นายกรัฐมนตรี : วิบากกรรม “เผด็จการประชาธิปไตย” เมื่อ ประยุทธ์ ไร้ ม. 44

นายกรัฐมนตรี : วิบากกรรม

นายกรัฐมนตรี : วิบากกรรม “เผด็จการประชาธิปไตย” เมื่อ ประยุทธ์ ไร้ ม. 44 – BBCไทย

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือเป็นผู้นำคณะรัฐประหารคนที่ 5 ของไทย ที่ยึดอำนาจแล้วเลือกรับตำแหน่งผู้นำประเทศเสียเอง ผ่านมา 5 ปีหลังรัฐประหารรอบล่าสุด เขายังอยู่กับคนไทยต่อไป-ในสถานะ “นายกรัฐมนตรี” ดังเดิม แต่ “อำนาจ” ที่มีไม่เหมือนเดิม

21 ส.ค. 2557… ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่หัวหน้า คสช. เป็นผู้แต่งตั้ง มีมติเอกฉันท์ 191 เสียง เห็นชอบให้ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ คนที่ 29 โดยมีประธานและรองประธาน สนช. 3 คน “งดออกเสียง” ตามมารยาท

5 มิ.ย. 2562… ที่ประชุมร่วมรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่มาจากการเลือกตั้ง 500 คน และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มาจากการคัดสรร-แต่งตั้งของ คสช. 250 คน มีมติเห็นชอบให้ พล.อ. ประยุทธ์ เป็น “นายกฯ 500 เสียง” ที่น่าสนใจคือเสียง ส.ว. “พร้อมเพรียง-พรึบพรับ” โดยมี 249 เสียงหนุนส่ง “ผู้ให้กำเนิดทางการเมือง” ของพวกเขากลับเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง ขาดเพียงประธานวุฒิสภาในฐานะรองประธานรัฐสภาที่ “งดออกเสียง”

การหวนคืนเก้าอี้นายกฯ คนที่ 29 สมัย 2 ของ พล.อ. ประยุทธ์ ว่ายากแล้ว แต่การบริหารอำนาจหลังจากนี้อาจยากยิ่งกว่า โดยเฉพาะเมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ ไม่มี “ดาบอาญาสิทธิ์” อย่าง “มาตรา 44” ในมือ

บีบีซีไทยรวบรวม 4 เรื่องที่ พล.อ. ประยุทธ์ “ไม่ชอบ-ไม่มี” เมื่อครั้งเป็นนายกฯ ยุครัฐบาล “เผด็จการเต็มใบ” หลังรัฐประหาร 2557 ทว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เขา “ไม่อาจปฏิเสธ” เมื่อตัดสินใจ “ขยายอำนาจ” ออกไปในฐานะนายกฯ ยุครัฐบาล “เผด็จการประชาธิปไตย” ในปี 2562 ตามคำนิยามของนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว.

1. ไม่ดีลการเมืองกับใคร

สิ่งที่ พล.อ. ประยุทธ์ ไม่ชอบทำคือการเจรจา-ตกลง-ต่อรองในทางการเมือง จึงปรากฏข่าวอยู่เนือง ๆ เรื่องการให้ “พี่” และ “เพื่อน” เป็นผู้ช่วยในการเจรจาความการเมือง โดยเฉพาะในยามจำเป็นต้อง “กระชับอำนาจ”

