มาเรียม ลูกพะยูนตัวแรกของไทย ที่มนุษย์เป็นแม่นมให้ในสภาวะธรรมชาติ

SIRACHAI (SHIN) ARUNRUGSTICHAI

มาเรียม ลูกพะยูนตัวแรกของไทย ที่มนุษย์เป็นแม่นมให้ในสภาวะธรรมชาติ – BBCไทย

ด้วยเหตุการณ์ความแปรปรวนของโลกที่เกิดขึ้นในรอบปีนี้ ซึ่งมีทั้งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และมนุษย์เป็นเหตุ “วันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน” อาจเป็นวันที่เปิดโอกาสให้มนุษย์ตระหนักถึงการกระทำ และเรียนรู้ที่จะแก้ไข เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นในอนาคต

เมื่อไม่นานมานี้ พะยูน (Dugong) กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง ในกลุ่มผู้สนใจประเด็นเรื่องการอนุรักษ์ หลังจากสื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่วิดีโอลูกพะยูน และข้อมูลการรับอาสาสมัครดูแลลูกพะยูนตัวดังกล่าว จนมียอดคนสมัครถล่มทลาย

จากรายงานสัตว์ทะเลหายาก พ.ศ. 2560 สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่ง และป่าชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบว่าปี 2559 พบพะยูนในประเทศไทย 221 ตัว มากสุดอยู่ที่ จ.ตรัง 154 ตัว โดยประชากรพะยูนจะอยู่ในบริเวณที่มีแหล่งหญ้าทะเลชุก

ลูกพะยูน “มาเรียม”

“มาเรียม” หรือ “อีเรียม” ตามชื่อเรียกของชาวบ้านในพื้นที่ เป็นลูกพะยูนเพศเมีย อายุประมาณ 6 เดือน ที่เข้าเกยตื้นเมื่อวันที่ 26 เม.ย.2562 ที่ จ.กระบี่ ชาวบ้านจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ให้เข้าช่วยเหลือ จนตอนนี้กลายเป็นขวัญใจของเจ้าหน้าที่และผู้ได้สัมผัสกับความน่ารักของมัน

ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามัน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า ตอนที่มาเรียมเข้าเกยตื้น เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่ายังแข็งแรง จึงพยายามผลักดันกลับสู่ทะเล เพราะหากเป็นลูกพะยูนที่ยังไม่หย่านมแล้วพลัดหลงโดยบังเอิญ แม่พะยูนอาจจะยังคงว่ายวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ

หลังใช้ความพยายามผลักดันกลับถึงสามครั้ง มาเรียมยังคงว่ายกลับเข้ามายังจุดเดิม โดยมักว่ายอยู่ใต้ท้องเรือ ซึ่งมีลักษณะเสมือนท้องของแม่ เจ้าหน้าที่จึงประเมินว่าโอกาสที่มาเรียมจะได้เจอกับแม่คงมีน้อย อีกทั้งบริเวณนั้นมีเรือสัญจรอยู่มาก โอกาสที่มาเรียมจะได้รับอันตรายจากการชนก็สูงตาม การหาพื้นที่ดูแลแห่งใหม่จึงเป็นแผนงานในเวลานั้น

“ลูกพะยูนวัยนี้ยังต้องอยู่กับแม่ จนอายุเกือบ 2 ปี แนวทางแรกต้องมาเลี้ยงในบ่อเลี้ยง แต่มันจะเศร้ามากเลยนะ ที่พะยูนตัวหนึ่งต้องอยู่ในบ่อเลี้ยงไปตลอดชีวิต เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เราเลยพยายามหาพื้นที่ปลอดภัย เพื่อเป็นแม่นมให้เขา”

ดร.ก้องเกียรติ เล่าว่า พื้นที่ที่จะย้ายมาเรียมไปต้องเป็นแหล่งที่มีหญ้าทะเล มีกลุ่มพะยูนอยู่มาก และสำคัญที่สุดคือความความพร้อมของชุมชนในพื้นที่ ซึ่งต้องร่วมมือในการดูแล เมื่อพิจารณาแล้วพบว่าเกาะลิบง จ. ตรัง มีความพร้อมในทุกด้านในการดูแลมาเรียม

