หญิงสาวที่ติดเชื้อเอชไอวีจากผู้เป็นแม่ เผยเรื่องราวตราบาปของการเป็นคนเลือดบวก

@captain.frost อโลมา วัตสัน-รัตคลิฟฟ์ "เปิดเผย" สถานะการติดเชื้อเอชไอวีของเธอ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง

หญิงสาวที่ติดเชื้อเอชไอวีจากผู้เป็นแม่ เผยเรื่องราวตราบาปของการเป็นคนเลือดบวก – BBCไทย

อโลมา วัตสัน-รัตคลิฟฟ์ มีอายุ 12 ปี ตอนที่เธอรู้ตัวว่า ติดเชื้อเอชไอวีจากแม่ ปัจจุบันเธออายุ 20 เศษแล้ว เธอเล่าถึงเรื่องราวที่ต้องเผชิญในช่วงวัยเด็ก และการเรียนรู้ที่จะรับมือกับความหวาดกลัวและตราบาป

ฉันติดเชื้อเอชไอวีจาก มอลลี แม่ของฉัน ฉันได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อตอนอายุ 3 ขวบ เราไม่มั่นใจว่า ฉันติดเชื้อมาได้อย่างไร แต่แม่คลอดฉันตามธรรมชาติโดยไม่ได้มีปัญหาอะไรระหว่างคลอด การแพร่เชื้อไม่น่าเกิดขึ้นช่วงนั้น ต่อมาแม่ก็ให้นมฉัน

ในวัย 20 ปีเศษ แม่รู้ว่า แม่ติดเชื้อเอชไอวีนานได้ 2-3 ปีแล้ว แม่ติดเชื้อมาจากคนรักที่มักทำร้ายเธอ แม่ไม่ได้เจ็บป่วยรุนแรง และมีสุขภาพดี และแม่อยากให้ฉันมีสุขภาพดีเช่นกัน

หญิงสาวที่ติดเชื้อเอชไอวีจากผู้เป็นแม่

Family picture
ครอบครัวของอโลมา อพยพไปยังออสเตรเลีย ซึ่งเป็นที่ที่ มอลลี แม่ของเธอ เสียชีวิตจากเอดส์

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ช่วยทำให้แม่ลูกมีความผูกพันกันได้มากจริง ๆ นั่นคือสิ่งที่แม่ทุกคนต้องเลือกว่าจะเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองหรือไม่ แล้วฉันก็เคารพการตัดสินใจของแม่ แพทย์แนะนำแม่ว่า อย่าเลี้ยงลูกด้วยนมตัวเองเด็ดขาด และบอกด้วยว่า ควรให้ฉันเริ่มกินยา แต่ทั้งพ่อและแม่ของฉันคิดว่า การเริ่มรับยา [ต้านไวรัส] ตั้งแต่ฉันยังเป็นทารกแบเบาะ ไม่เป็นผลดีต่อตัวฉัน

พ่อกับแม่จึงเลือกที่จะให้ฉันสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองตามธรรมชาติ แล้ว… เด็ก ๆ ก็ได้รับผลข้างเคียงหลายอย่าง เพื่อนของฉันหลายคนที่รับ [ยาต้านไวรัส] ระบบรวนไปหมด แล้วก็มีอาการแพ้หลายอย่าง หรือมีความผิดปกติต่าง ๆ เกิดขึ้น ส่วนฉันมีระบบภูมิต้านทานที่แข็งแรงมาก ฉันก็เลยคิดว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกแล้ว

อโลมา

Aloma Watson-Ratcliffe
อโลมา: เอชไอวี “เป็นความลับที่เลวร้ายที่ฉันไม่เข้าใจ”

เราย้ายจากลอนดอนไปเมลเบิร์น ตอนฉันยังเด็กมาก แม่มีอาการเจ็บป่วยหลายอย่าง เธอมีอาการดีขึ้นช่วงหนึ่งแล้วก็กลับทรุดลงอีก เธอเสียชีวิตในเดือน ต.ค. 2001 แล้วหลังจากนั้น 6 เดือน ตอนที่ฉันอายุได้ 3 ขวบ เราก็ย้ายไปอยู่เมืองท็อตเนส มณฑลเดวอนเชียร์ ฉันถูกวินิจฉัยว่า ติดเชื้อเอชไอวี

ฉันเข้ารับการตรวจเลือดในลอนดอนเป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่อดูพัฒนาการของเชื้อไวรัส พวกเขา [แพทย์] จะอธิบายผลด้วยการใช้ภาพการ์ตูน แต่พวกเขาไม่เคยพูดชื่อออกมา ฉันรู้ว่า มีบางอย่างเกิดขึ้นกับฉัน ฉันก็เจ็บป่วยเหมือนเด็กคนอื่น ๆ แต่ฉันจะมีรอยช้ำ ไม่เจ็บ แต่เห็นชัด ใช้เวลาสักพักถึงจะหายไป

