้วยจิตสำนึกที่ถูกปลูกฝังกันในระบบการศึกษาของสถาบันทหาร และการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการรักษาความสงบเรียบร้อย

ชีวิตของ พล.อ. ประยุทธ์ อยู่ในแวดวงทหารมาตั้งแต่เด็ก บิดารับราชการทหาร มารดาเป็นครู เติบโตมาในระเบียบ วินัย ตั้งใจเรียน ตั้งแต่ชั้นประถม เป็นเด็กเรียนเก่ง เป็นหนอนหนังสือ และเมื่อเข้ามาสู่โรงเรียนเตรียมทหาร และ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ จึงถูกจัดกลุ่มเป็น “เด็กเรียน”

ตอนเป็นนักเรียนนายร้อย จปร. เขาสมัครใจไปทำหน้าที่ถวายอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ รอบพระราชวัง สวนจิตรลดา ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ตามที่ พ.ท. ณรงค์เดช นันทโพธิ์เดช (ยศขณะนั้นร้อยโท) เสริมกำลังให้กับทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ที่มีจำนวน ไม่เพียงพอ และเป็นต้นกำเนิดของความเป็น “ทหารเสือราชินี “ของเขา ที่เข้าประจำการที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) หลังจบการศึกษา พร้อมติดเครื่องหมาย “ทหารเสือหัวใจสีม่วง”

คำอธิบายที่เว็บไซต์เกี่ยวกับกองทัพไทยหลายแห่งระบุว่า เครื่องหมายเชิดชูเกียรตินี้ ทำด้วยโลหะ เป็นรูปหัวใจสีม่วงประดับพระนามาภิไธยย่อ สก. หมายถึง ผู้บริสุทธิ์ ซื่อสัตย์สุจริต และจริงใจ เพราะผู้ที่ใกล้ตาย หัวใจจะกลายจากสีแดงเป็นสีม่วง ในห้วงเวลาที่คนใกล้ตาย ย่อมไม่พูดปด หรือปิดบังสิ่งใด ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานหัวใจสีม่วงนี้แก่กำลังพล ด้วยมุ่งหวังให้ทหารเสือทุกนายมีความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ส่วนรูปเสือประคองหัวใจสีม่วง หมายถึงกำลังพลทหารเสือที่เทิดทูนความซื่อสัตย์ สุจริต และจงรักภักดี ภูเขา เกลียวคลื่น ก้อนเมฆ หมายถึงทุกหนแห่ง ไม่ว่าบนฟ้า พื้นดิน ภูเขา หรือ ทะเล ทหารเสือทุกนายพร้อมไปเพื่อรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยของชาติ และองค์พระมหากษัตริย์

ณรงค์เดช + ประยุทธ์ = 22 พ.ค. ?

วาสนา นาน่วม เขียนไว้ในหนังสือ “เส้นทางพยัคฆ์ ประยุทธ์ จันทร์โอชา จาก ′ทหารเสือ′ สู่ ′หลังเสือ′” ถึงความผูกพันของ พล.อ. ประยุทธ์ กับ พ.ท. ณรงค์เดช ไว้ว่า หลังเหตุการณ์14ตุลา ผ่านพ้นไป ในช่วงเวลาต่อมา พ.ท.ณรงค์เดช ได้ดึง “บิ๊กป้อม” พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งตอนนั้น ทั้งคู่ยังครองยศพันตรี รวมทั้ง พล.อ. ประยุทธ์ ที่ยังเป็นรองผู้บังคับกองร้อย มาร่วมกันเป็นครูฝึกทหารเสือฯ ชุดแรก โดยมี พ.ท.ณรงค์เดช เป็นผู้ร่างหลักสูตรการฝึก และเป็นเสมือน “บิดาแห่งทหารเสือราชินี”

ที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ นี่เอง คือ จุดเริ่มต้นที่เขาได้พบกับ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา จนกลายเป็นตำนาน “พี่-น้อง” 3 ป. ที่คุมอำนาจในขณะนี้ โดยทั้ง พล.อ. อนุพงษ์ และ พล.อ. ประยุทธ์ ต่างเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการ ร.21รอ. ค่ายนวมินทราชินี จังหวัดชลบุรี

วาสนาเล่าว่า พล.อ.ประยุทธ์ นั้น มีความใกล้ชิดและผูกพันกับ พ.ท. ณรงค์เดช เป็นอย่างมาก เพราะเคยรบกับกองกำลังเวียดนาม ที่สมรภูมิเขาพนมปะ มาด้วยกัน

