กำนันเป๊าะ : “ประจักษ์ ก้องกีรติ” มองบทบาทนักการเมืองเจ้าพ่อผ่าน “สมชาย คุณปลื้ม” ผู้ล่วงลับ

สมชาย คุณปลื้ม หรือ "กำนันเป๊าะ" เป็นภาพตัวแทนที่ชัดเจนที่สุดของนักการเมืองแบบเจ้าพ่อ / Getty Images

กำนันเป๊าะ : “ประจักษ์ ก้องกีรติ” มองบทบาทนักการเมืองเจ้าพ่อผ่าน “สมชาย คุณปลื้ม” ผู้ล่วงลับ

เวลา 03.00 น. วันที่ 17 มิ.ย.2562 นายสมชาย คุณปลื้ม หรือ “กำนันเป๊าะ” เสียชีวิตในวัย 82 ปี หลังจากป่วยด้วยโรคมะเร็งมานาน ปิดตำนานนักการเมืองท้องถิ่นผู้ทรงอิทธิแห่งภาคตะวันออก

อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข จ.ชลบุรี ผู้ล่วงลับเป็นผู้อยู่เบื้องหลังนักการเมืองจากภาคตะวันออกหลายคน รวมทั้งลูกชายและลูกสะใภ้ของเขา—นายสนธยา-สุกุมล คุณปลื้ม

ชีวิตอันโลดแล่นของเจ้าพ่อเมืองชลสะดุดลงเมื่อเขาถูกศาลพิพากษาจำคุก 25 ปี ในคดีจ้างวานฆ่านายประยูร สิทธิโชติ ในปี 2547 ต่อมาในปี 2548 เขาถูกศาลตัดสินจำคุกอีก 5 ปี 4 เดือนในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินสาธารณะ ต.เขาไม้แก้ว จ.ชลบุรี กำนันเป๊าะหลบหนีคดีจนกระทั่งถูกจับกุมเมื่อต้นปี 2556 หลังจากจำคุกอยู่ 4 ปี เขาก็ได้รับการพักโทษเมื่อเดือนธันวาคม 2560 เนื่องจากป่วยเป็นมะเร็ง ขณะนั้นกำนันเป๊าะมีอายุ 80 ปี

หลังจากได้รับการพักโทษ กำนันเป๊าะออกมารักษาอาการป่วยจนกระทั่งเสียชีวิต

อดีตนายกเทศมนตรี ผู้ทรงอิทธิพลแห่งภาคตะวันออก นักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจ เจ้าพ่อ นักโทษคดีจ้างวานฆ่า ฯลฯ “กำนันเป๊าะ” อาจถูกจดจำในด้านที่ต่างกันไป แต่สำหรับนักรัฐศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องความรุนแรงในสังคมการเมืองไทยอย่าง ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ กำนันเป๊าะเป็นตัวละครสำคัญของการเมืองไทยในยุค 2520-2540 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “ยุคทองของการเมืองแบบเจ้าพ่อ”

บีบีซีไทยสัมภาษณ์พิเศษ ดร.ประจักษ์ รองคณบดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกหัวข้อ “เจ้าพ่อ กระสุนปืนและหีบการเลือกตั้ง” ถึงบทบาทของนักการเมืองเจ้าพ่ออย่าง “กำนันเป๊าะ” ในการเมืองไทย

ประจักษ์ ก้องกีรติ : เจ้าพ่อไม่ใช่นักธุรกิจปกติทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่นักเลงหัวไม้ที่ไปตีรันฟันแทงกัน แต่เป็นสองอย่างนี้รวมกัน / TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC THAI

กำเนิด “นักการเมืองแบบเจ้าพ่อ”

