โหวตนายกรัฐมนตรี : ควรรู้อะไรบ้าง ?

โหวตนายกรัฐมนตรี

โหวตนายกรัฐมนตรี : ควรรู้อะไรบ้าง ? – BBCไทย

การประชุมร่วมรัฐสภา (ส.ส. และ ส.ว.) เพื่อลงมติเห็นชอบบุคคลผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย กำลังจะมีขึ้นในวันพุธที่ 5 มิ.ย. นี้

สัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยยังไม่เห็นหน้าตาของรัฐบาล เนื่องจากยังมีบางพรรคการเมืองที่ยังสงวนจุดยืนที่ชัดเจน อย่างพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่กลายเป็นพรรคตัวแปร โดยพรรคได้นัดประชุม ส.ส. พรรค เพื่อกำหนดทิศทางการโหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 4 มิ.ย.

บุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาทั้งหมด หรือ 375 เสียง จากการลงมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 500 คน และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน ชุดเฉพาะกาล ที่ผ่านการเคาะรายชื่อจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

นายกฯ ในบัญชี พรรคใดบ้าง มีสิทธิชิงตำแหน่งนายก

ในการเสนอชื่อผู้เข้าชิงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกในวันที่ 5 มิ.ย. ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อตามที่พรรคการเมืองได้แจ้งไว้แล้ว ต้องมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 คือ ต้องมาจากพรรคการเมืองที่มี ส.ส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของสมาชิก ส.ส. ที่มีอยู่ 500 คน นั่นเท่ากับว่า พรรคที่ได้ ส.ส. 25 ขึ้นไป มีสิทธิเข้าชิง

ทำให้นายกฯ ในบัญชี ที่มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อ มีทั้งหมด 7 คน จาก 5 พรรคการเมือง ได้แก่

– คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และนายชัยเกษม นิติสิริ (เพื่อไทย) อย่างไรก็ตาม คุณหญิงสุดารัตน์ ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งและนายกฯ ในบัญชี พรรคเพื่อไทย ประกาศผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 18 พ.ค. ว่า “จะไม่รับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น” และเพื่อไทยยอมเสียสละเพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขในการต่อรองทางการเมืองใด ๆ

ส่วนกระแสที่ว่า พรรคเพื่อไทย จะผลักดันนายชัชชาติ ชิงตำแหน่งนายกฯ ถูกปฏิเสธจากนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) โดยระบุว่าเป็น “ข่าวลือ” เนื่องจากต้องรอการหารือร่วมระหว่าง 7 พรรค ที่ร่วมลงสัตยาบันไม่สืบทอดอำนาจเสียก่อน

– พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (พลังประชารัฐ)

– นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (อนาคตใหม่)

– นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ประชาธิปัตย์)

– นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ภูมิใจไทย)

อย่างไรก็ตาม การเสนอชื่อจะต้องมีสมาชิก รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร (500 คน) หรือ 50 คน หากองค์ประชุมครบ

ลงคะแนนแบบเปิดเผย

รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 159 ในวรรคสาม บัญญัติว่า “มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร”

การโหวตนายกรัฐมนตรี ต่างจากการลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และรองประธานสภา ที่สมาชิก ส.ส. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งได้ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาปี 2551 เป็นแนวทาง เมื่อมีการเสนอชื่อแคนดิเดตมากกว่า 1 คน จึงต้องลงคะแนนลับ

วิธีการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี โดยเปิดเผย จะทำให้เห็นว่า ส.ส. และ ส.ว. แต่ละคน ให้ความเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง ให้กับผู้ได้รับการเสนอชื่อคนใด ในขั้นตอนนี้ จะทำให้เห็นว่าพรรคการเมืองใด มี ส.ส. ที่โหวตสวนทางกับมติพรรคหรือว่าเป็น “งูเห่า”

จะมีการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้เข้าชิงนายกฯ หรือไม่

รัฐธรรมนูญไม่ได้มีบทบัญญัติให้ผู้ถูกเสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องปรากฏตัวในรัฐสภาในวันนัดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกฯ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.ดร. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์บนเฟซบุ๊กว่า แม้ว่าจะโดยกติกาแล้วไม่ได้กำหนดไว้ แต่โดยความเหมาะสมตามกระบวนการทางการเมือง ผู้ได้รับการเสนอชื่อควรอย่างยิ่งที่จะต้องแสดงตัว

“การเข้าร่วมประชุมรัฐสภา เป็นการให้เกียรติผู้แทนปวงชนชาวไทยที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” และ “จะดียิ่ง หากมีการแสดงวิสัยทัศน์ ว่านายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะนำพาประเทศไทยไปในทิศทางใด”

อย่างไรก็ตาม ในการลงมติเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) คนที่ 1 เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ก็เคยมีการเสนอให้ผู้เข้าชิงตำแหน่งแสดงวิสัยทัศน์เช่นกัน แต่ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ชั่วคราว ชี้แจงว่า ไม่มีข้อบังคับกำหนดให้ต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์

หากตั้งนายกฯ ไม่ได้ รัฐธรรมนูญเปิดทางเสนอชื่อนายกฯ คนนอก

บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 ในมาตรา 272 วรรคสอง เขียนว่า หากมีกรณีไม่อาจแต่งตั้งนายกฯ จากบุคคลที่เป็น “นายกฯ ในบัญชี” ของแต่ละพรรคการเมืองได้ สมาชิกทั้ง 2 สภา (ส.ส.-ส.ว.) รวมกันเท่าที่มีอยู่ สามารถเข้าชื่อต่อประธานรัฐสภา ให้รัฐสภามีมติยกเว้นไม่ต้องเสนอชื่อ “นายกฯ ในบัญชี” ของแต่ละพรรคได้

หลังจากนั้นประธานรัฐสภาต้องจัดให้ประชุมร่วม ส.ส. และ ส.ว. หากมีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ให้ยกเว้นได้ ก็ให้ดำเนินการโหวตนายกฯ โดยจะเสนอชื่อผู้ที่เป็น “นายกฯ ในบัญชี” ของแต่ละพรรคการเมือง “หรือไม่ก็ได้”

คสช. หมดหน้าที่เมื่อมี ครม. ใหม่

บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 ในมาตรา 265 ระบุว่า ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน รัฐบาล คสช. จะหมดหน้าที่ลงทันที และรัฐบาลใหม่จะต้องมีการแถลงนโยบายต่อสภาภายใน 15 วัน หลังเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน

บทความก่อนหน้านี้ရခိုင်ပြည်နယ် တိုက်ပွဲ – လူ အကျအဆုံးရှိသလို လက်နက်တချို့ ဆုံးခဲ့ကြောင့် တပ်မတော် ဝန်ခံ
บทความถัดไปหรือเพราะปมโรคประจำตัว บังขายโรตี ต้องสงสัยฆ่าเมีย ญาติเผยอาการทรุด-เคยสั่งเสียไว้