ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ : มองทะลุ “รัฐเรือแป๊ะ” สู่ “รัฐอากาศยาน”

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ : มองทะลุ “รัฐเรือแป๊ะ” สู่ “รัฐอากาศยาน” – BBCไทย

5 ปีที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศ มีคำอุปมาอุปไมยจากคนในรัฐบาลเองว่าเป็นการ “ลงเรือแป๊ะ” พร้อมเปรียบเปรยสมาชิก 5 องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ว่าเป็น “แม่น้ำ 5 สาย”

วันนี้ เมื่อคนไทยได้ “นายกฯ หน้าเดิม” ที่ชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา และอยู่ระหว่างการสรรหาตำแหน่งรัฐมนตรี แกนนำรัฐบาลก็ยกคำเปรียบเดิม ๆ มาพูดถึง 19 พรรคร่วมรัฐบาล ที่กลายเป็น “แม่น้ำ 19 สาย” ว่า “ลงเรือลำเดียวกันแล้ว… ต้องแบ่งกันว่าใครพาย”

การเปรียบเปรยประเทศเป็น “รัฐนาวา” เป็นคำคุ้นหูในสังคมการเมืองไทย ทว่าหลังจากประเทศไทยเข้าสู่ “ระยะเปลี่ยนผ่านสำคัญ” และการจัดสรร “ระเบียบอำนาจใหม่” ยังไม่ลงตัวนักแม้มีการเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค. 2562 ศ.ดร. ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้นำเสนอแนวคิดใหม่ว่าด้วย “รัฐอากาศยาน” ซึ่งอำนาจ “สมบูรณาญาสิทธิ์” ตกเป็นของ “กัปตันเครื่องบิน”

บีบีซีไทยสรุปและเรียบเรียงคำปาฐกถาของ ศ.ดร. ชัยวัฒน์ ในงานดิเรกทอล์ค 2562 “รัฐศาสตร์ในยุคสมัยของความท้าทายและทางเลือก” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาระครบรอบ 70 ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาถ่ายทอดไว้ ณ ที่นี้

“เอเธนส์ก็เหมือนเรือที่แล่นอยู่ท่ามกลางพายุ (ฝรั่งเรียกอุปมานี้ว่า Ship of State) จะต้องนำเรือฝ่าพายุฝนไปให้ได้ คำถามก็คือ ถ้าใช้ประชาธิปไตยแบบให้คนเลือกผู้นำกันเอง ก็มีโอกาสจะได้ใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องการบังคับเรือมาเป็นกัปตัน จึงเป็นไปได้ที่เรือจะล่มฉิบหายกันไปทั้งลำ”

ศ.ดร. ชัยวัฒน์ เริ่มต้นปาฐกถาด้วยการหยิบยกบทความ “ทำไมโสเครตีสเกลียดประชาธิปไตย” ของนักเขียนอย่าง โตมร ศุขปรีชา ขึ้นมาพูดถึง

ในบทความดังกล่าวชี้ว่าคนที่พูดเช่นนี้มักยกเรื่อง “เรือ” มาเล่า ทว่าโดยข้อเท็จจริง โสเครตีสไม่เคยเขียนอะไรไว้ในนามของตนเลย ทุกอย่างที่รับรู้กันล้วนมาจากบันทึกของศิษย์ที่ชื่อ เพลโต และเรื่องเรือก็ปรากฏอยู่ใน The Republic

ภาพเรือของโสเครตีสคือ เจ้าของมีอาการหูตึง สายตาสั้น บรรดาลูกเรือก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรือ แค่อยากจะมาทำหน้าที่บังคับเรือ

อุปลักษณ์เรือของเขาจึงถูกใช้เพื่อชี้ให้เห็นจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตย ด้วยการบอกใบ้ว่า “ผู้ปกครองควรมาจากไหน” และ “คนไม่เท่ากัน”

ย้อนความคิดก่อนเกิด “รัฐเรือแป๊ะ” ใครคือ “นายท้ายเรือ”

เมื่อย้อนกลับมาดู “รัฐนาวา” ในสังคมการเมืองไทย” ในปี 2560 ศ.ดร. ธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการอิสระ ออกมาตั้งโต๊ะวิพากษ์การปฏิรูปประเทศภายใต้รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเปรียบเหมือน “พายเรือวนในอ่าง” และใช้คำว่า “จาก ‘เรือแป๊ะ’ กับ ‘แม่น้ำ 5 สาย’ เริ่มกลายเป็น ‘ยุทธ์เรือโยง ป้อมเรือพ่วง’ ลากจูงกันไป ทุลักทุเลมากขึ้น จนอาจจะเกยหาดหรือติดเกาะแก่งได้ถ้าฝืนอยู่ในอำนาจเกินโรดแมป”

ขณะที่ลักษณะความคิดว่าด้วย “รัฐนาวา” ถูก ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. อธิบายผ่านรูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจ 2 แบบ

แบบแรกคือ ประชาชนเป็น “ฝีพาย” ต้องทำตามสิ่งที่ “นายท้ายเรือ” กำหนดทุกอย่าง จะโต้แย้งไม่ได้

