วันแม่: 5 เรื่องน่ารู้ของ “แม่” ที่วิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบ

วันแม่: 5 เรื่องน่ารู้ของ
Getty Images

วันแม่: 5 เรื่องน่ารู้ของ “แม่” ที่วิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบ – BBCไทย

คำว่า “แม่บังเกิดเกล้า” ที่ลูกหลายคนใช้เรียกมารดาของตนเองด้วยความรักและเคารพยกย่อง นอกจากจะสะท้อนถึงพระคุณของผู้ให้กำเนิดที่มอบชีวิตและร่างกายให้เราแล้ว ยังสื่อถึงสายสัมพันธ์ทางชีววิทยาที่ผูกพันแม่และลูกเอาไว้ด้วยกันอย่างลึกซึ้ง โดยหลายเรื่องแวดวงวิทยาศาสตร์เพิ่งจะมีการค้นพบในช่วงไม่กี่ปีมานี้เอง

1. เสียงของแม่กระตุ้นสมองลูกให้เติบโต

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ทราบอยู่แล้วว่า สมองของเด็ก ๆ จะถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวได้พร้อมกันหลายส่วนด้วยเสียงของแม่ตนเองมากกว่าเสียงจากแหล่งกำเนิดอื่น ๆ แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เสียงพูดและเสียงหัวใจเต้นจากแม่ยังทำให้สมองของลูกที่คลอดก่อนกำหนดเติบโตขึ้นได้อีกด้วย

ทีมวิจัยของโรงพยาบาลบริกแฮมแอนด์วีเมนในสหรัฐฯ ได้ทดลองให้ทารกคลอดก่อนกำหนด 20 รายที่อยู่ในตู้อบฟังเสียงพูดและเสียงหัวใจเต้นของแม่ผ่านลำโพงวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 30 วัน ในขณะที่ทารกคลอดก่อนกำหนดอีกกลุ่มหนึ่งจะไม่ได้รับฟังเสียงดังกล่าว

ผลปรากฏว่าทารกกลุ่มแรกมีพัฒนาการของเปลือกสมองส่วนการได้ยิน (auditory cortex ) มากกว่ากลุ่มหลังอย่างมีนัยสำคัญ โดยสมองส่วนนี้เติบโตขึ้นจนมีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อความไวในการรับรู้เสียงของเด็กในอนาคตด้วย สมกับคำกล่าวที่ได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า “ให้ฟังแม่แล้วจะได้ดี”

2. “ฮอร์โมนรัก” ทำให้แม่หูไวต่อเสียงลูกร้อง

นอกจากเสียงของแม่จะมีอิทธิพลต่อสมองของลูกแล้ว เสียงของลูกโดยเฉพาะเสียงร้องไห้ก็มีอิทธิพลต่อแม่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยนิวยอร์กที่ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์เมื่อปี 2014 พบว่า สมองของหนูทดลองที่เพิ่งคลอดลูกจะมีการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (oxytocin) ออกมาในปริมาณมาก ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในมนุษย์เช่นกัน โดย “ฮอร์โมนรัก” ตัวนี้สามารถเปลี่ยนให้สมองของหนูทดลองเข้าสู่ภาวะความเป็นแม่ได้ในชั่วข้ามคืน

การเพิ่มขึ้นของออกซิโทซินในสมองหลังคลอดลูก ทำให้หนูทดลองมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างรวดเร็ว โดยมีความใส่ใจต่อเสียงของลูกหนูแรกเกิดมากขึ้น แม้แต่หนูสาวที่ยังไม่เคยตั้งท้อง หากได้รับการฉีดฮอร์โมนออกซิโทซิน ก็จะเริ่มหูไวและตอบสนองต่อเสียงร้องของลูกหนูอย่างกระตือรือร้น

