ระเบิดกรุงเทพฯ : ผบ.ตร. ระบุ แผนประทุษกรรม “ไม่เหมือนกับโจรไทย” ส่วน อดีต รองแม่ทัพภาค 4 บอกผลงานบีอาร์เอ็น

“เขานึกว่าเขารอดแล้วด้วยตอนที่รถทัวร์ผ่านประจวบฯ พอถึงที่ชุมพรมีตั้งด่าน เขาถึงได้รู้ว่าไปไม่รอดแล้ว” พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เผยผลการสอบปากคำผู้ต้องหาคดีลอบวางเพลิงเพลิงและระเบิดหลายจุดในกรุงเทพฯ และ จ. นนทบุรี เมื่อ 1-2 ส.ค.

เขารุดไปสอบปากคำผู้ต้องหาและผู้ต้องสงสัยด้วยตัวเองที่ศูนย์พิทักษ์สันติ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) อ. เมือง จ. ยะลา เมื่อวานนี้ (7 ส.ค.)

นอกจากนี้ยังตัดพ้อสื่อมวลชนและสังคมว่าไม่เห็นมีใครชื่นชมตำรวจที่สามารถรวบตัวผู้ต้องสงสัยได้ภายใน 10 ชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุ ทั้งที่คดีระเบิดนั้นยากมาก “ไม่ใช่คดีลักทรัพย์” อีกทั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตไปต่าง ๆ ว่า รัฐบาลทำเองหรือไม่ หรือไหนบอก “เลือกความสงบจบที่ลุงตู่”

บีบีซีไทยสรุปสาระสำคัญในการเปิดแถลงข่าวของ พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีระเบิดและวางเพลิงในกรุงเทพฯ เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (8 ส.ค.) พร้อมรวบรวมข้อสังเกตุจากอดีตฝ่ายความมั่นคงและนักวิชาการ

เรารู้อะไรแล้วบ้างในวันที่ 7 หลังเกิดเหตุป่วน กทม. เมื่อ 1-2 ส.ค.

เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานหนึ่งในจุดที่เกิดเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ เมื่อ 2 ส.ค. 2562

Getty Images
เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานหนึ่งในจุดที่เกิดเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ เมื่อ 2 ส.ค. 2562

เกิดอะไรขึ้นในวันนั้น

เหตุปั่นป่วนกลางกรุงเกิดขึ้นใน 5 พื้นที่ ประกอบด้วย สน. ปทุมวัน, พญาไท, ทุ่งสองห้อง, ยานนาวา กรุงเทพฯ และ สภ.อ. ปากเกร็ด จ. นนทบุรี โดยเริ่มตั้งแต่เย็นวันที่ 1 ส.ค. ต่อเนื่องมาจนถึง 2 ส.ค.

ป้ายหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งอยู่เยื้องกับโรงแรมเซนทารา แกรนด์ สถานที่จัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ระหว่างวันที่ 1-3 ส.ค. ถูกใช้เป็น “จุดประเดิม” ก่อความวุ่นวาย ด้วยการวางวัตถุต้องสงสัยไว้เมื่อช่วงเย็นวันที่ 1 ส.ค. เคราะห์ดีที่เจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้เอาได้ทัน จึงไม่เกิดความเสียหายใด ๆ

รุ่งสางของวันใหม่ เกิดเหตุเพลิงไหม้หลายพื้นที่ จุดใหญ่อยู่ที่ตลาดประตูน้ำ จากนั้นไม่นานเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) ได้รับแจ้งว่าพบวัตถุต้องสงสัยและเกิดเสียงดังคล้ายระเบิดต่อเนื่องกันหลายจุด ตั้งแต่เวลาประมาณ 06.00-08.40 น. จนต้องกันพื้นที่ไว้ตรวจสอบ

