กัญชา: เปิดนโยบายกัญชาของภูมิใจไทย อีกครั้ง หลังโปรดเกล้าฯ “อนุทิน ชาญวีรกูร” เป็น รมว.สาธารณสุข

กัญชา: เปิดนโยบายกัญชาของภูมิใจไทย

กัญชา: เปิดนโยบายกัญชาของภูมิใจไทย อีกครั้ง หลังโปรดเกล้าฯ “อนุทิน ชาญวีรกูร” เป็น รมว.สาธารณสุข – BBCไทย

ในที่สุดก็ได้บทสรุปของครม. “ประยุทธ์ 2/1” และเป็นที่แน่นอนแล้วว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะได้ดำรงตำแหน่ง “รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข” เมือเป็นเช่นนี้แล้ว นโยบายที่เคยหาเสียงก่อนเลือกตั้งจึงถูกจับตามอง

ย้อนกลับไป 17 ม.ค. ครั้งปราศรัยใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ถือเป็นเวทีแรกที่ประกาศ “นโยบายกัญชาเสรี” พร้อมให้คำมั่นต่อประชาชนที่มาร่วมฟังคำปราศรัย ว่าหากพรรคมีโอกาสได้เป็นรัฐบาล จะทำนโยบายนี้ให้เกิดขึ้นจริง

“สัญญากับพี่น้องประชาชนไว้ จะทำเรื่องกัญชาเพื่อรักษาผู้ป่วยทางการแพทย์ นโยบายนี้ต้องเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแน่นอน” นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวที่งานสัมนา “กัญชาเสรีเพื่อการแพทย์” ที่จัดขึ้นเมื่อวานที่โรงแรมรามาการ์เด็น ซึ่งนี้ถือเป็นการเดินหน้าต่อนโยบายดังกล่าวครั้งแรก หลังอนุทินรับตำแหน่งในครม.อย่างเป็นทางการ

โดยอนุทินได้เน้นย้ำว่านโยบายกัญชาเสรีเพื่อการแพทย์ได้ถูกบรรจุเป็นนโยบายรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว ขอให้รอฟัง นายกฯ ประกาศนโยบายรัฐบาลในไม่ช้านี้

“ถ้าเราทำนโยบายนี้ไม่ได้ เราสูญพันธุ์อย่างแน่นอน ดังนั้นต้องทำให้สำเร็จ” นายอนุทินกล่าว

หลังภายหลังราชกิจจานุเบกษาประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) 10 ก.ค. จากบทสัมภาษณ์ของสยามรัฐนายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ว่าจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกัญชาเสรีให้เป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันว่า “สันทนาการ” เป็นเพียงผลพลอยได้ เป้าหมายคือเพื่อ “การแพทย์” นี่คือความตั้งใจของพรรค

“มีคนว่าเราโกหก ที่ไม่เขียนว่ากัญชาเพื่อสันทนาการ ผมคิดว่าข้อมูลเขาคงไม่ถึง แต่ผมยืนยันว่าเราเป็นพรรคการเมือง การที่จะทำกัญชาเสรีก็ทำเพื่อส่วนรวมและทางการแพทย์ เป็นไปไม่ได้ที่จะทำเพื่อความเฮฮา เพื่อสันทนาการ หรือเอาไปปุ๊นกันตามถนน หากใช้สมองคิดก็คิดได้อยู่แล้ว ซึ่งสิ่งแรกที่เราต้องทำคือปลดกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติด และต้องผลักดันให้มีกฎหมายที่ใช้ในทางการแพทย์ได้อย่างเสรี เป็นพืชวิสาหกิจชุมชน ทุกอย่างมีขั้นตอนที่ต้องทำ”

ทั้งยืนยันอีกว่า “ว่าเราต้องได้เห็นปลูกกัญชาบ้านละ 6 ต้นอย่างแน่นอน เพราะพรรครู้มาตลอดว่านโยบายนี้ทำให้พรรคได้รับโอกาสเข้ามาในสภาครั้งนี้ ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่มีพรรคภูมิใจไทยสมัยหน้า ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ในส่วนพรรคภูมิใจไทย ต้องทำนโยบายกัญชาเสรีให้ได้ก่อน”

นโยบายกัญชาเสรี

ล่าสุดนายอนุทิน ยืนยันว่า นโยบายดังกล่าวมีไว้เพื่อการแพทย์เป็นหลัก ไม่ได้ต้องการสนับสนุนเพื่อสันทนาการแต่อย่างใด

