ขายบริการ: พนักงานบริการร้องถูกละเมิดสิทธิฯ ระหว่างจับกุม-ล่อซื้อ

Getty Images

ขายบริการ: พนักงานบริการร้องถูกละเมิดสิทธิฯ ระหว่างจับกุม-ล่อซื้อ – BBCไทย

ตัวแทนผู้ขายบริการทางเพศบอกเล่าถึงสิ่งที่ต้องเผชิญจากปฏิบัติการ “บุกค้นสถานบริการ-ล่อซื้อบริการบริการทางเพศ” ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งการเปิดเผยอัตลักษณ์บุคคลและการมีเพศสัมพันธ์ก่อนถูกจับกุม ซึ่งพวกเธอเห็นว่าเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้อับอายและถูกปฏิบัติ “ราวกับเป็นอาชญากร”

“มีการไลฟ์สดในการบุกทลาย (สถานบริการ) เห็นทั้งชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน แถมในภาพเห็นรอยสักของผู้หญิง สามารถระบุอัตลักษณ์ได้ว่าเป็นใคร จำเป็นเหรอ ถึงเราจะเป็นพนักงานบริการที่กระทำผิดยังไง เราก็ยังต้องมีสิทธิเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีอยู่” พนักงานบริการหญิงที่ใช้ชื่อว่า “ไหม จันตา” กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือในเวทีอภิปรายเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของพนักงานบริการ จัดโดยมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2562

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในปฏิบัติการบุกค้น “นาตารี อาบอบนวด” ย่านรัชดาภิเษก เมื่อปี 2559 ที่เพื่อนพนักงานบริการที่ถูกจับกุมเล่าให้ฟัง

ขณะที่กองคดีการค้ามนุษย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยืนยันว่าปฏิบัติการล่อซื้อและเข้าจับกุมสถานค้าบริการของดีเอสไอนั้น เคารพสิทธิของผู้ถูกจับกุมอย่างเคร่งครัด โดยในการล่อซื้อบริการทางเพศนั้นจะต้อง “ปฏิบัติอย่างสมบทบาท” แต่ห้ามมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการอย่างเด็ดขาด

ล่อซื้อ บุกทลาย เผยตัวตน

ไหมเล่าว่า ในการบุกทลายร้านนาตารี อาบอบนวดครั้งนั้น ตำรวจใช้เวลาในการล่อซื้อกว่า 3 เดือน จนเกิดการตั้งคำถามจากพนักงานบริการว่า จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องใช้เวลาในการล่อซื้อยาวนานขนาดนั้น

ค้าบริการ

Getty Images

หลังการจับกุม มีภาพพนักงานบริการจำนวนมากถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยผู้หญิงเกือบทั้งหมดสวมใส่เพียงผ้าขนหนูผืนเดียว ใครมีเสื้อคลุมหรือคว้าอะไรได้ก็นำมาปกปิดใบหน้าทั้งหมดถูกสั่งให้นั่งอยู่กลางวงล้อมของเจ้าหน้าที่ผู้ชาย

“ระหว่างการจับกุม นอกจากเจ้าหน้าที่จะปล่อยให้สื่อมวลชนถ่ายภาพพนักงานบริการได้แล้ว ยังทำการสอบสวนทั้งที่พวกเธอยังคงใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นอยู่ คนที่ร่วมซักถามมีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่จากองค์กรอิสระที่ร่วมนำจับกุม

“ยิ่งกว่านั้น ก่อนจะบุกทลายสถานบริการ ยังมีการร่วมประเวณีในขั้นตอนการล่อซื้อ ซึ่งเป็นแนวทางการเข้าจับกุมที่ไม่น่าเกิดขึ้น” ไหมอธิบาย

“มีพนักงานบริการจำนวนไม่น้อยที่ประกอบอาชีพนี้โดยที่ครอบครัวไม่ทราบเรื่อง ดังนั้นการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และทำกับพวกเราเสมือนเป็นอาชญากรจึงไม่สมเหตุสมผล”

ค้าบริการ

Getty Images

ไหมบอกกับบีบีซีไทยว่า ทุกครั้งที่มีการจับกุมผู้ค้าบริการ เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะใช้คำพูดหรือตั้งคำถามที่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพนักงานบริการ

“ครั้งหนึ่งเจ้าหน้าที่มูลนิธิที่นำจับกุมและตำรวจผู้ชายพูดกับพนักงานบริการว่า ตามกฎหมายแล้วหนูไม่ควรอยู่ที่นี่ ทำไมไม่ไปเรียนหนังสือ ควรอยู่ที่บ้านไหม คำพูดเหล่านี้เป็นเหมือนการสั่งสอน และทำให้ผู้ค้าบริการรู้สึกผิดและด้อยค่า มากกว่าจะเป็นวิธีการซักถามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ” เธอยกตัวอย่าง

พนักงานบริการบางคนที่ถูกจับกุมมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะถูกบันทึกลงในหนังสือเดินทางว่าถูกจับกุมในความผิด “มั่วสุมในการค้าประเวณี” ส่งผลไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้อีก และทำให้ไม่สามารถเดินทางไปประเทศอื่นได้ด้วย