จุดที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 จาก 4 คน เกิดขึ้นภายในซอย พระราม 9 แยก 57/1 เขตสวนหลวง พื้นที่รับผิดชอบของ สน. หัวหมาก แต่ต่อมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ตัดเหตุการณ์นี้ออกจากแฟ้มคดี “ป่วนกรุง” หลังสามารถคุมตัวนักเรียนอาชีวะรวม 7 คน พร้อมของกลางที่ใช้ทำระเบิดปิงปอง ทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้นำระเบิดและอาวุธอื่น ๆ ไปซุกซ่อนไว้ในพุ่มไม้ริมกำแพงช่วงกลางซอยจริง ตำรวจจึงแจ้งข้อหาดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครอง และพกพาอาวุธ

ส่วนจุดที่ยังอยู่ในแฟ้มคดี “ป่วนกรุง” และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์คือระเบิดบริเวณหน้าอาคารคิง เพาเวอร์ มหานคร ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของตึกได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ไม่ประสงค์จะไปโรงพยาบาล

https://www.facebook.com/BBCnewsThai/videos/vb.1526071940947174/503516973787644/?type=2&theater

ทว่าจุดที่น่าจะสร้างความตื่นตระหนกให้คนเมืองที่สุดคงหนีไม่พ้น เหตุซุกวัตถุต้องสงสัยซึ่งนำไปสู่เหตุเพลิงไหม้ ภายในร้านมินิโซ สยามสแควร์วัน ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงรุ่งสาง แต่กลับ “ไม่เป็นข่าว” ตลอดทั้งวัน กระทั่งบีบีซีไทยและไทยรัฐทีวีได้รับหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจึงยอมรับว่ามีความเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ในจุดอื่น ๆ

ต่อมา (6 ส.ค.) เจ้าของร้านไพโรจน์เบเกอรีย่านประตูน้ำต้องผวาอีกเมื่อพบวัตถุต้องสงสัยในร้านขายเสื้อผ้าที่เพลิงไหม้ไปก่อนหน้า จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ โดย ผบ.ตร. เชื่อว่า “เป็นระเบิดที่ตกค้าง” แต่อาจจะแบตเตอรีอ่อนหรือวงจรทำงานไม่สมบูรณ์ จึงไม่ระเบิด

ลำดับเหตุการณ์ป่วนกรุง

เวลาโดยประมาณ

พื้นที่

เหตุการณ์

15.40 น. (วันที่ 1 ส.ค.)

หน้า สตช. ถ. พระราม 1

พบระเบิด 2 ลูก แต่เก็บกู้ได้ทัน

04.00-05.00 น. (วันที่ 2 ส.ค.)

ตลาดประตูน้ำ 4 จุด ประกอบด้วย อาคารชั้นเดียวภายใน ซ. เพชรบุรี 19, ใต้อาคาร รร. อินทรา รีเจนท์ ซ. ราชปรารภ, กองเสื้อผ้าใต้อาคาร รร. อินทรา รีเจนท์, ใกล้ตลาดเฉลิมลาภ

เพลิงไหม้จากการซุกระเบิดเพลิง

04.37 น.

ร้านมินิโซ สยามสแควร์วัน

เพลิงไหม้จากการซุกระเบิดเพลิง

04.50 น.

ร้านขายของ สยามพารากอน

เพลิงไหม้จากการซุกระเบิดเพลิง

06.00-09.00 น.

บริเวณศูนย์ราชการ ถ. แจ้งวัฒนะ 4 จุด ประกอบด้วย ทางเข้าอาคารบี, ทางออกอาคารบี, หน้า บก. กองทัพไทย, ใกล้ บก. กองทัพไทย

พบระเบิด 4 ลูก แต่เก็บกู้ได้ 1 ลูก

08.30 น.

หน้าอาคารคิง เพาเวอร์ มหานคร และลานจอดรถใกล้สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี ถ. นราธิวาส

พบระเบิด 2 ลูก

08.40 น.

หน้าป้าย สนง. ปลัดกระทรวงกลาโหม ถ. ศรีสมาน อ. ปากเกร็ด จ. นนทบุรี

พบระเบิด 1 ลูก

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากเอกสารข่าวกองสารนิเทศ สตช. ที่เผยแพร่ระหว่าง ผบ.ตร. เปิดแถลงข่าววันที่ 8 ส.ค.