บทหนักตกอยู่กับ “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม ในการช่วยเฟ้นหา-คัดกรองบุคลากรที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกองค์กรตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ถูกเรียกว่า “แม่น้ำ 5 สาย” และต่อเนื่องไปถึงการเป็นประธานกรรมการสรรหา ส.ว. ชุด “เฉพาะกาล” ยังไม่รวมการจัดโผแต่งตั้งโยกย้ายทั้งนายพลสีเขียวและสีกากี เนื่องจาก พล.อ. ประวิตร “กว้างขวางกว่า” ในโครงข่ายสายสัมพันธ์กับบุคคลทุกระดับทุกแวดวง บารมี “พี่ใหญ่” ของนายทหารสาย “บูรพาพยัคฆ์” เบ่งบานชนิดที่มีนายทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน พ่อค้า และประชาชน รอต่อแถว-ตบเท้าเข้าอวยพรวันคล้ายวันเกิดต่อเนื่องทุกปี ณ ที่ทำการมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออกภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 รอ.) ไม่เว้นกระทั่ง พล.อ. ประยุทธ์ ที่อวยพร “พี่ชาย” คนนี้มากว่า 40 ปีแล้ว และเคยบอกว่า “ท่านอยู่กับผมทั้งชาติแหละ”

แต่ถึงกระนั้น สถานะประมุขฝ่ายบริหาร ทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ ไม่อาจหลีกเลี่ยงภาระในการตอบคำถามแก่สังคม

ตลอด 5 ปีของการบริหารประเทศในรัฐบาล “ประยุทธ์ 1” มีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) 5 ครั้ง แต่ละครั้งไม่ค่อยมี “แรงเสียดทาน” ทางการเมือง เพราะคนที่เข้า ๆ ออก ๆ ล้วนเป็น “คนกันเอง” ทั้งสิ้น ยกเว้นในการปรับ ครม. “ประยุทธ์ 1/3” ที่มีการเปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จาก ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล เป็น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จน “หม่อมอุ๋ย” ทิ้งระเบิดใส่รัฐบาลผ่านวาทะลือลั่น “แบ่งแยก แล้วปกครอง” และ “ถูกตามจับผิดจนหมดแรงทำงาน”

ส่วนการปรับ ครม. “ประยุทธ์ 1/5” ปรากฏชื่อนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตคนการเมืองสังกัดพรรคชาติไทย เข้ามาร่วมรัฐบาล ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่อง คสช. เตรียมเปิด “ดีลพิเศษ” กับพรรคขนาดกลางในช่วงนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง ร้อนถึงผู้นำรัฐบาลทหารต้องออกมาปฏิเสธผ่านสื่อมวลชนว่าไม่สนใจว่าใครจะเป็นคนจากพรรคไหน เพราะวันนี้ไม่มีพรรค แต่เป้าหมายคือต้องการทำให้ประชาชนและแสดงผลงานให้เห็น

“ผมไม่ได้มองหรือดีลการเมืองกับใคร เพราะผมไม่ใช่นักการเมือง ผมไม่ดีลกับใครทั้งสิ้น” พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวเมื่อ 28 พ.ย. 2560

อีกครั้ง ก่อนรัฐสภาโหวตเลือก พล.อ. ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ ภายหลังการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ท่ามกลางการตกลง-ต่อรองตำแหน่งทางการเมืองที่ยังไม่ลงตัว จน “2 ขั้วการเมือง” ไม่อาจ “ปิดดีลตั้งรัฐบาล” ได้ พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ถูกสื่อมวลชนสอบถามเรื่องนี้ แม้พยายามออกตัวไม่ว่า “ไม่เกี่ยวข้อง-ไม่ก้าวล่วง” แต่สุดท้ายเขาก็หลุดปาก-เผยความในใจจนได้

“ตำแหน่งเหล่านี้ไม่ใช่ขายของนะ ทุกคนมองเหมือนขายของ พอพูดไปมาก ๆ ต่อรองกันเยอะแยะไปหมด และใครจะเชื่อมั่นในรัฐบาล”พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวเมื่อ 21 พ.ค. 2562

หลังหวนมาเป็น “นายกฯ ยก 2” เต็มตัว พล.อ. ประยุทธ์ ต้องเล่น “บทไม่ถนัด” เป็นปฐมบท เมื่อแกนนำ พปชร. ระบุว่าจะส่ง “โผ ครม.” ให้ พล.อ. ประยุทธ์ ตรวจ-เคาะขั้นสุดท้าย ล่าสุด (11 มิ.ย.) พล.อ. ประยุทธ์ ยอมรับว่าเตรียมนัดหารือกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและหาจุดที่ลงตัวให้ได้

