“มีมี่ เทา” : ไร้โอกาสในบ้านเกิด นางแบบข้ามเพศไทยไปดังในอเมริกา

มีมี่ เทา : ไร้โอกาสในบ้านเกิด นางแบบข้ามเพศไทยไปดังในอเมริกา – BBCไทย

“เป็นกะเทยน่ะ เขาไม่จ้างเดินแบบหรอก เดี๋ยวทำให้ภาพลักษณ์เขาเสีย” คำพูดฝังใจที่ พชรณัฏฐ โนบรรเทา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “มีมี่ เทา” ใช้เป็นแรงผลักดันให้ตัวเองประสบความสำเร็จกับบทบาทในการเป็นนางแบบข้ามเพศที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยผ่านเวทีนานาชาติหลายเวที

หลังถูกปฏิเสธจากเจ้าของห้องเสื้อ เวทีเดินแบบและนิตยสารในไทยตลอด 9 ปี ที่พยายามเข้าสู่แวดวงนางแบบในประเทศ มีมี่เริ่มออกเดินทางตามความฝันของตัวเองในเส้นทางสายแฟชั่นในต่างแดน และต้องพบกับความประหลาดใจเมื่อรู้ว่าใบหน้าที่เคยถูกเหยียดหยามกลับเป็นที่นิยมในวงการแฟชั่นสหรัฐฯ เธอได้ไปคัดตัวตามห้องเสื้อต่าง ๆ ทั้งในนิวยอร์ก และลอสแอนเจลิส และได้รับการตอบรับให้เดินแบบในงานแฟชั่นวีคมากกว่า 100 รายการ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา

ล่าสุดเธอผ่านการคัดเลือกเข้าไปเป็นนางแบบในรายการเรียลลิตี้โชว์ชื่อดังของสหรัฐฯ ที่ชื่อว่าโปรเจกต์รันเวย์ (Project Runway) เป็นนางแบบไทยคนแรกและยังเป็นนางแบบข้ามเพศคนแรกที่ได้รับการคัดเลือกเป็นนางแบบประจำรายการที่มีการออกอากาศมานานถึง 15 ปี ตั้งแต่ปี 2547

มีมี่ เทา : ไร้โอกาสในบ้านเกิด
มีมี่ เทา ได้รับเลือกให้เป็นนางแบบข้ามเพศคนแรกในรายการโปรเจค รันเวย์ / PHAJARANAT NOBANTAO

จากเณรน้อยสู่ความเป็นสาวเต็มตัว

ก่อนเข้าวงการแฟชั่น มีมี่เคยบวชเรียน เธอย้ายจากบ้านเกิดที่ จ.ขอนแก่น มาสมัครเข้าเรียนที่มหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่ผู้เข้าเรียนทุกคนต้องผ่านการบวชมาก่อน มีมี่เคยบวชเณรในภาคฤดูร้อน และได้มาบวชเรียนที่นี่เป็นเวลา 6 ปี

PHAJARANAT มีมี่ เทา บวชเรียนอยู่ 6 ปี ก่อนที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่วงการนางแบบ / NOBANTAO

มีมี่บอกว่าเธอได้รับการฝึกฝนด้านจิตใจ และความอดทน จิตที่สงบทำให้เธอ ตระหนักถึงความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง

“พอจิตเรานิ่ง เราก็มีสมาธิมากขึ้น มาถึงจุดหนึ่งตอนมีมี่อายุได้ 13 ปี มีมี่ก็เริ่มรู้ตัวเองว่าอยากเป็นผู้หญิง ใจนึงเราก็บอกกับตัวเองว่าไม่ใช่ ฉันไม่ใช่ตุ๊ดนะ ฉันเป็นผู้ชาย แต่อีกใจนึงเราก็พยายามยอมรับความจริง ถึงแม้ว่าในหัวตัวเองจะมีความขัดแย้งมากมาย แต่ท้ายที่สุดเราก็รู้ว่าเราต้องการอะไร” มีมี่เล่า

นั่นทำให้เธอตัดสินใจเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงให้แม่ได้รับรู้ ปฏิกิริยาตอบรับจากแม่เป็นสิ่งที่เธอยังจำได้ไม่ลืมเลือน

“ถ้าตัดสินใจจะเป็นกะเทย ก็ไม่ต้องมาเรียกแม่ว่าแม่” แม่บอกก่อนจะวิ่งเข้าไปในห้องนอนและร้องไห้โฮ “ตอนนั้นมีมี่เสียใจมาก พอได้ยินเสียงแม่ร้องไห้ก็รู้สึกผิดที่ทำให้แม่ต้องผิดหวัง เลยสัญญากับตัวเองว่าต่อจากนี้ไปจะทำทุกอย่างให้แม่ภูมิใจให้ได้” มีมี่อธิบาย

