วัฏจักรสุริยะทุก 11 ปี เกิดขึ้นเพราะดาวเคราะห์เรียงตัวเป็นแนวเดียวกัน

วัฏจักรสุริยะทุก 11 ปี เกิดขึ้นเพราะดาวเคราะห์เรียงตัวเป็นแนวเดียวกัน – BBCไทย

ทีมนักฟิสิกส์จากห้องปฏิบัติการวิจัย HZDR ของเยอรมนี ค้นพบปรากฎการณ์ทางดาราศาสตร์ที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดความปั่นป่วนในบรรยากาศของดวงอาทิตย์ ซึ่งจะทำให้มีการปะทุพลังงานเพิ่มขึ้นจนถึงระดับสูงสุดและค่อย ๆ ลดลงจนกลับสู่จุดเริ่มต้นในทุก 11 ปี หรือที่เรียกว่า “วัฏจักรสุริยะ” (Solar Cycle)

ผลการศึกษาดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสาร Solar Physics โดย ดร. แฟรงก์ สเตฟานี หนึ่งในทีมผู้วิจัยระบุว่า ได้วิเคราะห์ข้อมูลทางดาราศาสตร์ย้อนหลังไปในรอบกว่า 1,000 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปีคริสต์ศักราช 1000-2009 และพบว่ารอบการเกิดวัฏจักรสุริยะในทุก 11 ปี นับเป็นจำนวนกว่า 90 รอบวัฏจักรในระหว่างนั้น สอดคล้องกับรอบการโคจรของโลก ดาวศุกร์ และดาวพฤหัสบดี ซึ่งจะเคลื่อนมาอยู่ในตำแหน่งที่เรียงตัวเป็นแนวเดียวในทุก 11 ปีเช่นกัน

การเรียงตัวของดาวเคราะห์ดังกล่าว ทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงจากดาวบริวาร ซึ่งกระทำต่อดวงอาทิตย์ในระดับทรงพลังที่สุดในรอบ 11.07 ปี ตรงกับช่วงการเริ่มต้นวัฏจักรสุริยะที่ดวงอาทิตย์ยังมีความเคลื่อนไหวและปะทุพลังงานในระดับต่ำสุดอยู่ (Solar minimum) ปรากฏการณ์นี้ยังคล้ายกับการที่แรงดึงดูดของดวงจันทร์ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงบนโลกด้วย

อันที่จริงแล้ว แรงโน้มถ่วงจากดาวเคราะห์ทั้งสามนั้นจัดว่าไม่รุนแรงมาก แต่ก็เพียงพอจะส่งผลกระทบต่อสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ได้ โดยการทดสอบใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์สร้างปรากฏการณ์ดังกล่าวพบว่า แรงโน้มถ่วงจากดาวเคราะห์จะเพิ่มแรงดันบีบอัดในสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ ทำให้บางส่วนไม่เสถียรและเกิดความเปลี่ยนแปลงทางแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นได้

วัฏจักรสุริยะทุก 11 ปี
แผนภาพของวัฏจักรสุริยะรอบที่ 23 ซึ่งเริ่มต้นในปี 1996 จนเข้าสู่ระดับการปะทุพลังงานสูงสุดในปี 2001 และกลับสู่จุดต่ำสุดเหมือนเดิมในปี 2006 / NASA

ทั้งนี้ วัฏจักรสุริยะคือวงจรความเคลื่อนไหวของการเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ บนดวงอาทิตย์ เช่นลมสุริยะ โซลาร์แฟลร์ หรือการปลดปล่อยมวลโคโรนา ซึ่งความเคลื่อนไหวเหล่านี้จะมีน้อยหรือแทบไม่มีเลยในช่วงเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ ก่อนจะมีความเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดสูงสุดในช่วงกลางวัฏจักร และค่อย ๆ ลดน้อยลงขณะกำลังจะสิ้นสุดวัฏจักรเดิมและเข้าสู่วัฏจักรใหม่อีกครั้ง

นักดาราศาสตร์เริ่มนับรอบวัฏจักรสุริยะกันมาตั้งแต่ปีคริสต์ศักราช 1755 โดยพบว่าการเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอนี้ จะช่วยให้ทำนายความเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์ในรอบวัฏจักรถัดไปได้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพยากรณ์สภาพอากาศบนโลก รวมทั้งการระวังรักษาระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม ระบบบอกพิกัดจีพีเอส ระบบจ่ายไฟฟ้า รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างโทรศัพท์และโทรทัศน์วิทยุ ซึ่งเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากการปลดปล่อยพลังงานของดวงอาทิตย์เป็นครั้งคราว

ความเปลี่ยนแปลงที่บอกได้ชัดว่าดวงอาทิตย์เข้าสู่รอบวัฏจักรใหม่แล้วหรือยังมีอยู่ 2 ประการ คือจำนวนของจุดมืดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) ที่ลดน้อยลงจนอาจจะไม่มีเลยติดต่อกันหลายวัน และการกลับขั้วของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ ซึ่งก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์คาดว่าดวงอาทิตย์ได้เข้าสู่วัฏจักรสุริยะรอบใหม่ หรือรอบที่ 25 ไปแล้วเมื่อปลายปี 2018

บทความก่อนหน้านี้25ชีวิตระทึก! ทัวร์2ชั้นเบรกไม่อยู่ พุ่งชนกลางลำสิบล้อ อัดตู้คอนเทนเนอร์พังยับ
บทความถัดไป‘ธนาธร’ ซัดกลุ่มไส้แห้ง-รัฐบาลสืบทอดไม่เห็นหัวปชช. เหน็บพรรคร่วมตระบัดสัตย์