ชนิดของระเบิด แฝง “ซิกเนเจอร์”

จากการตรวจสอบของหน่วยอีโอดี พบว่า ผู้ก่อเหตุใช้วัตถุระเบิดประดิษฐ์เอง ดังนี้

  • ระเบิดแสวงเครื่องแบบหน่วงเวลา รัศมีทำลายล้าง 10-15 เมตร – หน้า สตช., บริเวณศูนย์ราชการและ บก. กองทัพไทย, หน้าอาคารคิง เพาเวอร์ มหานคร และลานจอดรถใกล้สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี, หน้าป้าย สนง. ปลัดกระทรวงกลาโหม
  • ระเบิดเพลิงดัดแปลงจากพาวเวอร์แบงก์กับแอลกอฮอล์เหลว – ตลาดประตูน้ำ, สยามสแควร์วัน, สยามพารากอน

การใช้พาวเวอร์แบงก์ปลอมเหมือนกันทั้ง 4 จุด ถูกวิเคราะห์โดย พล.ต.อ. จักรทิพย์ ว่า “น่าจะเป็นซิกเนเจอร์ (สัญลักษณ์) ของเขา” ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ก่อเหตุ มีความเป็นไปได้ ทั้งเป็นระเบิดที่ประกอบมาจากพื้นที่ภาคใต้ทั้งชุด หรือนำอุปกรณ์มาประกอบที่กรุงเทพฯ ขณะนี้ยังไม่อยากให้คาดเดาเพราะอาจผิด

ส่วนสาเหตุที่ผู้ก่อเหตุใช้ระเบิดแสวงเครื่องซึ่งมีอานุภาพทำลายล้างต่ำ สะท้อนว่าไม่ได้มุ่งหวังผลหรือไม่นั้น พล.ต.ท. สุวัฒน์ บอกว่า เป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ต้องแสวงหาหลักฐานไปข้างหน้า แต่ได้บอกใบ้ว่าอุปกรณ์ทั้งหลายที่ทำให้เกิดเพลิงและระเบิดใช้การจุดด้วยตัวตั้งเวลา

“หลัก ๆ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการกลับไปพื้นที่ที่คิดว่าเป็น ‘เซฟโซน’ ของเขาก่อนที่ตัวระเบิดทำงาน ก็จะมีเวลาช่วงหนึ่ง” ผช.ผบ.ตร. กล่าว

ผู้ก่อเหตุเป็น “ขบวนการ” และ “ไม่เหมือนโจรไทย”

จากการสืบสวนสอบสวนและขยายผลของชุดสืบสวน เชื่อว่า ผู้ก่อเหตุมีไม่ต่ำกว่า 15 คน ซึ่ง พล.ต.ท. สุวัฒน์ ชี้ว่า การก่อเหตุเป็น “มืออาชีพ” และดำเนินการในลักษณะ “ขบวนการ” ซึ่งในการคัดเลือกคนเข้าร่วมขบวนการก็ไม่ได้เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ แต่กระจายไปหลายจุดทั่วประเทศ แบ่งแยกหน้าที่กันทำเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

  • กลุ่มที่ 1 ผู้กำหนดยุทธศาสตร์ หรือมาสเตอร์มายด์ เทียบได้กับ “บอร์ดบริหาร” ในทางธุรกิจ
  • กลุ่มที่ 2 ผู้วางแผน สั่งการ กำหนดขั้นตอนรายละเอียดในการปฏิบัติ เทียบได้กับ “เอ็มดี” ในทางธุรกิจ
  • กลุ่มที่ 3 ผู้มีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนทั้งก่อน ขณะ และหลังเกิดเหตุ
  • กลุ่มที่ 4 ผู้ลงมือปฏิบัติการ

10 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุที่ สตช. ตำรวจตามรวบตัว 2 ผู้ต้องสงสัยได้ทันควันบนรถโดยสารที่แยกปฐมพร จ. ชุมพร ก่อนถูกคุมตัวไปซักถามที่ศูนย์พิทักษ์สันติ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) อ. เมือง จ. ยะลา ต่อมาศาลได้อนุมัติหมายจับทั้ง 2 คน ในข้อหา อั้งยี่ มีวัตถุระเบิดในครอบครอง และพยายามฆ่า