2. ไม่ใช่แค่ “พรรคพวก” แต่มี “พรรคร่วมฯ”

5 ปีที่ผ่านมา “อำนาจพิเศษ” ทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ มีอำนาจเต็มในการบริหารงาน เงิน คน และยังสามารถแก้ไขปัญหาการเมืองได้อย่างเนียน ๆ โดยอ้างเหตุเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ทว่าในสถานการณ์ “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” ที่ “นายกฯ นายพลทหารแก่” มีอำนาจเหมือน “นายกฯ พลเรือน” ทุกประการ การประสานความพอใจในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังไม่ทันได้เริ่มงาน ทั้งแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล และ พปชร. ต่างออกมาแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี-แย่งกันทำงานให้ประชาชนไม่เว้นแต่ละวัน ถึงขนาดนำ “ข้อตกลงลับมาไขในที่แจ้ง” แม้แต่ “พรรคจิ๋ว” ที่เข้าสภาได้พรรคละ 1 คนด้วยการ “ปัดเศษทศนิยม” ก็ยังเกาะกลุ่มกันต่อรอง-ขอจองโควต้ารัฐมนตรีกับเขาด้วย

จากที่มองไปทางไหนก็อุ่นใจ เพราะมีแต่ “พรรคพวก” เช่น ใน ครม. “ประยุทธ์ 1/1” จำนวน 32 คน มีนายพลทหารและตำรวจ 12 คน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของฝ่ายบริหาร โดยในจำนวนนี้เป็นเพื่อนร่วมเรียน-เตรียมทหารรุ่น 12 ของ พล.อ. ประยุทธ์ 4 คน ส่วนใน สนช. ล็อตแรก ก็มีนายพล 105 คน ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ เคยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะ “สถานการณ์ไม่ปกติ” จึงต้องมีทหารมากหน่อย

แต่สถานการณ์รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง พล.อ. ประยุทธ์ ต้องควบคุมนักเลือกตั้งที่มาจากรัฐบาลผสมสารพัดพรรค ซึ่ง รศ.ดร. ยุทธพร อิสรสมชัย นักรัฐศาสตร์ ม. สุโขทัย เรียกว่าตกอยู่ภายใต้ “ภาวะ 19 พรรค 40 กลุ่มการเมือง” ทำให้ถูกต่อรองอย่างหนักทั้งภายในและภายนอกรัฐบาล

สมาชิกอย่างน้อย 2 พรรคคือ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เคยทำทีขู่ว่าพร้อมเป็น “ฝ่ายค้านอิสระ” ก่อนพลิกกลับมาจับมือ-จับขั้วตั้งรัฐบาลกับ พปชร. เพราะรู้ในเงื่อนไขที่เหนือกว่าว่า “หากไม่ได้เสียงเรา เขาตั้งไม่ได้” อีกทั้งถ้าย้อนไปดูการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อลงมติเลือกนายกฯ ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ ถูก ส.ส. จากอีกขั้วการเมืองรุม “ซักฟอก” ปมคุณสมบัตินานกว่า 10 ชม. แต่ไม่ปรากฏว่ามี ส.ส. จาก ปชป. และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ร่วมอภิปรายปกป้องแม้แต่รายเดียว จึงต้องจับตาดูต่อไปว่าจะเกิดปรากฏการณ์ “ฝ่ายค้านใน ครม.” หรือไม่