ดีเอสไอยันมีกฎเหล็กในการ “ล่อซื้อ”

พ.ต.ท.สุภัทธ์ ธรรมธนารักษ์ ผู้อำนวยการกองคดีการค้ามนุษย์ ดีเอสไอ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า ปฏิบัติของดีเอสไอในการล่อซื้อและเข้าจับกุมสถานค้าบริการทางเพศนั้น มีกฎและข้อบังคับในการรักษาสิทธิของผู้ถูกจับกุมอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนที่ยืนยันว่ามีการขายบริการทางเพศ

ค้าบริการ

Getty Images

“โดยหลักการ สิ่งที่เป็นกฎเหล็ก คือ หนึ่ง-ห้ามมีอะไรกับหญิงบริการเด็ดขาด สอง-จะต้องมีการปกปิดอำพรางไม่ให้คนภายนอกรู้ว่าเขาเป็นใคร สาม-ไม่ว่าเป็นผู้เสียหายหรือพยานต้องได้รับความปลอดภัย ถ้าหากประสงค์จะได้รับการคุ้มครอง” พ.ต.ท.สุภัทธ์กล่าว

ผอ.กองคดีการค้ามนุษย์อธิบายเพิ่มเติมว่า การสืบสวนของไทยมีหลักการว่า ต้องพิสูจน์จนสิ้นกระแสความ หมายถึง หากเข้าล่อซื้อการค้าบริการทางเพศก็ต้องปฏิบัติอย่างสมบทบาท ให้สามารถยืนยันได้ว่าพยายามจะร่วมหลับนอน โดยที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เช่น มีถุงยางที่ฉีกพร้อมใช้งาน เป็นต้น จากนั้นผู้ที่รับหน้าที่ล่อซื้อก็จะส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่ทีมเข้าจับกุมต่อไป

พ.ต.ท.สุภัทธ์ ชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่จะระมัดระวังเรื่องการถ่ายภาพขณะเข้าจับกุม แต่ในกรณีที่มีภาพที่ไม่เหมาะสมหลุดออดมา อาจเป็นเพราะสื่อมวลชนเข้าไปยังพื้นที่ก่อนที่จะมีการแจ้งให้ผู้ถูกจับกุมแต่งกายให้เรียบร้อย

ค้าบริการ

Getty Images

พ.ต.ท.สุภัทธ์ยอมรับว่า เจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยงานอาจมีความเข้าใจถึงวิธีการปฏิบัติที่ไม่เท่ากัน

“หลักการเหมือนกัน แต่ในรายละเอียดอาจขึ้นอยู่กับการฝึกฝนของผู้บังคับบัญชา ซึ่งปกติเอ็นจีโอที่ทำงานมานานเขารู้วิธีปฏิบัติอยู่แล้ว พอเวลาทำงานคู่กัน ถ้าเราทำผิดพลาดอะไรเขาจะเตือน เราก็จะปรับตัวตลอด”

เรื่องถึงกรรมการสิทธิฯ

นางอังคนา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า กสม.ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของพนักงานบริการจากการเข้าปราบปรามการค้าประเวณีของเจ้าหน้าที่รัฐในรอบ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเข้าจับกุมพนักงานบริการที่นาตารีอาบอบนวดและวิคตอเรียอาบอบนวด ซึ่งพบว่ามีการละเมิดสิทธิที่คล้ายคลึงกัน

ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่พบหลัก ๆ คือ การดำเนินการหลังควบคุมตัวและการเปิดเผยภาพถ่ายของพนักงานบริการ

ขายบริการ:

Getty Images

นางอังคณากล่าวว่า เมื่อถูกจับกุมและเสียค่าปรับแล้ว พนักงานบริการซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จะต้องได้รับการปล่อยตัวหรือผลักดันกลับสู่ประเทศต้นทาง หากพนักงานสอบสวนต้องการให้พวกเธอเป็นพยาน ก็ต้องปฏิบัติในฐานะพยานตามสิทธิ์ มีการจัดหาที่พักที่เหมาะสม และสามารถติดต่อญาติได้

อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนกล่าวเพิ่มเติมว่า ในขั้นตอนการสืบพยานก็พบปัญหาละเมิดสิทธิพนักงานบริการเช่นกัน และหากผู้ถูกควบคุมตัวรู้สึกหวาดกลัว ก็สามารถร้องขอไม่ให้มีการสืบพยานแบบเผชิญหน้าได้ แม้จะอายุเกิน 18 ปีแล้วก็ตาม

“การดำเนินการจับกุม ควบคุมตัว ทัศนะคติและวิถีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องของความอ่อนไหวทางเพศสภาพ” นางอังคณากล่าว

สำหรับการเปิดเผยภาพถ่ายของพนักงานบริการ ซึ่งเป็นภาพถ่ายในชั้นสอบสวน โดยไม่ทราบที่มาที่ไป ถือเป็นการตอกย้ำและละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิง ซึ่ง กสม.ได้ย้ำกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว

นางอังคณากล่าวว่าควรให้ความสำคัญกับสถานะทางกฎหมายของการให้บริการทางเพศ เนื่องจาก พ.ร.บ.ค้าประเวณี 2539 บัญญัติว่าการกระทำของผู้ค้าประเวณีและสถานประกอบกิจการค้าประเวณีเป็นความผิดทางกฎหมาย ส่งผลให้ใครก็ตามที่ประกอบอาชีพนี้เป็นผู้กระทำความผิดโดยทันที

เมื่อครั้งเจ้าหน้าที่สหประชาชาติเดินทางมาเยือนไทย พวกเขาตั้งประเด็นว่า “สถานบริการที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นสถานบริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วเขาก็มองเหมือนกับเป็นวิถีชีวิตของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นรัชดา เพชรบุรี วอล์คกิ้งสตรีทที่พัทยา เชียงใหม่ สถานบริการที่เปิดถูกกฎหมาย แต่พนักงานบริการที่ทำงานในสถานบริการเหล่านั้นกลับไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน” นางอังคณากล่าว

เธอให้ความเห็นด้วยว่า พนักงานบริการถือเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ที่สร้างรายได้ให้ประเทศ แต่อาชีพนี้กลับผิดกฎหมายและถูกสังคมตีตรา จนนำมาสู่การละเลยสิทธิ์ที่พนักงานบริการพึงได้รับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ค้าบริการ

Getty Images

ในความเป็นจริงแล้ว การให้บริการทางเพศซึ่งไม่ได้เกิดจากการข่มขู่ บังคับ หรือกระทำต่อเด็กและเยาวชน เป็นความสมัครใจของบุคคลที่จะประกอบอาชีพให้บริการ และหารายได้หรือค่าตอบแทนจากกิจกรรมทางเพศ ถือเป็นการกระทำที่เป็นไปด้วยความสมัครใจของตน เพื่อให้ผู้รับบริการพึงพอใจ นางอังคณาสรุป

มุมมองใหม่ต่ออาชีพค้าบริการทางเพศ

“อยากให้ภาครัฐและประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าอาชีพนี้มีอยู่จริง สร้างรายได้จริง สร้างภาษีให้ประเทศจริง และสามารถเลี้ยงครอบครัวได้จริง ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาภาครัฐลงตรวจพัทยา ไม่มีพนักงานบริการทางเพศเลย เริ่มแรกก็ไม่เข้าใจแล้ว คุณต้องเชื่อว่ามีอยู่จริงก่อน” ศิริศักดิ์ ไชยเทศ นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนกล่าว

“พนักงานบริการคือลูกจ้าง งานบริการคืออาชีพ เราควรยุติการเอาผิดทางอาญากับพนักงานบริการทางเพศ ให้เป็นไปตามสโลแกนของเอ็มพาวเวอร์ นั่นคือ nobody is wrong นั่นคือไม่มีใครผิด คนซื้อ คนขาย คนให้บริการ ไม่มีใครผิดใด ๆ ทั้งสิ้น สุดท้ายคือควรยกเลิกพ.ร.บ. การค้าประเวณี” นายศิริศักดิ์กล่าว

อุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการมูลนิธิผู้หญิงกล่าวว่า ด้วยความที่เจ้าหน้าที่นโยบายป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าสู่การค้าประเวณี จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อปราบปรามการค้าประเวณีให้หมดไป แต่กลับส่งผลให้ผู้หญิงที่เป็นพนักงานบริการด้วยความสมัครใจต้องทำงานอย่างหลบซ่อน เข้าไปอยู่ในระบบที่ไม่เป็นธรรม โดยไม่สามารถเรียกร้องสิทธิ์ของตนเองได้

ทันตา เลาวิลวัณยกุล จากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ กล่าวว่า จากทุกเหตุการณ์ในการจับกุมผู้ทำการค้าประเวณี เจ้าหน้าที่ของภาครัฐไม่เคยปฏิบัติต่อวิชาชีพนี้ด้วยความเคารพในฐานะมนุษย์คนหนึ่งในสังคมเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นการ “ล่อซื้อ” หรือการ “ประจาน” ทางอ้อมผ่านสื่อ

ความพยายามในการแก้กฎหมายเพื่อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิ์มนุษยชนในกลุ่มผู้ค้าบริการ ทั้งในกลุ่มของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและนักเคลื่อนไหวนั้นมีมาอยู่ตลอด แต่ด้วยกรอบและความเชื่อทางด้านวัฒนธรรมกับคุณค่าของมนุษย์ อาจเป็นสาเหตุทำให้ความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายเป็นไปอย่างล่าช้าหรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลย เธอกล่าว

บทความก่อนหน้านี้กรมพลศึกษา ชวนเต้นแอโรบิกถวายแม่ของแผ่นดิน  คาดร่วมกว่า 20,000 
บทความถัดไปเผยภาพล่าสุด รัฐ โลโซ หลังหายหน้าไปนาน “เสก” รุดเยี่ยม แฟนๆ เชียร์ให้กลับมารวมวง