“2 คนที่มีหมายจับนี้เป็นระดับส่วนล่างสุดของห่วงโซ่ จะเห็นว่าแต่ละขั้นตอนมีการคัทเอาท์อย่างดี” และ “โดยธรรมชาติ ผู้ลงมือปฏิบัติจะไม่ทราบแนวคิดที่แท้จริงเท่าไรนักของคนที่เป็นมาสเตอร์มายด์ที่อยู่ข้างบน” ผช.ผบ.ตร. กล่าว

รายชื่อผู้ต้องหาตามหมายศาลคดีซุกระเบิดหน้า สตช.

  • นายลูไอ แซแง อายุ 22 ปี ชาว อ. รือเสาะ จ. นราธิวาส ผู้ต้องหารับที่รับสารภาพว่าเป็น “มือวางระเบิด” และมีหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส คดีลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ชุดสืบความมั่นคงที่ อ. รือเสาะ จ. นราธิวาส เมื่อ 27 ก.ค. 2562
  • นายวิลดัน มาหะ อายุ 29 ปี ชาว อ. รือเสาะ จ. นราธิวาส ผู้ต้องหาที่สารภาพว่าทำหน้าที่ “ดูต้นทาง-คุ้มกัน” และมีหมายจับศาลจังหวัดนราธิวาส คดีลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ชุดสืบความมั่นคงที่ อ. รือเสาะ จ. นราธิวาส เมื่อ 27 ก.ค. 2562

ผช.ผบ.ตร. ยอมรับว่า เจ้าหน้าที่ได้เชิญบุคคลมาพุดคุยซักถาม “เป็นร้อยคน” หากใครดูแล้วมีพยานหลักฐานเพียงพอคิดว่าเป็นผู้เกี่ยวข้อง ก็ต้องใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องในการควบคุมตัว ไม่ใช่ตำรวจคุมตัวไว้เป็นร้อยคน ขอใช้คำว่า “จำนวนหนึ่ง”

สื่อหลายสำนักรายงานว่า ตำรวจได้ควบคุมผู้ต้องสงสัยชาวนราธิวาสไว้ในกระบวนการซักถามอีก 5-7 คน ในจำนวนนี้มี 2 คน ถูกคุมตัวพร้อมกันขณะเตรียมเดินทางข้ามไปชายแดนมาเลเซียด้าน อ. สุไหงโก-ลก จ. นราธิวาส แต่ในการแถลงข่าว ผู้บริหาร สตช. ไม่ได้ให้ข้อมูลในส่วนนี้

ขณะที่ ผบ.ตร. พูดถึงขบวนการก่อเหตุป่วนกรุงว่า “แผนประทุษกรรมของเขา ผมบอกได้เลยไม่เหมือนกับโจรไทย”

เขายังตั้งคำถามต่อสื่อมวลชนด้วยว่า ตามภาพที่ปรากฏเห็นผู้ต้องหาสะพายเป้ตุง รู้หรือไม่ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น ใครตอบถูกจะให้รางวัลเลย ก่อนเฉลยว่า ในกระเป๋าเป้ของผู้ก่อเหตุได้เตรียมชุดมาเปลี่ยน 5 ชุด มีทั้งรองเท้า เสื้อ กางเกง หมวก แว่นตา “เขาโง่หรือฉลาดล่ะ… โจรไทยเคยมีไหม”

พล.ต.อ. จักรทิพย์ ได้ยกเหตุเผาโรงเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 22 โรง ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2546-2547 มาเทียบเคียงให้เห็นว่า แม้จับผู้ต้องสงสัยในโรงเรียนแรกได้ แต่ก็ใช่ว่าจะตามไปจับผู้ต้องสงสัยโรงเรียนที่ 2, 3, 4, … ต่อไปได้ เช่นเดียวกับกรณีที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าได้ผู้ต้องหาที่ สตช. แล้ว จะสามารถรู้ไปถึงผู้ก่อเหตุที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และตึกมหานคร เพราะต่างคนต่างไป