เธอกลับไปบวชเรียนต่อ ช่วงเวลาที่อยู่ในผ้าเหลืองนี้เธอเริ่มปรับตัวเองกับวิถีชีวิตใหม่ตามที่ใจต้องการมากขึ้น มีมี่เริ่มใช้แป้งเด็กทาหน้าและเริ่มทาลิปมัน

และในทันทีที่เรียนจบเธอกลับไปอยู่บ้านที่ขอนแก่นระยะหนึ่งก่อนจะมุ่งสู่พัทยา “เมืองสวรรค์” ของสาวประเภทสอง

“มีมี่ตั้งใจไปพัทยาเพราะอยากเป็นนางโชว์ ณ ตอนนั้นมีความเข้าใจว่าเป็นกะเทยมันทำอะไรได้ไม่มาก ไม่ใครเค้าจ้างทำงานหรอกเพราะเราเป็นกะเทย แต่พัทยามีคาบาเร่ต์โชว์หลายที่และนักแสดงส่วนมากก็เป็นสาวประเภทสอง เลยคิดว่านี่เป็นทางเลือกเดียวที่เรามี”

แกร่งขึ้นจากคำดูถูกและการกีดกัน

แต่หลังจากทำงานเป็นนางโชว์อยู่ที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่งในพัทยาได้ 6 เดือน มีมี่รู้ว่าไม่ใช่เส้นทางที่สังคมกำหนดให้บุคคลที่มีเพศวิถีอย่างเธอนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ

มีมี่พยายามผันตัวเองเข้าวงการนางแบบในไทยตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่ถูกปฏิเสธจากทั้งห้องเสื้อ งานเดินแฟชั่นโชว์ ด้วยเหตุผลทั้งทางเพศ และใบหน้าที่ไม่เป็นที่นิยมในวงการแฟชั่นไทย

WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

“มี่คัดตัวกับทุกที่ที่ไปค่ะ ไม่เคยย่อท้อต่อคำปฏิเสธจนมาวันหนึ่ง ป้าตือ (สมบัษร ถิระสาโรช) เจ้าแม่วงการ ออร์แกไนเซอร์สายแฟชั่นชื่อดัง เห็นว่ามี่ไปสมัครมาหลายที่แล้วและถูกปฏิเสธเสมอ เขาจึงบอกมี่ว่าหนูไปต่างประเทศเถอะ หน้าอย่างหนูน่าจะได้รับความนิยมในตลาดต่างชาติมากกว่าไทย”

มีมี่ออกเดินทางไปสิงค์โปร์เป็นประเทศแรก มีเงินติดตัวเพียง 1,000 กว่าบาท ต้องอาศัยห้องน้ำสาธารณะในอาการเก่าเป็นที่หลับนอน และดื่มน้ำก๊อกประทังชีวิต ประสบการณ์ในครั้งนั้นไม่เพียงสอนให้เธอแข็งแกร่งขึ้น แต่ยังตอกย้ำความมั่นใจว่าการเป็นนางแบบในต่างแดนน่าจะเป็นหนทางที่สดใสกว่า

“อีลาว อีหน้าโหนก หน้าแบบนี้หางานทำเป็นนางแบบไม่ได้หรอก” เสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นจากคนรอบข้างหลังจากที่มีมี่ตัดสินใจที่จะเลือกเข้าวงการสายนางแบบ คนรอบตัวของเธอหลาย ๆ คนเตือนเธอว่าเธอจะผิดหวังกับความพยายามในการเดินทางสายนางแบบ เพราะว่าคนไทยไม่นิยมโครงสร้างใบหน้าแบบของเธอ

“นี่มันไม่ใช่เรื่องการเหยียดเพศแล้วนะ แต่นี่มันเป็นเรื่องการเหยียดทางด้านเชื้อชาติ ยังไงคะ เป็นลาวแล้วยังไง ถึงฉันจะหน้าโหนกแต่ฉันก็ภูมิในในโหนกของตัวเอง” มีมี่เล่าด้วยความภาคภูมิใจ

ดังสุดฉุดไม่อยู่

ความมั่นใจเพิ่มพูนพร้อมประสบการณ์ที่สั่งสม แต่นั่นไม่ได้ทำให้มีมี่หยุดพัฒนาตัวเอง เธอมองหานางแบบอาชีพระดับโลกผู้จะมาเป็น “ครู” และค้นพบว่ายุ้ย รจนา เพชรกัณหา นางแบบไทยและชาวเอเชียคนแรกที่ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ชาแนล คือบุคคลที่เธอถือว่าเป็นต้นแบบและเป็นแรงบันดาลใจ

ยุ้ย รจนา เพชรกัณหา อดีตนางแบบระดับโลกเป็นผู้ฝึกสอนวิธีการเป็นนางแบบระดับสากลให้มีมี่ / PHAJARANAT NOBANTAO