เจ้าพ่อหรือผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นอย่างกำนันเป๊าะ เข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองไทยในยุค “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นยุคที่รัฐสภาเริ่มเปิด ก่อนหน้านี้พวกนักธุรกิจหรือคนที่มีอิทธิพล ต่อให้อยากเล่นการเมืองก็เข้ามาไม่ได้เพราะการเมืองไทยถูกทหารครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ คนอย่างกำนันเป๊าะและเจ้าพ่อท้องถิ่นหรือที่เรียกว่า local godfather หลายคนเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น คนเหล่านี้มีลักษณะร่วมกัน คือ เป็นนักธุรกิจในต่างจังหวัดที่สะสมความมั่งคั่งจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้มีอิทธิพลกลุ่มนี้เข้าไปผูกขาดธุรกิจสัมปทานในท้องถิ่นจนร่ำรวยอย่างรวดเร็ว เช่น เอเย่นต์ค้าสุรา กิจการรถเมล์ กิจการขายล็อตเตอรี่ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ได้สัมปทานจากรัฐ และธุรกิจกึ่งผิดกฎหมายกึ่งถูกกฎหมาย หรือ “ธุรกิจสีเทา” ที่งานวิจัยของ อ.นวลน้อย ตรีรัตน์ เรียกว่า “หวย ซ่อง บ่อน ยาบ้า” ธุรกิจเหล่านี้ทำให้มีเศรษฐีใหม่-นายทุนท้องถิ่นที่ร่ำรวยขึ้นมา

นายทุนท้องถิ่นเหล่านี้มีแรงจูงใจสูงที่อยากจะเข้ามามีอำนาจทางการเมือง ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ ข้อแรก-เพื่อให้ธุรกิจของตัวเองมีโอกาสชนะประมูล ได้สัมปทานหรือผูกขาดโครงการของรัฐ ซึ่งต้องมีอำนาจหรือเส้นสายทางการเมือง และข้อสอง-ถ้าตัวเองมีอำนาจถึงขั้นเป็น ส.ส.หรือรัฐมนตรี “ธุรกิจสีเทา” ที่ตัวเองทำอยู่ก็จะได้รับการปกป้อง ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ไม่มีใครกล้ามาแตะต้องธุรกิจเหล่านี้

เราจึงเริ่มเห็นคนเหล่านี้เดินเข้าสู่สภา และกำนันเป๊าะเป็นภาพตัวแทนที่ชัดเจนที่สุดของนักการเมืองประเภทนี้ เรานิยามเจ้าพ่อว่าคือ “นักธุรกิจ+นักเลง” เจ้าพ่อไม่ใช่นักธุรกิจปกติทั่วไป แต่ก็ไม่ใช่นักเลงหัวไม้ที่ไปตีรันฟันแทงกัน แต่เป็นสองอย่างนี้รวมกัน เมื่อมาเป็นนักการเมืองเราก็เรียกนักการเมืองกลุ่มนี้ว่า “นักการเมืองแบบเจ้าพ่อ” ซึ่งมีจำนวนมากในยุค 2520 ถึงยุคก่อนปี 2540 ซึ่งเรียกว่าเป็นยุคทองของนักการเมืองแบบเจ้าพ่อ

เล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า

นักการเมืองแบบเจ้าพ่อไม่ได้เล่นการเมืองเชิงนโยบาย เขาไม่มีนโยบาย ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่มีแนวคิดเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย เป็นการเล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าจริง ๆ คือ เพื่อคุ้มครองธุรกิจของตัวเองและพวกพ้อง ยิ่งมีนักการเมืองแบบเจ้าพ่ออยู่เยอะ สถาบันพรรคการเมืองก็ยิ่งอ่อนแอ มันเป็นของคู่กัน นักการเมืองแบบเจ้าพ่อเติบโตได้ในสภาวะที่พรรคการเมืองอ่อนแอ เขาก็เลยมีอำนาจต่อรองสูง แต่ถ้าพรรคการเมืองเข้มแข็ง มีนโยบายชัดเจน และคนเลือกพรรคเพราะนโยบาย เจ้าพ่อก็จะสอบตก เพราะวิธีที่เจ้าพ่อชนะเลือกตั้ง คือ การใช้เงินกับใช้อิทธิพล สร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้เลือกตั้ง สร้างบุญคุณ ให้คนรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณแล้วเลือกเขา