“อยากจะรู้เหมือนกันว่าใครอยู่เบื้องหลัง อยากให้เงินสัก 2 ล้านด้วยซ้ำไปถ้ารู้ เพราะมันไม่ง่าย” พล.ต.อ. จักรทิพย์ กล่าวในระหว่างแถลงข่าว

สมมติฐานว่าด้วย “คนหน้าขาว” และ “บีอาร์เอ็น”

ไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ ผบ.ตร. และ ผบ.ทบ. สรุปตรงกันว่าเป็นฝีมือของ “กลุ่มเดิม ๆ ความคิดเดิม ๆ คนสั่งการคนเดิม แต่ใช้คนหน้าใหม่ก่อเหตุ”

ล่าสุด พล.ต.อ. จักรทิพย์ ออกมาขยายความคำว่า “กลุ่มคนหน้าเดิม ๆ” ว่าศัพท์ทางใต้จะเรียกพวกนี้ว่า “คนหน้าขาว” ก็คือคนที่ยังไม่มีอะไร

นอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังร่ายยาวถึงเหตุระเบิดครั้งสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2544-2562 ก่อนฟันธงว่า “ส่วนใหญ่ระเบิดที่ผ่านมา 80-90 เปอร์เซ็นเกี่ยวกับการเมือง ความเห็นส่วนตัวผมนะ”

ส่วนมีกลุ่มบีอาร์เอ็นร่วมขบวนการก่อเหตุป่วนกรุงในครั้งนี้หรือไม่ พล.ต.อ. จักรทิพย์กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานที่ทำงานมา ทางใต้ไม่เคยประกาศตัวเองว่าคดีนี้ใครทำ ไม่ว่ากลุ่มพูโลเก่า พูโลใหม่ บีอาร์เอ็น อาร์เคเค เปอร์มาส มา ปาตานี ไม่เคยออกมายอมรัย ไม่เหมือนในต่างประเทศที่ประกาศอ้างความรับผิดชอบ

ในขณะที่ตำรวจไม่กล้าระบุชัดถึงความเชื่อมโยงกับกลุ่มบีอาร์เอ็น พล.อ. สำเร็จ ศรีหร่าย อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้นคว้าศึกษาปฏิบัติการของบีอาร์เอ็น กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เมื่อดูจากลักษณะการก่อเหตุ และประวัติเบื้องต้นของผู้ต้องสงสัย 2 คนแรกที่ถูกควบคุมตัวแล้ว เชื่อว่าเหตุระเบิดและวางเพลิงที่กรุงเทพฯ ในครั้งนี้ เป็นปฏิบัติการของกลุ่มบีอาร์เอ็น

“เมื่อดูจากลักษณะวัสดุอุปกรณ์และวงจรที่ใช้ประกอบระเบิด เป็นลักษณะเดียวกับที่ใช้ก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะที่ผู้ต้องสงสัย 2 คนที่ถูกควบคุมตัวก็มีลักษณะ ประวัติการศึกษา และประวัติการทำงานที่สอดคล้องกับผู้ที่มักถูกคัดเลือกเป็นสมาชิกฝ่ายปฏิบัติการของบีอาร์เอ็น”พล.อ.สำเร็จกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านความขัดแย้งในพื้นที่ภาคใต้อย่างน้อย 2 คน คือ น.ส. รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิชาการอิสระด้านความขัดแย้ง และ ผศ.ดร. ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ก็วิเคราะห์ตรงกันว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เหตุระเบิดและวางเพลิงใน กทม. จะเป็นฝีมือของขบวนการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

น.ส. รุ่งรวีอ้างถึงข้อมูลที่เธอได้รับจากบุคคลใกล้ชิดกลุ่มบีอาร์เอ็นว่า ปฏิบัติการที่เกิดขึ้น น่าจะเป็นการแสดงศักยภาพของกลุ่มบีอาร์เอ็น เนื่องในโอกาสครบรอบวันก่อตั้งกองกำลังของบีอาร์เอ็นที่มีชื่อว่า TAJRI (Tentara Angkatan Jihad Revolusi Islam)

“หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์เผาโรงเรียน 36 แห่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เกิดขึ้นในวันที่ 1 ส.ค. 2536” น.ส. รุ่งรวีกล่าว

ด้านเว็บไซต์ข่าวเบนาร์นิวส์รายงานความเห็นของ ผศ.ดร. ศรีสมภพ ต่อเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ ว่า หลักฐานหลายอย่างโยงว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการที่เคลื่อนไหวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และจากข้อมูลพบว่า วันที่ 1 ส.ค. เป็นวันครบรอบการก่อตั้งกองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็น ทางขบวนการอาจจะต้องแสดงศักยภาพ และเรียกร้องความสนใจจากรัฐบาล

พล.อ. สำเร็จ ยืนยันข้อมูลตรงกันว่า วันที่ 1 ส.ค. เป็นวันก่อตั้งกองกำลังหนึ่งของบีอาร์เอ็น และตั้งข้อสังเกตว่าเหตุระเบิดใน 7 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งเหตุรุนแรงครั้งใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายครั้งเกิดในช่วงต้นเดือน ส.ค. ซึ่งสอดคล้องกับวันก่อตั้งกองกำลังดังกล่าว

“แต่เอาเข้าจริงแล้ว เขาจะก่อเหตุวันไหนก็ได้ ถ้าเขาพร้อมที่จะทำและเห็นว่าสถานการณ์เหมาะสมที่จะก่อเหตุ เพื่อปลุกระดมคนของเขา” พล.อ. สำเร็จ ระบุ

ต่างชาติแจ้งเตือนพลเมืองระวังเหตุระเบิดในไทย

รัฐบาลแคนาดาออกคำแนะนำต่อพลเมืองที่อยู่ในไทย “ใช้ความระมัดระวังในระดับสูง” โดยระบุว่าเป็นผลสืบเนื่องจากความตึงเครียดทางการเมืองและการชุมนุมเป็นระยะในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น

ข้อความแจ้งเตือนได้ระบุถึงเหตุระเบิดอย่างน้อย 3 จุด ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 ส.ค. และแจ้งให้ชาวแคนาดาที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดตื่นตัวตลอดเวลา ติดตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ไทย และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในไทย

เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ได้แจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับเหตุระเบิดและพบวัตถุต้องสงสัยในหลายจุดของกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 ส.ค. โดยระบุรายละเอียดของเหตุการณ์ระเบิดขนาดเล็กแต่ละจุด และจุดที่เจ้าหน้าที่ตรวจค้นเจอวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงาน พร้อมรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บหลายคน และรวมถึงการพบวัตถุต้องสงสัยบริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใกล้พื้นที่ช็อปปิ้งย่านราชประสงค์ เมื่อวันที่ 1 ส.ค.

ข้อความแจ้งเตือนพลเมืองสหรัฐฯ ในไทยยังระบุอีกว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง ได้เกิดเหตุระเบิดขนาดเล็กเป็นระยะ ๆ ส่วนใหญ่การก่อเหตุระเบิดไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อหวังให้เกิดการบาดเจ็บ แต่มุ่งส่งสารทางการเมืองในช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญ และช่วงการเมืองเปลี่ยนผ่าน

สถานทูตสหรัฐฯ ขอให้พลเมืองระมัดระวังตัวและ สถานการณ์โดยรอบ ติดตามการรายงานความคืบหน้าของข่าวจากสื่อท้องถิ่น และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ไทย อย่างเคร่งครัด

บทความก่อนหน้านี้ศักดิ์สยาม เสียงอ่อย ยังไม่อนุมัติขึ้นค่าแท็กซี่ รับลูกหาช่องฟ้องแกร็บ!
บทความถัดไปเงินบริจาคทะลุล้าน พี่6ขวบปลอบน้อง2ขวบ อย่าร้องไห้ พ่อแม่ถูกรถชนดับคู่