การเคลื่อนย้ายมาเรียมมายังแหลมจุโหย บนเกาะลิบง มีขึ้นเมื่อวันที่ 29 เม.ย. โดยเจ้าหน้าที่ปล่อยให้มันว่ายน้ำอย่างอิสระ เพื่อหาจุดเหมาะสมที่สุดให้กับตัวเอง สามวันต่อมามาเรียมได้ย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ จนมาอยู่บริเวณหน้าเขาบาตูปูเต๊ะ ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลมาเรียมในปัจจุบัน

มาเรียม ลูกพะยูนตัวแรกของไทย
มาเรียมเริ่มคุ้นกับเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแล แต่ก็มีมาตรการควบคุมการสัมผัสโดยตรง เพื่อการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติในอนาคต / SIRACHAI (SHIN) ARUNRUGSTICHAI

“พอมาอยู่ที่เกาะ ทีมสัตวแพทย์กับนักวิชาการ จะต้องประเมินวันต่อวัน ถึงแม้ว่าเขาจะกินหญ้าทะได้ แต่นมก็ยังเป็นอาหารหลักอยู่ ตอนนี้เขาต้องการพลังงานวันละมากกว่า 700 กิโลแคลอรี่ แต่เรายังทำได้ไม่ถึงเป้า จากเดิมที่ป้อนนมสองมื้อต่อวัน ก็ต้องเพิ่มไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาแข็งแรงพอที่จะกินหญ้าทะเลอย่างเดียว”

มาเรียมถือเป็นพะยูนตัวแรกของไทยที่มนุษย์ให้นมในสภาวะธรรมชาติ โดยก่อนหน้านี้ ทช.ก็เคยช่วยเหลือลูกพะยูนในลักษณะเดียวกัน แต่นำมาเลี้ยงในบ่ออนุบาลสัตว์น้ำ และเมื่อนำกลับไปปล่อยสู่ธรรมชาติไม่นานก็ตาย ด้วยไม่สามารถเอาตัวรอดในธรรมชาติได้ นั่นเป็นบทเรียนสำคัญของเจ้าหน้าที่

ด้วยความต้องการน้ำนม ทำให้มาเรียมยังคงว่ายเข้าฝั่งอยู่เรื่อย ๆ ตามสัญชาตญาณเรียนรู้ แต่เจ้าหน้าที่เองก็มีมาตรการจำกัดจำนวนคนที่จะสัมผัสกับมาเรียมโดยตรง เพราะโดยธรรมชาติเมื่อถึงวัยหย่านมจากแม่ พะยูนจะแยกตัวออกไปเอง การเลี้ยงดูในสภาวะธรรมชาติ ให้ว่ายน้ำอย่างอิสระ ก็เพื่อให้ลูกพะยูนเข้าหาฝูง และเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอด

นอกเหนือไปจากการดูแลมาเรียมให้แข็งแรงแล้ว การดูแลพื้นที่อยู่อาศัยของมันก็เป็นอีกภารกิจที่เจ้าหน้าที่ต้องทำควบคู่กันไป ด้วยวิถีชีวิตของชาวเลบนเกาะ โป๊ะน้ำตื้น หรือหลาด ตามคำเรียกในท้องถิ่น ถือเป็นภัยคุกคามต่อพื้นที่อนุบาลมาเรียม และเมื่อมีการทำความเข้าใจกัน ชาวบ้านก็ยินยอมรื้อถอนเครื่องมือเหล่านั้นไปจนหมด เพราะเข้าใจแนวทางการทำงานของเจ้าหน้าที่

“เรื่องการสัญจรทางเรือคือสิ่งที่กังวลที่สุด เพราะพฤติกรรมมาเรียมชอบเข้าใกล้ท้องเรือ เลยจำเป็นต้องวางข้อตกลงในการที่นักท่องเที่ยวเข้ามา ไม่ใช่แค่กับมาเรียม ยิ่งเป็นพื้นที่ฮอตสปอตของพะยูน ถ้าเรามีการจัดการการท่องเที่ยวที่ดีก็วินวิน ทั้งการอนุรักษ์และการสร้างอาชีพ เมื่อเราดูแลมาเรียมได้ ก็ได้ดูหญ้าทะเลไปด้วย ได้ปกป้องทรัพยากรไปด้วย”