อีกแบบคือ ประชาชนที่ผ่านประสบการณ์และเรียนรู้เรื่องการเมืองการปกครองมาชั่วชีวิต ย่อมมีศักยภาพในการ “ผู้ถือหางเสือเรือ” ด้วยตนเอง

ศ.ดร. เกษียร ยังเคยนำเนื้อเพลง “ชาติมหาชัย” ที่แต่งขึ้นก่อนเหตุการณ์อภิวัฒน์สยาม 2475 มาอธิบาย-ฉายภาพ “รัฐนาวาไทย” โดยเปรียบเทียบการปกครองผ่านระบอบรัฐธรรมนูญกับช่วงก่อนหน้านั้น

“ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ลูกเรือ ผู้โดยสาร รัฐนาวาสยาม ถูกนายท้ายเรียกร้องให้ช่วยกันลงมือจ้วงพาย และอย่าอวดดีเถียงนายท้าย นายท้ายจะคัดเรือไปทางไหนก็ควรพายไปทางนั้นโดยดุษณี มิฉะนั้นก็จงโดดน้ำให้พ้น ๆ ไป มิหนักเรือเสียจะดีกว่าแล้ว ในระบอบรัฐธรรมนูญใหม่ รัฐนาวาสยามกลับอยู่ใต้การนำและเป็นของลูกเรือชาวสยามทั้งปวงที่จะร่วมกันนำเรือผ่านเกาะแก่ง ภยันอันตรายไปอย่างปลอดภัย” ศ.ดร. ชัยวัฒน์ อ้างถึงข้อเขียนของนักวิชาการร่วมสำนัก

“รัฐอากาศยาน” ภายใต้การบงการทุกชีวิตด้วยคน ๆ เดียว

ทว่าในยุคสมัยที่ความสำเร็จทางเทคโนโลยีล้ำหน้า และเปลี่ยนคำถามในเชิงทฤษฎีรัฐศาสตร์ที่ว่า “รัฐแลเห็นโลกอย่างไร” มาเป็น “รัฐอยากให้โลกแลเห็นตัวรัฐอย่างไร” ศ.ดร. ชัยวัฒน์ มองเห็นรัฐเป็นอย่างไร

นักปรัชญาการเมือง พ่วงตำแหน่ง กีรตยาจารย์แห่ง มธ. สาขาสังคมศาสตร์ ขอนำเสนออุปลักษณ์ใหม่ “รัฐอากาศยาน (Aircraft of State) แทน “รัฐนาวา” โดยแสดงภาพการปกครองใน “รัฐอากาศยาน” ที่เริ่มตั้งแต่ย่างเท้าเข้าไปในสนามบิน เดินขึ้นเครื่องบิน เครื่องบินทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ก่อนลงจอดเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง

สนามบิน ถือเป็น “พื้นที่พิเศษ” เพราะมีการกำหนดพื้นที่หวงห้าม อาทิ พื้นที่ผู้โดยสารขาออก, จุดตรวจค้นถึงตัวอากาศยาน, พื้นที่คัดแยกสัมภาระ, พื้นที่ไปรษณียภัณฑ์, ครัวการบิน ฯลฯ ถูกควบคุมผ่าน “ระบบการอนุญาต” เฉพาะผู้มีหนังสือเดินทางและบัตรโดยสารเท่านั้นที่ผ่านเข้าไปได้

ไม่เฉพาะการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเคลื่อนไหว แต่ผู้คนยังถูกจำกัดสิทธิในการแสดงออกด้วย หากใครร้องว่า “ระเบิด” ก็จะถูกจับอย่างทันท่วงที

ที่สำคัญ “อำนาจอธิปไตยในรัฐ” ยังเปลี่ยนแปลงไป เพราะมีสินค้า “ปลอดภาษี” ทั้งที่ภาษีเป็นสิ่งจำเป็นของรัฐ, ใช้จ่ายด้วยสกุลเงินต่าง ๆ รวมถึงอำนาจอนุมัติขึ้นเครื่องบินก็เป็นของพนักงานสายการบิน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ

ศ.ดร. ชัยวัฒน์ พาท่องไปต่อใน “รัฐอากาศยาน” เมื่อลึกเข้าไป-ก้าวเท้าเข้าไปในเครื่องบิน ก็จะเข้าสู่ “พื้นที่พิเศษยิ่งกว่าเดิม” เนื่องจากพื้นที่อากาศยานถูกจัดแบ่งออกเป็น 2 ห้วงตามเวลาคือ ห้วงที่เครื่องบินยังจอดอยู่สนามบิน กับ ห้วงที่เครื่องบินขึ้นไปแล้ว หรือ อากาศยานระหว่างการบิน

“เมื่ออากาศยานอยู่ระหว่างการบิน อำนาจอธิปไตยได้เปลี่ยนไป จากที่เคยอยู่ในรัฐ มาประดิษฐานอยู่ในมือคู่หนึ่งของคน ๆ เดียวคือกัปตันบนเครื่องบิน ซึ่งกฎหมายเรียกว่า ผู้ควบคุมอากาศยาน” เขาระบุ ก่อนอรรถาธิบายอำนาจตามกฎหมายของกัปตัน และย้ำว่า อำนาจการปกครองในอากาศยานจะเด็ดขาด และอยู่ในมือของคน ๆ เดียวทันทีที่เครื่องบินทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า