แม้ไม่มีใครรู้ว่า พล.อ. ประยุทธ์ กับ พ.ท. ณรงค์เดช ซึ่งล่วงลับก่อนวัยอันควร ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ขณะไปศึกษาหลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ที่สหรัฐ เมื่อ ปี 2528 เคยมีสัญญาใจต่อกันหรือไม่ แต่วาสนา ระบุว่า 22 พ.ค. 2557 อันเป็นฤกษ์รัฐประหารของ คสช. นั้น ตรงกันกับวันเสียชีวิตของ พ.ท. ณรงค์เดช

ประวัติย่อ

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของไทย เกิดเมื่อ 21 มี.ค. 2497 ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรชายของพันเอก(พิเศษ) ประพัฒน์ จันทร์โอชา และนางเข็มเพชร จันทร์โอชา เป็นบุตรชายคนโตจากพี่น้องทั้งหมด 4 คน ได้แก่ พล.อ. ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตแม่ทัพภาคที่ 3 นายประคัลภ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ท. หญิง ประกายเพชร จันทร์โอชา ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศ

พล.อ. ประยุทธ์ สมรสกับ นางนราพร จันทร์โอชา มีบุตรสาวฝาแฝด คือ พลอย-ธัญญา จันทร์โอชา และ เพลิน-นิฏฐา จันทร์โอชา เคยเป็นสมาชิกวงดนตรีชื่อว่า วง “Badz” แห่งค่าย จีโนม เร็คคอร์ด ในเครือ อาร์เอสฯ

เส้นทางทหาร

เขารับราชการทหารส่วนใหญ่อยู่ที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ค่ายนวมินทราชินี หรือ ที่เรียกว่า “ทหารเสือราชีนี” มาโดยตลอด

  • พ.ศ. 2533 – ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารบกที่ 21 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.21 พัน 2 รอ.)
  • พ.ศ. 2541 – ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.21 รอ.)
  • พ.ศ. 2546 – ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล. ร 2 รอ.)
  • พ.ศ. 2549 – แม่ทัพภาคที่ 1 (มทภ. 1 )
  • พ.ศ. 2551 – เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.)
  • พ.ศ. 2552 – รองผู้บัญชาการทหารบก (รอง ผบ.ทบ.)
  • พ.ศ. 2553 – ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)

ลวง-พรางก่อน รัฐประหาร

หนังสือ “ประชารัฐ สร้างชาติ” เผยแพร่สัมภาษณ์ส่วนหนึ่งของ พล.อ. ประยุทธ์ ว่า เขาใช้เวลาเตรียมการก่อนที่จะทำการรัฐประหารถึง 6 เดือน ซึ่งหากทบทวนดูเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 สะท้อนให้เห็นว่า ได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี ที่สำคัญคือการนำบทเรียนการรัฐประหาร ยุคคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อปี 2534 กับการรัฐประหารที่นำโดย พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะเมื่อปี 2549 มาอุดช่องโหว่ เพื่อให้การยึดอำนาจสำเร็จจนเห็นการเปลี่ยนแปลง

ความแปลกของการรัฐประหาร 2557 คือ ก่อนหน้าการยึดอำนาจ สัมพันธภาพ ระหว่าง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น กับ พล.อ. ประยุทธ์ ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เป็นไปในทิศทางบวก สภาวะแวดล้อมถูกสร้างให้เข้าใจว่า ผู้นำกองทัพ “เป็นเนื้อเดียว” กับรัฐบาล

กองทัพหนุนให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2556 แทน พล.อ.อ. สุกำพล สุวรรณฑัต เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 ของ นายทักษิณ

นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า รมว.กลาโหมหญิงผู้นี้เข้ามา “ซื้อใจ” ทหารด้วยการอนุมัติเกือบทุกอย่างที่กองทัพเสนอมา แม้กระทั่งโผโยกย้ายทหารก็ปล่อยไหล ไม่แตะให้เกิดปัญหาเหมือนสมัยพี่ชายคุมอำนาจ จะมีเฉพาะโควตา “ทหารแตงโม” หรือนายทหารที่อยู่ฝ่ายครอบครัวชินวัตร เดิม ที่ถูกดันขึ้นมาเติบโตในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่ถูกจัดแบ่งเก้าอี้ให้กับโควตาทางการเมือง โดยไม่มาแตะเก้าอี้ ผบ.เหล่าทัพ

“นายกฯ ปู” กลายเป็นนายกฯหญิงในดงผู้นำทางทหาร ร่วมประชุมสภากลาโหม ตรวจพื้นที่แก้ไขปัญหาน้ำท่วม เลยไปถึงชมการฝึกยุทธวิธีทางอากาศ การฝึกทางทหารอื่น และเคยแต่งชุดนักบิน โดยสารเฮลิคอปเตอร์เข้าพื้นที่การฝึก อย่างสมบุกสมบัน และ ยิ่งภาพข่าวที่ ยิ่งลักษณ์ กับ ประยุทธ์ มีกำหนดการออกไปปฏิบัติราชการในวาระต่าง ๆ ก็เป็นภาพที่ใกล้ชิด ไม่มีร่องรอยความหวาดระแวงใด ๆ ที่แสดงออกมา