หญ้าทะเลที่อุดมสมบูรณ์

Getty Images
หญ้าทะเลเป็นอาหารของพะยูน และสัตว์น้ำอื่น ๆ

ดร.ก้องเกียรติ ยังเล่าต่ออีกว่า ในอนาคตเมื่อมาเรียมหย่านมแล้ว หากเขายังอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น ผนวกกับความคุ้นเคยที่มีกับคน นักท่องเที่ยวก็มีโอกาสเข้ามาสัมผัสได้ใกล้ชิดมากขึ้น ผ่านการจัดการของชุมชน อย่างการเที่ยวชมด้วยเรือคายักซึ่งไม่เป็นอันตราย และสร้างรายได้ระยะยาวให้ชาวบ้าน

ภารกิจของเหล่าอาสาสมัคร

ด้วยระยะเวลากว่าหนึ่งเดือน กับการทำหน้าที่ประเมินสุขภาพมาเรียม และป้อนนม 4 มื้อต่อวัน แต่ละมื้อก็ใช้เวลากว่า 1-2 ชม. ทำให้เจ้าหน้าที่เหนื่อยล้า จึงเป็นที่มาของการเปิดรับอาสาสมัครในโลกออนไลน์ที่ถูกพูดถึง

“อาสาสมัครที่เคยมาช่วยงานลักษณะคล้ายกัน อย่างการดูแลโลมา บางคนไม่รู้ว่าการทำงานนี้หนักมาก ทางเจ้าหน้าที่จึงต้องคัดเลือกเป็นพิเศษ เขาต้องมีเวลาจริง ๆ แล้วยังต้องมีงบดูแลตัวเองอีก ทางหน่วยงานก็ไม่ได้มีเงินสนับสนุนส่วนนี้ คนที่เข้ามาทำต้องเสียสละมาก”

ภารกิจของเหล่าอาสาสมัคร มีตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมอาหาร ป้อนอาหาร ไปจนถึงงานจิปาถะอื่น ๆ ซึ่งในขณะนี้ได้ปิดรับสมัครรอบแรกไปแล้ว จากยอดผู้สนใจที่มีจำนวนมาก ทำให้มีคนที่พร้อมปฏิบัติงานในระยะเวลาสองเดือนต่อจากนี้ไป หลังจากนั้นจึงจะเปิดรับอาสาสมัครในรอบถัดไป เพราะจากแผนงานในตอนนี้เจ้าหน้าที่จะดูแลมาเรียมอย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้เขาแข็งแรงพอเอาชีวิตรอดในธรรมชาติได้

ชาวบ้านกับการจัดการเรือชมพะยูน

“พี่น้องเกาะลิบงเขาเห็นพะยูนเหมือนลูกเหมือนหลานที่ต้องดูแล คุ้นเคยกันมาเป็นสิบ ๆ ปี อย่างบางวันพะยูนติดแห้ง (เกยตื้น) ชาวบ้านที่จะออกไปหาปูหาปลาก็ต้องมาช่วยกัน เรื่องทำมาหากินวันนั้นก็จบไป” นายประชุม เจริญฤทธิ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บ้านบาตูปูเต๊ะ ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย

ผู้ใหญ่ประชุม ยังกล่าวอีกว่า ด้วยพื้นที่เกาะลิงบงมีความสมบูรณ์ โดยเฉพาะบริเวณหมู่ 4 หน้าเข้าบาตูปูเต๊ะ มีหญ้าทะเลที่เป็นอาหารหลักของพะยูนกว่า 9 ชนิด อีกทั้งมีลักษณะเป็นอ่าวที่สามารถหลบลมพายุได้ การใช้พื้นที่นี้ในการอนุบาลมาเรียมจึงเหมาะสมที่สุด

“พะยูนเขาฉลาดนะ เขารู้ว่าเรือไหนที่จะเป็นอันตรายกับเขา อย่างถ้าเป็นเรือประมงชาวบ้านวิ่งผ่าน พะยูนก็เฉย ๆ แต่เมื่อไหร่เป็นเรือนักท่องเที่ยว เขาจะรู้ได้ว่ากำลังไล่ตามเขา เขาจะพยายามออกห่างทันที”