ตอนอายุ 12 ปี หมอบอกฉันว่า ฉันติดเชื้อเอชไอวี ฉันจำได้ว่า ฉันกลัวมาก แล้วก็รู้สึกเหมือนกับว่า ฉันกำลังจะตาย คุณได้ยินเรื่องเอชไอวีและเอดส์จากมุกตลกลามกที่สนามเด็กเล่นว่า เอดส์มาจากลิง ฉันเลยรู้สึกว่า มันเหมือนกับการถูกตัดสินประหารชีวิต


เด็กกับเอชไอวี

  • มีเด็กและคนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีที่ติดเชื้อเอชไอวีในสหราชอาณาจักรราว 530 คน
  • มีผู้หญิงติดเชื้อเอชไอวีที่ตั้งครรภ์ในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ระหว่างปี 2015 ถึง 2018 ราว 4,500 คน
  • ในจำนวนนี้ 0.3% แพร่เชื้อไวรัสให้แก่ลูก ทั้งผ่านการตั้งครรภ์ การคลอด หรือ การให้นมลูก
  • การรับยาต้านไวรัสระหว่างตั้งครรภ์และระหว่างการให้นมลูก ช่วยลดความเสี่ยงในการส่งต่อเชื้อไวรัสให้แก่ลูกได้อย่างมาก

ที่มา: National Surveillance of HIV in Pregnancy and Childhood/Public Health England/Avert


ฉันพยายามเก็บความรู้สึกนั้นไว้ และทำเหมือนไม่เป็นอะไร แต่ฉันกลับรู้สึกกลัวและไม่รู้จักใครเลยที่ติดเชื้อเอชไอวีเหมือนฉัน ฉันรู้สึกว่าไม่มีใครและรู้สึกหนักใจ มันเป็นความลับที่เลวร้ายที่ฉันไม่เข้าใจ มันทำให้ฉันกลายเป็นเด็กที่เก็บตัว และมีปัญหาทางสังคมหลายอย่าง

พ่อแม่ของเด็กบางคนรู้เรื่องนี้จากครู หรือพ่อแม่คนอื่น ๆ พวกเขาจะเข้ามาหาพ่อของฉันด้วยความกังวลใจ และถามว่า “ทำไมคุณถึงปล่อยให้ลูกวิ่งเล่น แล้วก็ดื่มน้ำร่วมกับเรา” ถ้าฉันเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง คำถามแรกที่ถูกถามคือ “ดื่มน้ำร่วมกันปลอดภัยไหม” เอชไอวีไม่ได้แพร่เชื้อผ่านทางน้ำลาย แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้ยังคงมีความเชื่อนี้กันอยู่

ครูหลายคนจู่ ๆ ก็เข้ามาหาฉันแล้วแสดงความสงสาร พวกเขาถามฉันว่า “หนูกินยาแล้วเป็นยังไงบ้าง” ฉันรู้สึกว่า “มันไม่ใช่กงการอะไรของครู”

อโลมา

Aloma Watson-Ratcliffe
อโลมาบอกว่าการรู้ตัวว่าติดเชื้อเอชไอวี “ทำให้เธอหนักใจ”

ตอนอายุ 15 ปี มีเรื่องที่ทำให้ฉันได้พบนักบำบัดกึ่งผู้ให้คำปรึกษา ฉันจึงบอกเรื่องนี้แก่เธอ แล้วก็เริ่มที่จะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น จากนั้น [ปีถัดมา] แม่เลี้ยงของฉันได้ยินผ่านทางวิทยุว่า มีค่ายของสมาคมผู้ติดเชื้อเอชไอวีเด็ก (Children’s HIV Association–Chiva) สำหรับให้เด็กที่ติดเชื้อเอชไอวี 100 คน มาเรียนรู้ [เกี่ยวกับโรคนี้] และเรียนเพศศึกษา รวมถึงทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน 5 วัน

ฉันรู้สึกกลัวที่จะต้องเข้าร่วมค่ายนี้ ฉันไม่คิดว่า มันจะเป็นเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตฉัน แต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นั่นคือครั้งแรกในชีวิตที่ฉันพูดคำว่า “เอชไอวี” แทบไม่หยุด เหล่าอาสาสมัครจะพูดคำนี้อยู่ตลอด เราทุกคนต่างมีเชื้อนี้ และมันก็ไม่ได้น่ากลัว

เราพูดถึงยาและผลข้างเคียง เราคุยกันถึงเรื่องตลกที่เราเคยได้ยินจากสนามเด็กเล่น และเราก็มองมันเป็นเรื่องขำ

มันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะคนอื่น ๆ บนโลก รู้สึกไม่ปลอดภัย คุณรู้สึกไม่ปลอดภัยที่สนามเด็กเล่น รู้สึกไม่ปลอดภัยภัยในความสัมพันธ์ จนกว่าคุณได้บอกพวกเขาแล้วก็ทำให้พวกเขามีท่าทีที่ดีแสดงออกมา บางคนรู้สึกไม่ปลอดภัยในครอบครัวของตัวเอง เพราะตราบาปเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นการอยู่อย่างปลอดภัยและมีความสุขจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นเรื่องสำคัญ


