ส่อง blind trust นักการเมืองต่างชาติ ย้อนดูไทย โปร่งใสจริงหรือ

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ประกาศจะโยกทรัพย์สินทั้งหมดที่มีราว 5 พันล้านบาท ให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ภัทร จำกัด บริหารในรูปแบบ “blind trust” เพื่อแสดงความโปร่งใสและปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างทำงานการเมือง

blind trust คือ นิติบุคคลหรือบริษัทจัดการทรัพย์สินที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ ซื้อขายหุ้น และตัดสินสินใจบริหารทรัพย์สินแทนเจ้าของที่จะไม่รับรู้และไม่มีอิทธิพลไปแทรกแซง ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับอย่างเป็นทางการ

เสียงชื่นชมมาพร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการด้านการเงิน ระบุผ่านเพจเฟซบุ๊กของตัวเองว่า นี่เป็น “มาตรฐานสูงไม่เคยเห็นนักการเมืองคนไหนทำมาก่อน” เนื่องจากเป็นนักเมืองคนแรกที่รู้จักที่ประกาศจัดตั้ง blind trust ก่อนรู้ผลเลือกตั้งอย่างเปิดเผยผ่านการลงนามทำเอกสารบันทึกความตกลง (MOU) ต่อสาธารณะ พร้อมกับบังคับผู้ดูแล trust ไม่ให้ซื้อหุ้นไทย และจะไม่รับโอนทรัพย์สินจนกว่าจะพ้นตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว 3 ปี

จ่ายเงินในธนาคาร

Getty Images

ส่วน กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนักการเงินชั้นนำ และ อดีต รมว. คลัง ได้ออกมาท้วงติงทางเพจเฟซบุ๊กของตัวเองว่า การบริหารเงินในลักษณะดังกล่าวนี้อาจทำให้ตรวจสอบทรัพย์สินของธนาธรไม่ได้ เพราะสมบัติเหล่านั้นถูกโอนเข้าไปอยู่สถานที่ที่ “มองไม่เห็น” ตามชื่อภาษาอังกฤษนั่นเอง

สรุปแล้ว การโยกทรัพย์สินให้ “บุคคลที่ 3” ดูแลโปร่งใสจริงหรือเปล่า ประเด็นถกเถียงนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในต่างประเทศ บีบีซีไทยรวบรวมกรณีต่าง ๆ ที่เป็นทั้งตัวอย่างและประเด็นถกเถียงจากนักการเมืองในต่างประเทศไว้ดังนี้

ตั้งแต่ 20 ปีก่อน

ย้อนไปในปี 1999 บีบีซีรายงานถึงกรณีที่ ลอร์ด เซนส์เบอรี โอนหุ้นที่เขาถือในบริษัทซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่ J Sainsbury รวมถึงหุ้นในบริษัทอื่น ๆ ไปที่ blind trust ไม่กี่วันหลังจากเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์อังกฤษ

บีบีซีระบุว่า blind trust ไม่ใช่ทางออกที่สมบูรณ์แบบ ประการแรกคือ รัฐมนตรีต่างก็ทราบดีว่าพวกเขาจะได้กลับไปครอบครองทรัพย์สินเหมือนเดิมหลังพ้นตำแหน่ง อย่างในกรณีของ ลอร์ด เซนส์เบอรี ก็มีแนวโน้มที่จะกลับไปเป็นเจ้าของหุ้นจำนวนมากของกิจการซูเปอร์มาร์เก็ตนี้หลังจากเขาพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว และไม่ว่าเขาจะดำเนินการอะไรก็ตามที่อาจส่งผลให้บริษัทได้กำไรมากขึ้นในอนาคตก็ต้องตกเป็นเป้าตรวจสอบเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ข้อน่ากังขาอีกประการสำหรับ blind trust คือตัว trustee หรือผู้ดูแล trust ถูกปิดเป็นความลับ บุคคลเหล่านั้นอาจเป็นเพื่อน หรือหุ้นส่วนทางธุรกิจของตัวนักการเมืองก็เป็นได้

ใครบริหารทรัพย์สิน

ย้อนไปในปี 2017 หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน ตั้งข้อกังขาเกี่ยวกับการใช้บริการ blind trust ของเทรีซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ 2 ประเด็นด้วยกัน คือ

1. นางเมย์ไม่ได้ใช้ blind trust ตอนรับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย แต่เพิ่งมาเริ่มตอนเป็นนายกรัฐมนตรี และก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเพราะเหตุใด

2. มีนางเมย์เท่านั้นที่ทราบว่ามีสินทรัพย์อะไรใน trust บ้างในตอนเริ่มต้น แต่สาธารณะไม่รู้เลย

นายกรัฐมนตรีอังกฤษประกาศแล้วว่าพรรคคอนเซอร์เวทีฟจะจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียงสนับสนุนจาก ยูเนียนนิสท์ หรือ ดียูพี จากไอร์แลนด์เหนือ

