เลือกตั้ง 2562 : คะแนนเสียงเลือกตั้งบอกอะไรในการเมืองไทยบ้าง

เลือกตั้ง 2562 : คะแนนเสียงเลือกตั้งบอกอะไรในการเมืองไทยบ้าง

เลือกตั้ง 2562 : คะแนนเสียงเลือกตั้งบอกอะไรในการเมืองไทยบ้าง – BBCไทย

การประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อย่างเป็นทางการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา (7-8 พ.ค.) ได้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในแวดวงการเมืองไทยหลายประการ

บีบีซีไทยรวบรวมปฏิบัติการ “ทุบสถิติ” การเมืองไทยที่เกิดขึ้นจากวิธีคำนวณหาจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ของ กกต. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ซึ่งไม่เพียงทำให้จำนวนพรรคการเมืองในสภามีมากที่สุดในรอบ 87 ปีนับจากเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่แนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลยังส่อเค้าว่าจะมีพรรคร่วมรัฐบาลเยอะที่สุดด้วย

ตัวเลขต่าง ๆ ที่ออกมาสะท้อนทิศทางการเมืองอย่างไรนับจากนี้

มีพรรคในสภามากที่สุด

กกต. ชุดที่ 5 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการเมืองไทย เมื่อประกาศรับรอง ส.ส. แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ รวม 498 คน จาก 27 พรรคการเมือง ให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25

ถือเป็นการทำลายสถิติสูงสุดที่เคยถูกจารึกไว้ในการเลือกตั้งปี 2518 ด้วยยอด ส.ส. รวม 269 คน จาก 23 พรรคการเมือง

ปี 2518 มี “พรรคเสียงเดียว” รวม 5 พรรค ทั้งหมดเป็น ส.ส. เขต กล่าวคือเข้าสภาด้วยคะแนนนิยมของตัวเอง

ปี 2562 มี “พรรคเสียงเดียว” รวม 13 พรรค ทั้งหมดเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ บางส่วนเป็นคนดังที่เข้าสภาด้วยเรตติ้งส่วนตัว ขณะที่บางส่วน “โดยสารคะแนนเพื่อน-คะแนนพรรค” เข้าไปทำหน้าที่ ในจำนวนนี้มี 11 พรรคที่ถูกขนานนามว่า “พรรคจิ๋ว” รวมอยู่ด้วย

“พรรคจิ๋ว” หลุดเข้าสภาได้เพราะการ “ปัดเศษทศนิยม” ตามสูตรคำนวณของ กกต. ที่ยึด-ยืมมาจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทั้งที่พรรคเหล่านี้ได้คะแนนเสียงมหาชน (ป๊อปปูลาร์โหวต) น้อยกว่าคะแนนในการมี “ส.ส. พึงมีได้” 1 คน หรือน้อยกว่า 71,168.5141 เสียง

ถ้าย้อนไปดูสถิติในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา นับจากประเทศไทยมี ส.ส. 2 ระบบ พบว่า จำนวนพรรคในสภาส่วนใหญ่เป็นตัวเลขตัวเดียว ยกเว้นการเลือกตั้งปี 2554 ที่มี 11 พรรคในสภา

ย้อนสำรวจยอดพรรคการเมืองในสภา

ปี พรรคที่ส่งผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พรรคที่ส่งผู้สมัครแบ่งเขต พรรคที่มีที่นั่งในสภา
2544 37 พรรค 39 พรรค 9 พรรค
2548 20 พรรค 24 พรรค 4 พรรค
2550 31 พรรค 39 พรรค 7 พรรค
2554 40 พรรค 34 พรรค 11 พรรค
2562 74 พรรค 77 พรรค 27 พรรค

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวมจาก “ข้อมูลสถิติการเลือกตั้ง ส.ส.” ในการเลือกตั้ง 4 ครั้ง และประกาศ กกต. รับรองผลการเลือกตั้งปี 2562

พรรคหัวตาราง-ท้ายตาราง คะแนนต่างกัน 249 เท่า

สูตรคำนวณหาจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อฉบับ กกต. ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง แทนที่จะมีเพียง 15 พรรคที่ได้คะแนนมหาชนเกินกว่าเกณฑ์ “ส.ส. พึงมีได้” ที่มีโอกาสครองเก้าอี้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ (ไม่นับพรรคเพื่อไทยที่ได้ ส.ส. เขต เกินโควต้า ส.ส. พึงมีได้ไปแล้ว) ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 แต่ กกต. กลับใช้สูตรมี “พรรคจิ๋ว” ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างยิ่งยวดระหว่างพรรคอันดับ 1 กับพรรคอันดับ 27 (ดูสูตรคำนวณของ กกต. ได้จากประกาศฉบับนี้)

พรรคพลังประชารัฐ ได้คะแนนมหาชนสูงสุด 8,413,413 เสียง มี ส.ส. บัญชีรายชื่อ 18 คน

พรรคอนาคตใหม่ มี ส.ส. บัญชีรายชื่อมากที่สุด 50 คน ได้คะแนนมหาชน 6,254,726 เสียง

ขณะที่ 11 “พรรคจิ๋ว” ที่ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคละ 1 คน ได้คะแนนมหาชนรวมกัน 548,208 เสียง โดยพรรคอันดับสุดท้ายที่ได้ ส.ส. คือพรรคไทรักธรรม ได้คะแนนมหาชนเพียง 33,754 คะแนน

นั่นเท่ากับว่าคะแนนเสียงของ “พรรคหัวตาราง” กับ “พรรคท้ายตาราง” มีความแตกต่างกันถึง 249 เท่า

กราฟิค

BBC

เกิดรัฐบาลผสม 20 พรรค?