อโลมา โทนี มอลลี

Toni Watson
อโลมา กับ โทนี พ่อของเธอ และ มอลลี แม่ของเธอ

เด็กกับยาต้านไวรัส

อโลมา ได้รับยาต้านไวรัสตอนอายุ 11 ปี หรือในปีก่อนที่เธอจะรู้ตัวว่า ติดเชื้อเอชไอวี

บริการสาธารณสุขแห่งชาติ (National Health Service–NHS) ระบุว่า การรักษาเริ่มขึ้นเมื่อใดก็ได้หลังจากได้รับการวินิจฉัย “ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและการปรึกษากับแพทย์ด้านเอชไอวีของคุณ”

อามานดา วิลเลียมส์ ประธานชีวา (Chiva) และกุมารแพทย์ที่ปรึกษา กล่าวว่า “มีภาพที่เปลี่ยนแปลงไปในการวิจัยเกี่ยวกับเอชไอวี และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเกี่ยวกับยาต่าง ๆ ที่ใช้รักษาและ ผลการศึกษาที่ระบุถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการรักษาเด็ก”

“จากการทดลอง ทำให้ตอนนี้เรารู้ถึงผลข้างเคียงและข้อดีของยาชัดเจนขึ้นกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ในช่วงที่พ่อแม่ไม่ค่อยมั่นใจถึงผลข้างเคียงนัก เมื่อเปรียบเทียบกับตอนนี้ บางคนเชื่อว่า ระบบต่าง ๆ มีความแข็งแรง และเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ครอบครัวเหล่านั้นยอมรับยา”

“หากเกิดกรณีที่เด็กคนไหนแสดงอาการ และระบบภูมิต้านทานลดต่ำลง จะต้องรับการรักษา แต่ครอบครัวที่ไม่ต้องการรับยา เพราะมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพและตราบาป คิดไม่เหมือนกัน”


ฉันกินยาวันละ 1 เม็ด มันทำให้ [ไวรัสเอชไอวี] อยู่อย่างสงบในตัวฉัน มันยังคงอยู่ในเลือดฉัน แต่มันไม่สามารถกลายพันธุ์ได้ บางคนรู้สึกซึมเศร้า อาเจียนตลอดเวลา หรือกินอะไรไม่ได้เลย มันเป็นช่วงเวลาที่ลำบากมาก ส่วนตัวฉัน ไม่ได้มีผลข้างเคียงรุนแรง ฉันก็เลยกินยาต่อเนื่อง

เอชไอวีไม่ได้ทำให้คุณกลายเป็นบุคคลอันตราย นั่นคือเหตุผลที่ฉันสร้างสรรค์การแสดงนี้ขึ้น เมื่อไม่นานนี้ ฉันขึ้นเวทีแสดงที่โรงเรียนศิลปะในพลีมัธที่ที่ฉันเรียนอยู่ ตอนที่ฉันแสดงจบ ทุกคนเงียบกันพักใหญ่ จากนั้นทุกคนก็ปรบมือ หลายคนร้องไห้ เราโผเข้ากอดกัน

คุณอาจสนใจเรื่อง

ฉันคิดว่า มีทัศนคติที่ดีขึ้นในเรื่องนี้ แต่ยังคงขาดการสอนในโรงเรียนเกี่ยวกับ เอชไอวี การสอนเพศศึกษายังไม่ครอบคลุมจริง ๆ มันอยู่แค่ในส่วนของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งนั่นไม่ใช่สาเหตุที่ฉันติดเชื้อนี้

มันเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เมื่อต้องบอกเรื่องนี้กับคนรัก และมักจะมีการพูดคุยกันเกี่ยวกับการแพร่เชื้อและความปลอดภัย คนรักของฉันส่วนใหญ่ก่อนหน้านี้ ไม่มีปัญหากับสถานะของฉัน เมื่อมีการพูดคุยกันอย่างละเอียด

แม้ว่า ฉันเปิดเผยสถานะ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร เมื่อฉันต้องห่วงว่า คนที่รู้เรื่องจะแสดงออกอย่างไร

ฉันมีคนหนึ่ง ที่ฉันกำลังคบหาอยู่ แล้วเขาก็ไม่มีปัญหากับการที่ฉันติดเชื้อเอชไอวี ตราบใดที่เราซื่อสัตย์ต่อกัน หากมีเรื่องกังวลใจหรือคำถามอะไร เขาก็ถามฉันได้ การทำแบบนี้ได้ผลดี

ถอดความจากสิ่งที่เธอเล่าให้ โจนาธาน มอร์ริส ฟัง

บทความก่อนหน้านี้‘ถวายสัตย์’ ประยุทธ์กำลังแก้ไข
บทความถัดไปบทเรียน จากอดีต อดีตของ ชิน โสภณพนิช ธนาธร อนาคตใหม่