หาก “เปรมโมเดล” คือรูปแบบในฝันของผู้นำรัฐบาล “เผด็จการประชาธิปไตย” ความแตกต่างสำคัญคือ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ครองอำนาจยาวนานถึง 8 ปี 5 เดือน (2523-2531) เพราะนักเลือกตั้งทุกพรรคพร้อมใจกันเชื้อเชิญมาเป็นนายกฯ ขณะที่ฝ่ายสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ อ้างฉันทามติจากประชาชนด้วยคะแนนมหาชนของ พปชร. สูงสุด แต่ขณะเดียวกันก็มีเสียงวิจารณ์มากว่าใช้ “กติกา” บังคับผลการเลือกตั้ง และใช้ “เงื่อนไขที่ไม่อาจปฏิเสธ” ผลักดันให้ผู้นำคณะรัฐประหารนั่งเก้าอี้ผู้นำประเทศต่อไป

สภาพการณ์เช่นนี้จึงห่างไกลจากการมี “พรรคพวก” แต่มี “พรรคร่วมฯ” ที่มาร่วมกัน-ยึดโยงกันด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง และสร้างประโยชน์ให้บ้านเมืองตามแต่วาระที่แต่ละพรรคจะผลักดัน

3. ไม่อาจปฏิเสธกลไก-กลเกมในสภา

18 ส.ค. 2557 เป็นครั้งแรกที่ “นายพล คสช.” ถอดเครื่องแบบ แล้วเดินเข้าสภาด้วยชุดสูทสากล เพื่อนำเสนอหลักการร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2558 เขาออกตัวว่า “ผมมายืนตรงนี้ก็เสียงสั่น ทุกคนบอกผมใจเย็น ๆ นี่ก็ปวดท้องนะเนี่ย” เรียกเสียงหัวเราะเล็ก ๆ จากสมาชิก สนช.

ตลอดเวลา 1 ชม. 15 นาทีที่ พล.อ. ประยุทธ์ “เดี่ยวไมโครโฟน” ไม่มีใครไม่ฟัง

มาปี 2562 สถาบันการเมืองที่ดูจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ พล.อ. ประยุทธ์ หนีไม่พ้นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งถูกขนานนามว่า “พรรค ส.ว.” หลังแสดงเอกภาพด้วยการลงมติแบบ “ไม่แตกแถว” เพื่อส่ง “ผู้ให้กำเนิดทางการเมือง” ของตนกลับเข้าสู่ทำเนียบฯ อีกครั้ง

แม้มี ส.ว. 250 คนหนุนหลัง แต่ไม่ใช่ทุกพิธีกรรมทางการเมืองที่ต้องทำในที่ประชุมร่วมรัฐสภา นั่นทำให้รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ต้องเผชิญกับภาวะลุ้นระทึกทุกครั้งที่มีการลงมติสำคัญ ๆ ในสภาผู้แทนราษฎร

ถึงขณะนี้ พล.อ. ประยุทธ์ มีเสียงในสภาล่าง 254 เสียง ขณะที่ 7 พรรคฝ่ายค้านมี 245 เสียง จาก ส.ส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 499 คน

ที่ประชุมสภา

  • เสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี เปิดให้มีการอภิปราย : ต้องได้คะแนนเสียงข้างมากของสภา
  • เสนอร่างกฎหมาย : ต้องได้คะแนนเสียงข้างมากของสภา
  • เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี : ต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของ ส.ส. ที่มีอยู่
  • ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีในเรื่องเกี่ยวกับงานในหน้าที่ : ไม่ต้องลงมติ

ที่ประชุมรัฐสภา

  • แถลงนโยบายของรัฐบาล ภายใน 15 วันนับแต่ ครม. เข้ารับหน้าที่ โดยให้ ส.ส. และ ส.ว. อภิปรายได้ : ไม่ต้องลงมติ
  • ครม. แจ้งความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศให้ทราบทุก 3 เดือน : ไม่ต้องลงมติ
  • เปิดอภิปรายทั่วไป : ไม่ต้องลงมติ
  • แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ : วาระแรก ต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่สองสภา โดยต้องได้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 วาระสอง ต้องได้คะแนนเสียงข้างมากของสมาชิก 2 สภา วาระสาม ต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิก 2 สภา
  • ให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ : ต้องได้คะแนนเสียงข้างมากของสมาชิก 2 สภา

