สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินและเครื่องบินทิ้งระเบิดหลายลำไปอิหร่าน แต่ยังอ้างว่าไม่ได้ต้องการก่อสงคราม

AFP สหรัฐฯ ได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสอับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincol Carrier Strike Group) และกองกำลังทิ้งระเบิดไปยังศูนย์บัญชาการกลางสหรัฐฯ

สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินและเครื่องบินทิ้งระเบิดหลายลำไปอิหร่าน แต่ยังอ้างว่าไม่ได้ต้องการก่อสงคราม – BBCไทย

สหรัฐVSอิหร่าน – สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างคำพูดเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ไม่เปิดเผยนามว่ามีความเป็นไปได้ว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะถูกโจมตี ขณะที่นายจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง กล่าวว่าสหรัฐฯ จะตอบโต้โดยไม่ยอมอ่อนข้อ

เขาระบุในแถลงการณ์ว่า “สหรัฐฯ ได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอสอับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincol Carrier Strike Group) และกองกำลังทิ้งระเบิดไปยังศูนย์บัญชาการกลางสหรัฐฯ เพื่อส่งสัญญาณอย่างชัดแจ้งว่าหากผลประโยชน์ใด ๆ ของสหรัฐฯ หรือพันธมิตรถูกโจมตี อิหร่านก็จะต้องเผชิญกับการตอบโต้อย่างไม่ยั้งจากสหรัฐฯ”

แม้สหรัฐฯ จะแสดงท่าทีที่แข็งกร้าว แต่ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการก่อสงครามกับระบอบปกครองอิหร่าน เพียงแต่เตรียมพร้อมตอบโต้กับการโจมตีใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งจากองค์กรพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือกองกำลังของอิหร่านเอง

เมื่อปีที่แล้ว นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศถอนตัวจากการทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน ที่สหรัฐฯ และอีกหลายชาติทำไว้เมื่อปี 2015 ซึ่งอิหร่านยอมที่จะจำกัดกิจกรรมนิวเคลียร์สำคัญและยอมให้คณะผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์เข้าไปยังอิหร่านได้

รายละเอียดข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน

ข้อตกลงฉบับนี้มีชื่อว่า “ข้อตกลงร่วมว่าด้วยแผนปฏิบัติการครอบคลุม” (Joint Comprehensive Plan of Action หรือ JCPOA) ซึ่งอิหร่านทำกับ 5 ชาติสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ บวกเยอรมนี) และสหภาพยุโรป เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2015

ภายใต้ความตกลงนี้ อิหร่านตกลงจะจำกัดปริมาณการสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ซึ่งสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แต่ขณะเดียวกันก็ใช้ในอาวุธนิวเคลียร์ได้ด้วย เป็นเวลา 15 ปี และจำกัดจำนวนเครื่องหมุนเหวี่ยงที่ใช้ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นเวลา 10 ปี นอกจากนี้ อิหร่านยังตกลงทำการเปลี่ยนแปลงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แบบน้ำมวลหนัก เพื่อไม่ให้สามารถใช้ผลิตพลูโตเนียมสำหรับทำระเบิดได้ เพื่อแลกกับการที่สหประชาชาติ สหรัฐฯ และอียู ยกเลิกการดำเนินมาตรการคว่ำบาตรที่ใช้ต่ออิหร่านก่อนหน้านี้

กดดันอิหร่านเพิ่มอีก

อย่างไรก็ดี เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เพิ่งประกาศยุติการให้ข้อยกเว้นแก่ 5 ชาติที่นำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และตุรกี เพื่อตัดแหล่งรายได้สำคัญของอิหร่าน

Mike Pompeo said the US was "dramatically accelerating" its pressure campaign

EPA
นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐจะยังคงเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านมากยิ่งขึ้น

นับจากนั้นเศรษฐกิจอิหร่านตกอยู่ในสภาพดำดิ่ง ค่าเงินเรียลร่วงกราวรูด อัตราเงินเฟ้อรายปีขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่า ทำให้นักลงทุนย้ายการลงทุนออกนอกประเทศ ขณะที่ประชาชนพากันเดินขบวนประท้วง

แรงกดดันของสหรัฐฯ จะนำไปสู่สงครามหรือไม่

นักวิเคราะห์เคยระบุไว้เมื่อครั้งที่สหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านใหม่ ๆ ว่า สหรัฐฯ ต้องการบีบให้อิหร่านเข้าสู่ข้อตกลงทางการทูตฉบับใหม่ ที่จะต้องยอมรับเงื่อนไขที่กว้างมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ แต่ยังรวมถึงโครงการขีปนาวุธ และการขยายบทบาทของอิหร่านในภูมิภาคด้วย

แต่คำถามคือว่านี่คือนโยบายที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเพื่อให้เกิดการประนีประนอมกับอิหร่านจริงหรือ? หรือเป็นสูตรที่ทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้น ในความเป็นจริงแล้ว การใช้การทูตแบบเหยี่ยวเป็นการจงใจอำพรางนโยบายที่มีเป้าหมายหลักคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่านใช่หรือไม่?

การถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ผ่านมาเป็นการกระทำของสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ขณะที่อังกฤษ รัสเซีย จีน เยอรมนี และฝรั่งเศส ยังคงยืนยันว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวต่อไป

สหรัฐVSอิหร่าน

AFP
มาตรการคว่ำบาตรที่ใช้ต่ออุตสาหกรรมน้ำมันในอิหร่าน เป็นสาเหตุทำให้เศรษฐกิจอิหร่านตกอยู่ในสภาพดำดิ่ง

สิ่งที่หลายชาติกังวลก็คือ ความเห็นที่ไม่ตรงกันนี้ จริง ๆ แล้ว เป็นเรื่องของเป้าหมาย และรัฐบาลทรัมป์มีความกระตือรือร้นที่จะทำตามแนวทางของนายจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่านมาเป็นเวลานานแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาพื้นฐานยังคงอยู่ที่ตัวอิหร่านเองที่จะไม่ยอมรับเงื่อนไขใด ๆ ของสหรัฐฯ และเมื่อถึงจุดหนึ่งอาจจะตัดสินใจถอนตัวออกจากข้อตกลงเอง และเพิ่มการทำกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับนิวเคลียร์ นี่ไม่ใช่แนวทางที่จะทำให้กลุ่มหัวรุนแรงในอิหร่านอ่อนกำลังลง หรือเป็นการทำให้เกิดเสถียรภาพในระดับภูมิภาค

หลายคนเกรงว่า นี่ไม่ใช่กลยุทธ์ที่จะนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ที่ดีกว่า แต่เป็นการทำให้เกิดความเสี่ยงที่นำไปสู่สงครามต่างหาก

บทความก่อนหน้านี้อธิบดีสถ. นำข้าราชการพร้อมใจถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
บทความถัดไปမီးလောင်လို့ ပြန်ဆင်းလာခဲ့တဲ့ အေရိုဖလုတ်လေယာဉ်က လူ ၄၁ဦး သေဆုံး