สูตร กกต. ยังทำให้ยอด ส.ส. ของ 7 พรรคที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” นำโดยพรรคเพื่อไทย (พท.) หดหายไปด้วย จากเคยประกาศเจตนารมณ์จัดตั้งรัฐบาลร่วมกันเมื่อ 27 มี.ค. โดยอ้างว่าสามารถรวบรวมเสียงในสภาได้แล้ว 255 เสียง แต่ล่าสุดประกาศ กกต. ทำให้เสียงของขั้ว พท. หดเหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภาล่าง มีเพียง 245 เสียงเท่านั้น

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ชู พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีกสมัย จับมืออย่างแน่นหนากับพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) รวบรวมเสียงได้เบื้องต้น 120 เสียง และยังเดินหน้าเจรจากับพรรคขนาดกลาง-เล็ก-จิ๋วที่ยังไม่แสดงจุดยืนการเมืองต่อไป

อุตตม สาวนายน หัวหน้า พปชร. กล่าวยอมรับว่า ได้พูดคุยกับ 11 พรรคจิ๋วบางส่วน แต่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ เพราะยังไม่ได้ข้อยุติ แต่แสดงความความมั่นใจว่า พปชร. จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ขณะที่ท่าทีของแกนนำพรรคที่ยังสงวนจุดยืน ต่างยังไม่แสดงความชัดเจนว่าจะร่วมรัฐบาลกับฝ่ายใด เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์เฟซบุ๊กว่าขณะนี้ยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาล และ “กำลังฟังเสียงประชาชน”

นิกร จำนง แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) บอกเพียงว่าหลักการตัดสินใจอยู่ที่ “ใครจะนำประเทศก้าวข้ามความขัดแย้ง”

กราฟิค

BBC

หากขั้ว พปชร. ต้องการ “เสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภา นั่นอาจหมายถึงการกวาดต้อนเอาทุกเสียงจากทุกพรรคมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสม 20 พรรค มี 253 เสียงในสภา

หากเป็นเช่นนั้น ก็จะเป็นการทำลายสถิติรัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ที่มี ส.ส. ในสังกัดเพียง 18 เสียง แต่ก็ได้เป็นนายกฯ เมื่อแสวงหาพันธมิตรการเมืองได้รวม 8 พรรค จัดตั้งรัฐบาล 135 เสียง ซึ่งเท่ากับกึ่งหนึ่งของสภาพอดี (สภามี 269 เสียง)

อย่างไรก็ตามภาพรัฐบาลผสมที่อ่อนแอไม่ได้เกิดขึ้นในการเมืองไทยมานานแล้ว เพราะถ้าไปดูสถิติในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า สัดส่วนรัฐบาลผสมที่สูงสุดอยู่ที่ 6 พรรค และในยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร 2 ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ย้อนสำรวจเสียงรัฐบาลผสม

ปี จำนวนที่นั่งในสภา จำนวนพรรคร่วมรัฐบาล จำนวนพรรคฝ่ายค้าน
2544 325 เสียง 3 พรรค 4 พรรค
2548 377 เสียง 1 พรรค 3 พรรค
2550 315 เสียง 6 พรรค 1พรรค
2551 (อภิสิทธิ์) 264 เสียง 4 พรรค+1 กลุ่ม 4 พรรค
2554 300 เสียง 6 พรรค 5 พรรค

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวมโดยยึดตัวเลขในวันประกาศตั้งรัฐบาลครั้งแรก ซึ่งบางส่วนมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง

ความน่ากังวลของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

ถึงขณะนี้ยังไม่อาจคาดเดาว่าขั้วไหนจะชิงการนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และใครจะได้เป็นนายกฯ คนต่อไป

ทว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 159 กำหนดว่าชื่อ “นายกฯ ในบัญชี” ของพรรคที่ได้คะแนนเสียงเกินร้อยละ 5 ของสมาชิกที่มีอยู่ทั้งหมด หรือ 25 เสียงขึ้นไปเท่านั้น ที่จะมีโอกาสถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณากลางรัฐสภา นั่นเท่ากับว่า เหลือแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีจาก 5 พรรคเท่านั้น ประกอบด้วย พท., พปชร., อนค., ปชป. และ ภท.

แต่ถึงแม้จัดตั้ง “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” ได้ การทำงานในสภาก็อาจไม่ราบรื่นนัก จาก “ภาระทางการเมือง” และ “ภาระทางกฎหมาย” ที่สัมพันธ์กับคะแนนเสียงในสภา อาทิ

  • ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี – ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ใน 2 สภา (376 เสียง จาก 750 เสียง)
  • ลงมติผ่านร่างกฎหมาย – ใช้เสียงข้างมากในสภา (251 เสียง จาก 500 เสียง)
  • ลงมติผ่านงบประมาณ – ใช้เสียงข้างมากในสภา (251 เสียง จาก 500 เสียง)
  • ลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ – ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ใน 2 สภา (376 เสียง จาก 750 เสียง) โดยได้ต้องเสียงจาก ส.ว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 (84 เสียง)
  • ลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ – ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ในสภา (251 เสียง จาก 500 เสียง)

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560

บทความก่อนหน้านี้สุดสลด! รถชนยืนเจรจาริมถนน กระบะเสียหลัก พุ่งกวาดร่างกระเด็น ดับ 6 ศพ เจ็บระนาว
บทความถัดไป‘จักรทิพย์’ ตั้ง ‘สุวัฒน์’ เพื่อนร่วมรุ่น รักษาการแทน ผบช.ภ.2 ลาออก คาดนั่ง ส.ว.