4. ไม่มี ม. 44

“อำนาจพิเศษ” ของคณะรัฐประหาร คือธรรมเนียมปฏิบัติที่ถูกบรรจุลงรัฐธรรมนูญชั่วคราวอย่างน้อย 6 ฉบับคือ ปี 2502, 2515, 2519, 2520, 2534 และ 2557 โดยมีต้นแบบจากมาตรา 16 ของรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส แต่ที่อยู่ในความจดจำของสังคม คือ “มาตรา 17” ของธรรมนูญการปกครองปี 2502 ที่ให้อำนาจจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ “แบบครอบจักรวาล”

มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 เพียงมาตราเดียว ได้ให้อำนาจหัวหน้า คสช. เหนือกว่าฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ พูดง่าย ๆ ว่าสามารถสั่งให้ “ทำ” หรือ “ระงับการกระทำ” ใด ๆ ก็ได้ โดยที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้

5 ปีก่อน นายพรเพชร วิชิตชลชัย ซึ่งขณะนั้นเป็นที่ปรึกษาหัวหน้า คสช. เคยตั้งโต๊ะแถลงและแสดงความเชื่อมั่นว่า มาตรา 44 จะช่วยคุ้มครองประเทศไทย และคืนความสุขสงบให้สังคม

“ทุกสิ่งที่ คสช. ทำ กรรมจะเป็นเครื่องชี้เจตนา และอดีตเป็นเครื่องแสดงอนาคต” นายพรเพชรกล่าวเมื่อ 24 ก.ค. 2557 ก่อนที่เขาจะได้รับเลือกให้เป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และเป็นประธานวุฒิสภาคนล่าสุด

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้รวบรวมและเปิดเผยสถิติการใช้ มาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ตั้งแต่ปี 2557-2562 พบว่า มีอย่างน้อย 206 ฉบับ โดยเฉพาะปี 2559 ที่มีการงัด “ดาบอาญาสิทธิ์” นี้ออกคำสั่งไป 78 ครั้ง เกี่ยวข้องตั้งแต่เรื่องใหญ่ ๆ ยันเรื่องเล็ก ตั้งแต่ปัญหาระดับโครงสร้างการเมืองและเศรษฐกิจ อาทิ สั่ง “แช่แข็ง” องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, แก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย, ล้มผังเมือง 3 จังหวัดภาคตะวันออก, อุ้มค่ายมือถือและผู้ประกอบการทีวิดิจิทัล แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ไปจนถึงปัญหาระดับปัจเจกบุคคล อย่างการแก้ไขกฎหมายจราจรทางบก โดยสั่งห้ามประชาชนนั่งท้ายกระบะและให้คาดเข็มขัดนิรภัย หวังลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์

กระทั่งช่วงนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง มาตรา 44 ก็ยังถูกใช้เพื่อออกคำสั่งสั่งล้มการเลือกตั้งขั้นต้น (ไพรมารี) รวมถึงขยายเวลาแบ่งเขตเลือกตั้ง

ตลอดระยะเวลาการครองอำนาจของ พล.อ. ประยุทธ์ ในยุคแรก เขามีมาตรา 44 เป็น “เครื่องมือทางกฎหมาย” และ “เครื่องมือทางการเมือง” แต่อาวุธประจำกายนี้กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ ครม. ชุดใหม่ เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน

ดาบอาญาสิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวในมือ พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะ “นายกฯ ยก 2” คืออำนาจยุบสภา

บทความก่อนหน้านี้ไร้ทางสู้! ชบาแก้วโดนแชมป์เก่าสหรัฐอเมริกาถลุงยับศึกฟุตบอลโลกหญิง 2019
บทความถัดไปอินทรีเหล็กโหดถลุงคู่แข่งยับ ฝรั่งเศส-อิตาลี-เบลเยียมเก็บชัยคัดยูโร 2020