ทว่า “ทหารขั้วทักษิณ” ก็ส่งคำเตือนเป็นระยะว่า “ความหวาน” ที่เห็น เป็นปฏิบัติการ “ลับ ลวง พราง” ที่พร้อมนำไปสู่การรัฐประหารอีกครั้ง เพื่อถอนรากถอนโคน “ระบอบทักษิณ” ซึ่งการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ทำไม่สำเร็จ จนกลายเป็นรัฐประหาร “เสียของ”

ยิ่งเมื่อสวนสนามวันกองทัพบกเสร็จแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ มีคำสั่งให้คงกำลังทหาร และรถเกราะของกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ทั้ง 19 คัน เอาไว้ในกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ที่ 11 ก่อน โดยแจ้งเหตุผลว่า เพื่อทำการฝึกให้กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เพื่อให้กำลังพลมีโอกาสเข้ารับการฝึกยุทโธปกรณ์ใหม่ที่เข้าประจำการหมาด ๆ

เลยไปถึงการที่ พล.อ. ประยุทธ์ ขออนุมัติจาก รมว.กลาโหม นำกำลังทหาร 40 กองร้อยมาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยการชุมนุมของ กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. ทำให้ขณะนั้นมีทหารกระจายกำลังอยู่ทั่ว กทม. แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ยิง M-79 ใส่กลุ่มผู้ชุมนุมจนเกิดการบาดเจ็บ โดยเฉพาะที่เวทีแยกลาดพร้าวและแจ้งวัฒนะ ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเพิ่มกำลังเป็น 59 กองร้อยกระจายอยู่ 176 จุด

ชุมนุม กปปส.

Getty Images

ตามด้วยการตัดสินคดีขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จนทำให้ทุกองค์ประกอบของสถานการณ์เดินเข้าหา “ทางตัน” จนมีเสียงเรียกร้องของประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการให้ “ทหาร”ออกมาเป็นกรรมการ จึงดูหนักแน่น และสมเหตุสมผล

ยิ่งไปกว่านั้นการก่อนที่จะมีการรัฐประหาร ในช่วงตี 3 ของวันที่ 20 พ.ค.2557 มีการประกาศกฎอัยการศึก คุ้มครองการทำหน้าที่ทหาร ซึ่งในเวลานั้นก็มีกำลังพลปฏิวัติ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ประจำอยู่ในจุดสำคัญ เช่นสถานที่ราชการ บ้านบุคคลชั้นสูง จากนั้นก็ใช้อำนาจในการเชิญตัวแกนนำกลุ่มต่าง ๆ มาหารือเพื่อทางออกของประเทศในวันที่ 21 พ.ค. 2557 ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต แต่ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า แม้จะมีการให้การบ้านกลับไปคิดเพื่อมาตอบคำถามในวันรุ่งขึ้น แต่ด้วยสถานการณ์ที่ตึงเครียดไม่มีพรรคการเมืองไหนยอมกันได้ ในวันที่ 22 พ.ค.2557 จึงเป็น “ดีเดย์” ควบคุมแกนนำทั้งหมดกระจายไปไว้ตามค่ายทหาร และ คสช. ก็เข้าควบคุมอำนาจการปกครองทำหน้าที่ “รัฎฐาธิปัตย์” คือ มีอำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐ ภายในกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์

ต้อง “ไม่เสียของ”

เมื่อเข้ายึดอำนาจแล้ว พล.อ. ประยุทธ์ เป็นทั้งหัวหน้าคณะรัฐประหาร และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเองอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ใช้สูตรยุค พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ยกเก้าอี้ให้ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ท่ามกลางคำถามสูตรสำเร็จที่ว่า จะคืนอำนาจให้ประชาชนและนำไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเมื่อไหร่ จะมีการสืบทอดอำนาจหรือไม่ คสช. จึงแถลงถึง ปฏิทินทางการเมือง 3 ระยะ คือ ระยะแรก การควบคุมอำนาจการปกครอง ระยะที่ 2 การใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ระยะที่ 3 มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ มีการพูดถึงห้วงเวลาว่า คงใช้ระยะเวลาเพียง 1 ปีเศษ แต่ทว่าในปัจจุบัน รัฐบาล คสช.บริหารประเทศจะครบ 5 ปีแล้ว