นักการเมืองแบบเจ้าพ่อทำให้การซื้อเสียงสูง ทำให้ระบบอุปถัมภ์ฝังรากลึก และที่สำคัญคือในยุคที่เจ้าพ่อรุ่งเรือง การเลือกตั้งมักจะมีความรุนแรงสูง มีการยิงหัวคะแนน การฆ่าผู้สมัครฝ่ายตรงกันข้าม เพราะว่าเจ้าพ่อไม่มีวิธีอื่นนอกจากทุ่มเงินกับใช้อิทธิพลข่มขู่และใช้ความรุนแรง ซึ่งทำให้การเมืองไม่พัฒนา

นักการเมืองแบบเจ้าพ่อมักจะเปลี่ยนพรรคการเมืองบ่อย ๆ แทบจะทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ถ้าย้อนไปดูจะเห็นว่าเจ้าพ่ออยู่ไม่ซ้ำพรรคเลย กำนันเป๊าะเองก็ย้ายพรรคบ่อย เขาไม่สนหรอกว่าจะอยู่พรรคไหน เพราะรู้ว่าชาวบ้านเลือกตัวเขา ไม่ได้เลือกพรรค พรรคไหนให้ข้อเสนอดีกว่า เขาก็ย้ายไปพรรคนั้น ก็เลยเกิดการเมืองแบบ “มุ้งการเมือง” คือ การที่เจ้าพ่อบางคนพาลูกน้อง-ส.ส.ในสังกัด 40-50 คน ย้ายพรรค บางครั้งพอย้ายออกไป พรรคเดิมล่มสลายเลย รวมทั้งนำมาซึ่งการเกิดรัฐบาลผสมซึ่งประกอบด้วยหลายพรรคและมีความขัดแย้งสูงและมีอายุสั้น

2540 ยุคสกัดเจ้าพ่อ

ยุครุ่งเรืองของนักการเมืองแบบเจ้าพ่อสิ้นสุดลงหลังจากมีรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งต้องการปฏิรูปการเมือง ซึ่งก็ปฏิรูปได้สำเร็จ แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องถือว่าทำได้สำเร็จมากในการเปลี่ยนการเมืองและลดอิทธิพลของเจ้าพ่อลง โดยกลไกสำคัญคือการให้ประชาชนเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และการห้ามผู้สมัคร ส.ส.ย้ายพรรคก่อนการเลือกตั้ง เราจึงเห็นว่าการเลือกตั้งหลังปี 2540 เป็นต้นมา เจ้าพ่อสอบตกไปเยอะ

กำนันเป๊าะ

Getty Images
สมชาย คุณปลื้ม ผู้ที่ครั้งหนึ่งสื่อต่างชาติเคยเรียกว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่มีอิทธิพลที่ “มีชื่อเสียง” มากที่สุดในประเทศไทย

2560 เจ้าพ่อรีเทิร์น

การเมืองแบบเจ้าพ่อเริ่มกลับมาอีกครั้งหลังมีรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบมาเพื่อสกัดไม่ให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ชนะเลือกตั้ง ได้ที่นั่งเยอะ ๆ และสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงออกแบบระบบเลือกตั้งเพื่อทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ แล้วเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก ทำให้การแข่งขันกลับไปที่เขตเลือกตั้ง คือ บัตรใบเดียว แม้จะยังมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) อยู่ แต่เราไม่ได้เลือก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แล้ว เราไปเลือก ส.ส.เขต ฉะนั้นเราจะเห็นว่าการเลือกตั้ง 24 มี.ค.2562 จึงเกิดปรากฏการณ์ที่ทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ไปดูด ส.ส. ที่เป็น ส.ส.เจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงในภาคต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในพรรค เป็นที่รวมของมุ้งการเมืองหลายพรรค พรรคพลังประชารัฐเป็นภาพตัวแทนย้อนยุคประชาธิปไตยยุคครึ่งใบ