แต่หากไล่ย้อนกลับไปครั้งหาเสียงใหม่ ๆ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในไทยรัฐออนไลน์ เมื่อ 17 ก.พ. ว่านโยบายส่งเสริมการปลูกกัญชา อยู่ภายใต้คอนเซปต์ “พืชแก้จน พืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ กัญชาเสรี”

อีกทั้งมองว่าสามารถสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศได้อย่างมาก เป็นการพลิกชีวิตให้คนไทยทั้งหมด ด้วยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสายพันธุ์กัญชามากที่สุด รัฐบาลควรทำให้ประชาชนเข้าถึงกัญชาได้อย่างเสรี ต้องปลูกได้บ้านละ 6 ต้น โดยจะมีรายได้ปีละ 4.2 แสนบาท ดังเช่นที่เคยประสบความสำเร็จที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ

อีกทั้งสนับสนุนการปลูกเพื่อใช้ในครัวเรือน หากเหลือจึงขาย โดยรัฐจะเป็นคนรับซื้อ และดูแลพื้นที่การปลูก รวมถึงการซื้อขายที่ต้องผ่านรัฐ ไม่สามารถซื้อขายได้โดยตรง มากกว่านั้นรัฐจะอุดหนุนให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาร่วมกันคิดพัฒนาทำวิจัยกัญชาอีกด้วย

จากทั้งหมดนี้น่าจะพออนุมานได้ว่า นโยบายกัญชาเสรีที่นายศักดิ์สยามพูดถึงนั้นมีขอบเขตกว้างกว่าที่นายอนุทินยืนยันมาก

แม้แต่พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ โฆษกพรรคภูมิใจไทย ก็เคยพูดถึงนโยบายนี้ผ่านช่อง Voice TV โดยบอกว่า การนำมาใช้เพื่อสันทนาการ ต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนด เช่น กำหนดอายุ ปริมาณการซื้อ รูปแบบการใช้ พื้นที่การใช้ เป็นต้น ทั้งหมดเรามีการวิจัย การศึกษา ของสถานบันการศึกษารองรับ และเตรียมพร้อมไว้ ในลักษณะที่พร้อมจะดำเนินการ หากทุกฝ่ายเห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว

ซึ่งพ.อ.ดร. เศรษฐพงค์ ก็ได้พูดถึงไว้ชัดว่า นโยบายนี้มีความครอบคลุมถึงสันทนาการ ด้วยมีแผนในการรับมือต่อประเด็นนี้ไว้อย่างรัดกุม

สถานการณ์กฎหมายกัญชา

กฎหมายใช้กัญชาและกระท่อมทางการแพทย์มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562

โดยเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถนำกัญชาและพืชกระท่อมไปทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และสามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคภายใต้การดูแลและควบคุมของแพทย์ได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

เพื่อเป็นการรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับและใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ในการรักษาและพัฒนาทางการแพทย์ ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้ได้รับอนุญาต เพื่อให้ถูกต้องตามหลักวิชาการให้ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านยาของประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดทางด้านยา

การประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวทำให้ ประเทศไทยเป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชนทางการแพทย์และการวิจัย

ซึ่งเหตุผลที่ต้องมีการแก้ไข สืบเนื่องจากพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานและมีบทบัญญัติบางประการที่ไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

ด้วยปรากฏผลการวิจัยว่าสารสกัดจากกัญชาและพืชกระท่อมมีประโยชน์ทางการแพทย์เป็นอย่างมาก ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกต่างยอมรับ

ก่อนหน้านี้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 กัญชาและพืชกระท่อมเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่ห้ามมิให้ผู้ใดเสพ หรือนำไปใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยหรือนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และยังกำหนดโทษทั้งผู้เสพและผู้ครอบครองด้วย

“ปลูกกัญชาขายได้กิโลละ 7 หมื่น ใช้รักษามะเร็งได้อีก ไม่ดีตรงไหน ตัวอย่างก็มี แคลิฟอร์เนียโมเดลไง กัญชาไทย ปลูกได้เสรี พืชแก้จนของคนไทย นโยบายสร้างรายได้ให้ประชาชน ภูมิใจไทย ทลายทุกข้อจำกัด”

บทความก่อนหน้านี้ผู้หญิง : เหตุใดหญิงวัยมีประจำเดือนในอินเดียจึงตัดมดลูกทิ้ง
บทความถัดไปดอกคูนเสียงแคน แคน ดีใจ ดอกคูน สัญญาว่าจะแต่งงานด้วยจึงโผเข้าไปจูบ