ยุ้ยได้ถ่ายทอดประสบการณ์และทักษะให้มีมี่จนพร้อมเข้าวงการนางแบบระดับโลก และเมื่อเธอสมัครเข้าไปคัดตัวเป็นนางแบบให้ห้องเสื้อหลายแห่งในนิวยอร์ก ที่เข้าร่วมงานนิวยอร์กแฟชั่นวีคเมื่อสองปีก่อน เธอได้รับการตอบกลับจากห้องเสื้ออย่างน้อย 30 แห่ง

เสียงตอบรับที่ดียังตามมาในงานแอลเอแฟชั่นวีค ด้วยความโดดเด่นของโครงสร้างใบหน้า กับทักษะขั้นสูงในการเดินแบบ ทำให้มีมี่เป็นที่จดจำและได้รับความสนใจจากสื่อวงการแฟชั่นสหรัฐฯ

ก่อนที่มีมี่จะเดินทางไปลอนแอนเจลิส เธอส่งใบสมัครเข้ารับคัดเลือกเป็นนางแบบในรายการเรียลลิตี้โชว์ Project Runway ฤดูกาลที่ 17 ซึ่งเป็นรายการสำหรับนักออกแบบเสื้อผ้ารุ่นใหม่ให้เข้ามาแข่งขันออกแบบเสื้อผ้าแนวแฟชั่นภายใต้โจทย์ต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปในทุกสัปดาห์

“เพื่อนนางแบบด้วยกันบอกมี่ว่าอย่าไปเลย รายการนี้ไม่รับนางแบบข้ามเพศหรอก แต่มี่ไม่สนใจ สำหรับมี่คำตอบมันมีแค่ได้กับไม่ได้ มันก็มีโอกาสที่เราจะได้แต่ถ้าไม่ลองเราก็ไม่ได้รับโอกาสนั้น”

ในที่สุดมีมี่ได้รับคัดเลือกให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของรายการ ถือเป็นนางแบบข้ามเพศคนแรกที่ได้เข้าร่วม โดยรายการตอนแรกได้ออกอากาศไปเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา และมีมี่ได้บอกเล่าประสบการณ์ อุปสรรค และเรื่องราวการถูกกีดกันทางเพศที่เธอเผชิญให้ผู้ชมได้รับรู้

สังคมเปิดแบบปิด

ณ วันนี้ มีมี่ เทา เป็นชื่อที่คนในวงการแฟชั่นรู้จัก และได้รับการยอมรับให้เป็นแบบให้ห้องเสื้อของไทยเป็นครั้งแรกในงานบางกอกแฟชั่นวีคเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นับเป็นการเดินแบบในบ้านเกิดของตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต

มีมี่กับการเดินแบบครั้งแรกในฐานะนางแบบมืออาชีพบนรันเวย์ในบ้านเกิดของตัวเอง / WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

“จริง ๆ แล้ววงการแฟชั่นเป็นวงการที่บุกเบิกให้คนที่มีความหลากหลายทางเพศให้มีพื้นที่ในสังคม เราไม่เคยกีดกันใครทางเพศเลย” ภูภวิศ กฤตพลนารา เจ้าของห้องเสื้อ Issue ที่คัดเลือกให้มีมี่ได้ร่วมการเดินแบบในบางกอกแฟชั่นวีคของปีนี้ “เราเห็นความตั้งใจและความสามารถของน้อง เราเลยอยากให้น้องเขามาร่วมเดินด้วย”

แม้จะมีดีกรีเดินแบบในเวทีระดับโลกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่การปรากฏตัวบนเวทีนางแบบในประเทศกลับทำให้มีมี่รู้สึกตื่นเต้นกว่าที่อื่น เพราะไม่เพียงแต่เธอจะได้แสดงศักยภาพในฐานะนางแบบมืออาชีพ แต่เธอถือว่าการก้าวเดินบนเวทีในไทย เป็นการประกาศว่าคนข้ามเพศก็สามารถมีที่ยืนในสังคมได้

“ชาวต่างชาติมักคิดว่าสังคมไทยเปิดกว้างมากสำหรับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ซึ่งมี่คิดว่ามันไม่ถูกทั้งหมด เราเปิดสังคมเปิดแบบปิด โอกาสไม่ได้มีให้กับทุกคน แต่มีอยากจะบอกน้อง ๆ LGBT ทุกคนว่าเธอไม่ได้ผิดปกติอะไร เธอเป็นคนพิเศษ ทุกคนเป็นคนพิเศษ เราต้องไม่ย่อท้อและพยายามทำสิ่งที่เราต้องการทำให้สำเร็จ และเราจะไปถึงจุดนั้นได้เอง”

บทความก่อนหน้านี้အင်ဒိုနီးရှား ၂၀၁၉ ရွေးကောက်ပွဲမှာ တရုတ်အလုပ်သမား ပြဿနာကြောင့် ဂယက်ရိုက်နိုင်
บทความถัดไปไฟไหม้มหาวิหารนอเทรอดาม อายุ 850 ปี กลางกรุงปารีส