แต่เนื่องจากการเมืองไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว คือ มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีฐานเสียงและมีนโยบายที่ผู้สนับสนุนชื่นชอบ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย นักการเมืองเจ้าพ่อจึงไม่สามารถกลับมาครอบงำการเมืองไทยได้ ถ้าการเมืองไทยยังไม่เปลี่ยน พรรคพลังประชารัฐซึ่งมี ส.ส.ที่เป็นผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นเยอะขนาดนี้ ต้องชนะการเลือกตั้งถล่มทลายแล้ว ส่วนพรรคอนาคตใหม่นี่ก้าวข้ามพ้นการเมืองแบบเก่าไปเลย คือไม่มีผู้มีอิทธิพล ไม่มีตระกูลการเมืองที่มีชื่อเสียง ผู้สมัครโนเนมหมด แล้วก็ไม่ใช้ระบบหัวคะแนนด้วย ซึ่งพรรคอื่น ๆ ก็ยอมรับว่าอนาคตใหม่เข้ามาเปลี่ยนเกมในการหาเสียงไปเลย

อีกสาเหตุหนึ่งที่นักการเมืองแบบเจ้าพ่อลดบทบาทลง คือ การกระจายอำนาจ จากที่คนเคยพึ่งพาเจ้าพ่อในทุกด้าน ทั้งฝากเข้าทำงาน ฝากลูกเข้าโรงเรียน เข้าโรงพยาบาล ให้ยืมเงิน ฯลฯ ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอีกต่อไป เพราะการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำให้ระบบบริการสาธารณะเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ดีขึ้น เจ้าพ่อจึงลดบทบาทลงไป

แม้จะยังมีนักการเมืองแบบเจ้าพ่ออยู่ในการเมืองไทย แต่พวกเขาจะไม่ใช่ตัวละครที่สำคัญหรือตัวหลักอีกต่อไปแล้ว การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นการเลือกตั้งที่เป็นเหมือนการดิ้นรนครั้งสุดท้ายของกลุ่มเจ้าพ่อ มันก็ตลกดีที่ ชนชั้นนำต้องไปรื้อฟื้นระบบเจ้าพ่อกลับมา เพราะตัวเองไม่มีความสามารถในการทำพรรคการเมือง ทหารทำพรรคการเมืองไม่เป็น ลงเลือกตั้งเองไม่เป็น ก็ต้องไปอาศัยมือของเจ้าพ่อมารวมกันทำพรรค

บทเรียนจากกำนันเป๊าะสำหรับนักการเมือง

สิ่งที่นักการเมืองปัจจุบันน่าจะเรียนรู้จากชีวิตทางการเมืองของกำนันเป๊าะก็คือ หนึ่ง-อำนาจมันไม่จีรังยั่งยืน และ สอง-ภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว การใช้การเมืองแบบเก่ามันยากที่จะประสบความสำเร็จ หรือถ้าจะประสบความสำเร็จก็ต้องใช้ต้นทุนที่สูงมาก ทั้งเรื่องเงินและอิทธิพล เจ้าพ่อคนไหนที่ไม่ปรับตัวก็จะพ่ายแพ้และล้มหายตายจากไป

จริง ๆ การเล่นการเมืองแบบกำนันเป๊าะมันค่อนข้างล้มเหลวแล้ว นักการเมืองรุ่นหลังในตระกูลเหล่านี้ก็ปรับตัวแล้ว อย่างตระกูลศิลปอาชา ตระกูลชิดชอบ แม้แต่สนธยา คุณปลื้ม ลูกชายกำนันเป๊าะก็ปรับตัว ถ้าใครหวังจะหาเสียงโดยใช้เงินกับอิทธิพลอย่างเดียว แล้วไม่มีนโยบายเลย ไม่มีวิสัยทัศน์อะไรเลยว่าจะมาพัฒนาประเทศอย่างไร ก็จะค่อย ๆ ล้มหายตายจากไป เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ชาวบ้านเขาเปลี่ยนไปแล้ว

บทความก่อนหน้านี้มรสุมชีวิต ปุ๊กกี้ ปริศนา ถูกตราหน้าทิ้งลูก สามีได้เพื่อนเป็นเมียน้อย เคยโต้ค้ายา ก่อนถูกจับยาเค
บทความถัดไปจำใจการุณยฆาต ลูกวาฬสุดทรมาน หางหวิดขาด ถูกใบพัดเรือตัด