ทุกชีวิตในอากาศยานถูกควบคุม-ตกอยู่ภายใต้การบงการของ “ผู้ควบคุมอากาศยาน” เพราะพื้นที่ในเครื่องบินจำกัด และขั้นตอนการบริการถูกออกแบบไว้ชัดเจนแล้ว

  • ต้องนั่งเมื่อเจ้าหน้าที่สั่ง
  • ต้องคาดเข็มขัดเมื่อมีสัญญาณเตือน
  • จะไปห้องน้ำจัดการกับธรรมชาติส่วนตัวได้ก็ต่อเมื่อมีสัญญาณอนุญาตดัง
  • จะกินข้าวต้องเป็นตามเวลาที่เครื่องบินกำหนด ไม่ใช่เวลาหิว
  • แม้ลมหายใจก็ถูกควบคุมไว้ในมือกัปตัน เพราะอุณหภูมิ อากาศ และออกซิเจน ถูกควบคุมตลอดการเดินทาง
  • หากผู้โดยสารไม่ทำตามคำสั่ง กัปตันมีหน้าที่จัดการกับผู้โดยสารนั้นตามกฎหมาย

ศ.ดร. ชัยวัฒน์ อธิบายว่า อำนาจอันเหมือนจะเป็น “สมบูรณาญาสิทธิ์” ของกัปตันเครื่องบิน ออกแบบเพราะ 2 เงื่อนไขคือ 1. อากาศยานเดินทางบนฟากฟ้า ทุกชีวิตและทรัพย์สินอยู่ในสภาพที่ไม่มีอะไรรองรับ นอกจากตัวอากาศยานนั้นเอง และ 2. ฝ่ายที่กระทำผิด ความผิดอากาศยานอาจเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว กำลังกระทำผิด หรือพยายามจะทำ ความผิดเหล่านี้ล้วนถือว่าผิด และผู้ควบคุมอากาศยานเข้าจัดการได้

ถ้าอากาศยานเป็นรัฐ ก็กล่าวได้ว่า “รัฐเป็นทุกสิ่งของชีวิต” ไม่ว่าจะเป็น อาหาร อากาศ พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ท่องเที่ยว ดังนั้นอำนาจเหนือทุกชีวิตก็เข้มข้นไพศาลไปด้วย

“ไม่ว่ากัปตันจะมีที่มาจากไหน จะผ่านการเห็นชอบคัดเลือกโดยคนส่วนใหญ่หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อรัฐทะยานขึ้นฟ้า เป็น ‘รัฐอากาศยาน’ แล้ว ระบอบการปกครองในรัฐอากาศยาน ก็จะแปลงร่างเป็นระบอบสมบูรณาสิทธิ์ในมือของผู้ควบคุมอากาศยานนั้นเอง” นักปรัชญาการเมืองสำนัก มธ. กล่าว

อำนาจเบ็ดเสร็จ ที่ไม่คงอยู่ตลอดกาล

คำถามสำคัญคือเราจะอยู่ใน “รัฐอากาศยาน” นี้อย่างไร และจะทำอย่างไรเพื่อหลุดพ้นจากอำนาจเบ็ดเสร็จที่มากับ “รัฐอากาศยาน” ศ.ดร. ชัยวัฒน์ ซึ่งจัดเป็นนักสันติวิธีลำดับต้น ๆ ของเมืองไทย ตอบคำถามนี้ด้วยการชวนดูภาพยนตร์เรื่อง “วอลล์-อี (WALL-E) หุ่นยนต์กำจัดขยะ” ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 100 ภาพยนตร์ที่ดีที่สุดในโลกเมื่อปี 2016

ในทัศนะของเขา คำตอบต่อการจำกัดอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์ของ “รัฐอากาศยาน” อาจอยู่ที่การฟื้นความเป็นจริงให้เห็นว่า แม้อำนาจ “รัฐอากาศ” ดูเหมือนเบ็ดเสร็จ แต่ก็เป็นเช่นนั้นเฉพาะเมื่อขึ้นฟ้า เพราะ “รัฐอากาศยาน” ไม่สามารถลอยล่องอยู่ได้อากาศตลอดไปได้

“เมื่อใดที่ ‘รัฐอากาศยาน’ ลงสู่พื้นดิน อำนาจเบ็ดเสร็จของ ‘รัฐอากาศยาน’ ก็น่าจะสิ้นสุดเมื่อประตูแห่งอากาศยานเปิดออก และลมหายใจแห่งเสรีภาพกลับคืนมา” ศ.ดร. ชัยวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

บทความก่อนหน้านี้ระทึกอีกอ่าวอาหรับ! เรือน้ำมัน 2 ลำ “ระเบิด” กว่า 40 ชีวิตหนีตาย
บทความถัดไปฟัง Lover Coaster เพลงล่าสุด น้ำตาล แต่งเอง! พ่อโพสต์ซึ้ง-ขอกำลังใจให้ลูก