ในช่วง 1-2 ปีแรกกลุ่มมวลชนจำนวนหนึ่งเอาใจช่วย คสช.เพราะมองว่า ทหารคือ “กรรมการ” เข้ามาห้ามมวย จัดระเบียบสภาวะแวดล้อมของสนามแข่งขันแล้วก็ไป ขณะที่ ความเป็น พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นคนตรงไป ตรงมา โผงผาง ดุ จนเป็น สไตล์เฉพาะตัว ที่คนส่วนหนึ่งกลับชอบบุคลิกลักษณะผู้นำในลักษณะนี้ จึงมีเสียงตอบรับไม่น้อย

นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า ระยะเวลาในการบริหารประเทศที่มากกว่าวาระของรัฐบาลปกติที่กำหนดไว้ 4 ปี นำมาซึ่งความเบื่อหน่ายของคนบางส่วน อีกทั้ง พล.อ. ประยุทธ์ เองก็ไม่ได้มีอิสระมากนักในการตัดสินใจ หรือ บริหารจัดการเงื่อนไขทางการเมือง หรือจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เจอสภาวะคนรอบข้างเป็นพิษ ประกอบกับ จุดเปลี่ยนสำคัญคือปัญหาเศรษฐกิจ ที่กระทบถึงประชาชนโดยตรงทำให้คะแนนนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ ค่อย ๆ ตกลง

ที่สำคัญ ระบบพรรคพวก รุ่นพี่- รุ่นน้อง ทำให้เขาไม่กล้าตัดเนื้อร้าย ปล่อยให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์คนรอบข้างที่ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องผลประโยชน์ จนบั่นทอนความน่าเชื่อถือของตัวผู้นำ

นายกฯ เลือกตั้ง คือ ภารกิจภาคต่อ

แม้คะแนนนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ แต่นักเลือกตั้งที่เคยร่วมรัฐบาลกำลังปรับภาพลักษณ์ของเขา ให้ดูเป็นผู้ชายจริงจัง แต่ใจดีที่รักชาติ และประชาชน เพื่อดึงคะแนนเสียงจากทั่วประเทศ ท่ามกลางข้อสงสัยว่า พล.อ. ประยุทธ์ จะแปลงกลายเป็นนักการเมืองเต็มตัวเพื่อกระทำภารกิจที่ตั้งไว้ได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เมื่อต้องสัประยุทธ์กับนักการเมืองในสนามเลือกตั้ง

พปชร

EPA

ความเป็น “ลุงตู่” ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นทหารจุดเดือดต่ำ เป็นนักอธิบายความให้สังคมเข้าใจอย่างยืดยาว มีความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ และเชื่อมั่นในแนวทางของตนเอง ด้วยการปูพื้นฐาน ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีไว้ป้องกันนักการเมืองเข้ามาเล่นแร่แปรธาตุสิ่งที่ คสช.ได้วางไว้ ด้วยการแฝงอำนาจทหารไว้ในกลไกต่างๆ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับประเทศชาติและสถาบัน เป้าหมายของ พลเอกประยุทธ์ คือการรักษาสิ่งที่ คสช. ทำไว้ให้ตลอดรอดฝั่ง พร้อมรื้อถอนเครือข่ายที่เป็นปัญหากับประเทศ ตามมุมมองของทหาร

การลงสู่สนามเลือกตั้งของ พล.อ. ประยุทธ์ จึงกลายเป็นภาคต่อของรัฐประหาร คสช. เพราะภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น พร้อมกับความเชื่อมั่นในชับชนะ

“ต้องขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้กลับหรือไม่ ถ้าผู้บังคับบัญชาดูแล้วไม่คุ้มค่า แต่ถ้าผมอยู่แนวรบข้างหน้า ภารกิจแรกถ้าไม่สำเร็จ ผมก็ต้องทำให้สำเร็จ แต่ถ้าเขาเสี่ยงแล้ว ผู้บังคับบัญชาข้างหลังพิจาณาแล้วว่าเป็นการเสี่ยงที่ไม่คุ้มค่า เขาอาจสั่งถอนก็ได้ ผมก็ต้องถอน ผมเชื่อมั่นในตรงนี้ ในสายบังคับบัญชาที่ชัดเจน ลูกน้องต้องปลอดภัยให้มากที่สุด” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อ 11 มี.ค. ที่ผ่านมาถึงนิยามของประโยคที่เขาพูดว่า “ในสนามรบต้องชนะเท่านั้น”

ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครบ 65 ปี

BBC
บทความก่อนหน้านี้เจ้าของวลีเด็ด ‘ชนะก็รัฐประหารอีก’ ใครคือ ‘เบญญา นันทขว้าง’ ส.ส.พรรคลุงกำนัน?
บทความถัดไปหนิง ปณิตา น้ำตาร่วง เป้ย ปลอบเพื่อนสุดซึ้ง นั่งกินข้าว จู่ๆ ร้องไห้ แห่ให้กำลังใจ (คลิป)