ก่อนหน้านี้ชาวบ้านในชุมชน และเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง ได้หารือและมีมติร่วมกันว่าจะทำแนวทุ่นเขตอนุรักษ์ ด้วยมีชาวบ้านร้องเรียนเรื่องการเดินเรือของนักท่องเที่ยว ที่เข้าใกล้พะยูนมากเกินไป จนอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

เรือเร็วเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เป็นอันตรายต่อพะยูน / WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI 

“พอดีกับที่มาเรียมมาอยู่ เราเลยเร่งวางทุ่นแนวเขตเนื้อที่เกือบ 1,000 ไร่ เวลาที่นักท่องเที่ยวมาดูพะยูนต่อไปนี้ก็ต้องจอดหลังแนวทุ่น ซึ่งเป็นแนวร่องน้ำที่พะยูนจะว่ายผ่านทุกวันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องวิ่งเข้าใกล้ เพราะใบพัดเรืออาจอันตรายกับพะยูนได้”

เรื่องการทำประมงท้องถิ่นในพื้นที่ ผู้ใหญ่ประชุมเล่าว่า ชาวบ้านในพื้นที่ค่อนข้างตระหนักกับเรื่องนี้ดี มีการขอความร่วมมือไม่วางอวนทิ้งข้ามคืน หรือวางในเขตที่หมิ่นเหม่จะทำอันตรายต่อลูกพะยูน ซึ่งชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือดีมาตลอด อีกทั้งมีการให้ความรู้ชาวบ้านเรื่องการช่วยเหลือพะยูนกรณีติดอวนอีกด้วย

โดยพื้นที่เกาะลิบงนั้นไม่ได้มีเพียงพะยูน ที่เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวเท่านั้น ยังมีเต่าทะเล เต่ากระ และเต่าตนุอีกด้วย

สถานการณ์พะยูนไทย

“ยังคงต้องดูแลต่อไป ในปัจจุบันพื้นที่แหล่งประชากรพะยูนสูงสุดอยู่ที่แถบเกาะลิบง เกาะมุก จ.ตรัง มีจำนวนประมาณ 185 ตัว และกระจายอยู่ในที่อื่น ๆ อีกเล็กน้อย” นายอุกกฤต สตภูมินทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ในสังกัด ทช. บอกบีบีซีไทย

นายอุกกฤตกล่าวว่า ในอดีตช่วงก่อนปี 2553 มีพะยูนที่ล้มตายจากสาเหตุจากการทำประมงผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก ทั้งอวนรุน อวนลาก แต่ด้วยการกวดขันอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่ สถานการณ์ดังกล่าวก็คลี่คลายลง แต่ยังมีปัญหาการทำประมงใกล้พื้นที่พะยูนชุกชน และการถูกเรือประมงชน ที่ยังต้องได้รับการแก้ไขอยู่

การจัดระเบียบเส้นทางการวิ่งของเรือประมง เป็ฯมาตรการหนึ่งของการอนุรักษ์สัตว์น้ำ / TUWAEDANIYA MERINGING/AFP/GETTY IMAGES

“แม้เครื่องมือประมงที่ใช้จะถูกกฎหมาย แต่การกำหนดเขตพื้นที่ห้ามทำประมงใกล้แหล่งชุกชุมของพะยูน จำเป็นต้องพูดคุยกัน รวมถึงการจัดเส้นทางเดินเรือให้มีระบบ ไม่วิ่งสะเปะสะปะ และควบคุมความเร็วก็ต้องทำควบคู่กัน”

นายอุกกฤตยังให้ข้อมูลว่า ความร่วมมือของคนในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญมาก เขายกตัวอย่างจังหวัดตรังว่าชาวบ้านที่นั่นตระหนักว่าพะยูน เปรียบเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ทุกคนจึงให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์อย่างเต็มที่ อีกทั้งหญ้าทะเลซึ่งเป็น มีความสมบูรณ์จึงเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับพะยูนจะเติบโตและอาศัยอยู่

บทความก่อนหน้านี้ประธานฯ ‘ชวน’ เปิดทาง ส.ส. อภิปราย ‘ที่มา ส.ว.’ วันโหวตนายกฯ เต็มที่ไปเลย!
บทความถัดไปพิชัย เย้ยแอนิมอลฟาร์มสะท้อน‘บิ๊กตู่’ เผด็จการจะเปลี่ยนกม.ตามใจเหมือนในหนังสือ