BBC

สำนักนายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะเปิดเผยสัดส่วนหุ้นหรือรายละเอียดด้านการลงทุนต่าง ๆ ของนางเมย์ รวมถึงโฉมหน้าของบริษัทหรือผู้ที่จะมาทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของนางเมย์ด้วย โฆษกสำนักนายกฯ ให้เหตุผลว่า “วิธี blind trust นี้มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของตัวเองอยู่แล้ว โดยเขาหรือเธอไม่มีส่วนในการตัดสินใจ การซื้อ หรือการขายทรัพย์สินใด ๆ ในข้อตกลง”

ต่อมา แอนดรูว์ กวินน์ รัฐมนตรีเงาในสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษ จึงได้เรียกร้องให้เมย์เปิดเผยทรัพย์สินที่ตัวเองนำไปให้บุคคลที่ 3 ดูแลด้วยวิธี blind trust ทันที

“นี่ยังทำงานไม่ครบหกเดือนด้วยซ้ำ แต่รัฐบาลของเทรีซา เมย์ ก็ถูกท้วงติงเรื่องการหมกเม็ดและไม่โปร่งใสเสียแล้ว” กวินน์กล่าว “ถ้านายกฯ ไม่มีอะไรต้องปิดบัง เธอก็ควรจะบอกทันทีว่ามีผลประโยชน์ทางการเงินอยู่ที่ใดบ้าง”

โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เริ่มใช้ blind trust หลังจากเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ต่อมา ถูกพบว่า ภรรยาของเขาแนะให้ผู้ดูแล trust ซื้ออาคารชุด 2 แห่งในเมืองบริสตอล ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรอสังหริมทรัพย์มูลค่า 27 ล้านปอนด์

ฝั่งสหรัฐฯ

เว็บไซต์ข่าวไทยพับลิก้า ระบุในบทความ “รู้จัก “Blind Trust” เครื่องมือนักการเมืองจัดการทรัพย์สิน โชว์ความโปร่งใส” ว่า แม้ blind trust ไม่ได้แก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งหมด แต่เป็นเครื่องมือที่ดีที่อย่างน้อยก็ลดความเสี่ยงได้

ไทยพับลิก้ายกตัวอย่างกฎหมาย Ethics in Government Act of 1978 ของสหรัฐที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องเปิดเผยทรัพย์สินทางการเงินที่มือ นอกซะจากว่าได้โยกสินทรัพย์เข้าไปใน blind trust ที่ผ่านการตรวจสอบ นั่นคือมีความเป็นอิสระไร้การแทรกแซง และสำนักงานกำกับด้านจริยธรรมเจ้าหน้าที่รัฐต้องให้ความเห็นชอบต่อตัว trust และผู้ดูแล trust เป็นต้น โดยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายคนที่ใช้ blind trust อาทิ บิล คลินตัน และจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช

ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวระหว่างพบกับนายหลิว เฮ่อ รองนายกรัฐมนตรีจีนที่ทำเนียบขาว

Getty Images

แต่ไม่ใช่เช่นนั้น สำหรับ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ นิตยสารฟอร์บส์ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ทรัมป์ทำเช่นนั้นไม่ได้ เนื่องจากเขาไม่ได้แค่ลงทุนกับแค่หนึ่งหรือสองบริษัท นอกจากอสังหาริมทรัพย์อย่าง ทรัมป์ทาวเวอร์ และรีสอร์ท Mar-a-Lago เขายังลงทุนกับอีกหลายบริษัททั่วโลก อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ปธน.ทรัมป์ไม่อาจจะโอนทรัมป์ทาวเวอร์ไปให้ blind trust ดูแล แล้วจะ “ลืม” ได้ว่าเขาเป็นเจ้าของตึกนั้นอยู่

ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เลี่ยงภาษี

เว็บไซต์ข่าวสถานีโทรทัศน์ pptv hd36 รายงาน เมื่อ 19 มี.ค. ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ออกมาระบุว่า การตั้งกองทุน blind ะrust ไม่ใช่วิธีที่จะเอาไปหลบภาษีได้ ผู้ที่โอนทรัพย์สินทั้งบุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล ยังมีภาระหน้าที่เสียภาษีอยู่เหมือนเดิม ไม่สามารถละเว้นได้หรือหลบเลี่ยงภาษีได้

เขาบอกว่า นี่เป็นการบริหารจัดการทรัพย์สินปกติเหมือนกับกองทุนต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้น ต้องขออนุญาตจากทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. โดยเฉพาะเรื่องรายได้ ผลประโยชน์ผลตอบแทน จากการโอนทรัพย์สินไปไว้ในกองทุน ผู้ที่บริหารจัดการต้องทำหน้าที่นำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาษี เงินปันผล ทุกประเภท

บทความก่อนหน้านี้หนิง ปณิตา น้ำตาร่วง เป้ย ปลอบเพื่อนสุดซึ้ง นั่งกินข้าว จู่ๆ ร้องไห้ แห่ให้กำลังใจ (คลิป)
บทความถัดไปบัส 7900 วอลโว ขับเคลื่อนเอง : เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์