แม่นั่งกินข้าวกับลูก

Getty Images

ทั้งนี้ เปลือกสมองส่วนการได้ยินทั้งสองข้างของหนูนั้น เต็มไปด้วยเซลล์ประสาทที่ผลิตออกซิโทซินและตัวรับสารสื่อประสาทชนิดนี้อยู่เต็มไปหมด ซึ่งในมนุษย์ก็มีความคล้ายคลึงกัน ทำให้คาดได้ว่าความเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองจะเปลี่ยนให้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตรกลายเป็นแม่คนอย่างสมบูรณ์แบบโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นคนรักเด็กมาก่อนหรือไม่ก็ตาม ส่วนแม่บางคนที่ไม่สนใจใยดีหรือทอดทิ้งลูกอ่อน อาจมีความผิดปกติทางเคมีในสมองเกิดขึ้นก็เป็นได้

3. ความหวาดกลัวของแม่จะถ่ายทอดไปสู่ลูก

นอกจากคนเราจะได้รับสืบทอดลักษณะทางพันธุกรรมต่าง ๆ มาจากแม่แล้ว ยังได้รับประสบการณ์บางอย่างที่ส่งต่อกันมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้มาจากการอบรมสั่งสอนโดยตรง เช่นกรณีที่เด็ก ๆ รู้จักหวาดกลัวในสิ่งเดียวกับที่แม่ของตนกลัวอยู่ก่อนแล้ว โดยที่แม่ไม่ได้บอกสอนให้กลัวสิ่งนั้นแต่อย่างใด

เพื่อที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนและมหาวิทยาลัยนิวยอร์กของสหรัฐฯ ใช้หนูทดลองตัวเมียจำนวนหนึ่งเข้ารับการฝึกให้กลัวกลิ่นเปปเปอร์มินต์ (peppermint) ซึ่งเป็นพืชตระกูลเดียวกับสะระแหน่ โดยจะใช้ไฟฟ้าช็อตหนูทุกครั้งที่มีการปล่อยกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยชนิดนี้

หลังจากนั้น หนูที่ผ่านการฝึกแล้วจะถูกทำให้ตั้งท้อง เมื่อลูกหนูคลอดออกมานักวิจัยก็จะปล่อยกลิ่นเปปเปอร์มินต์ให้พวกมันดมด้วยเช่นกัน แต่ไม่มีการช็อตไฟฟ้าร่วมด้วย อย่างไรก็ดีลูกหนูกลับแสดงอาการหวาดกลัวเวลาที่ได้กลิ่นดังกล่าว แม้ในขณะที่ไม่มีแม่ของมันอยู่ด้วย

ทีมผู้วิจัยอธิบายว่า ลูกหนูเรียนรู้ที่จะกลัวกลิ่นเปปเปอร์มินต์ด้วยตนเอง เพราะได้กลิ่นสารเคมีจากร่างกายแม่ที่หลั่งออกมาเมื่อเกิดความกลัว ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่อธิบายได้ว่า เหตุใดโรคกลัวสิ่งต่าง ๆ หรือโฟเบีย (phobia) รวมทั้งอาการผิดปกติจากความเครียดเพราะเหตุสะเทือนใจ (PTSD) จึงถ่ายทอดจากแม่มาสู่ลูกได้

ผู้หญิงตั้งครรภ์นอนบนเตียง

Science Photo Library

4. แม่กับลูก “มีกันและกัน” ต่างมีเซลล์ของอีกฝ่ายอยู่ในร่างกาย

เมื่อหญิงที่ตั้งครรภ์เริ่มท้องแก่ รกจะเติบโตขึ้นและเบียดชิดกับหลอดเลือดต่าง ๆ อย่างแนบแน่นมากขึ้น ทำให้เกิดช่องทางแลกเปลี่ยนสารเคมีรวมทั้งเนื้อเยื่อและเซลล์ร่างกายระหว่างแม่กับลูกในท้องได้ บางครั้งเซลล์ของทารกก็พลัดเข้าไปอยู่ในอวัยวะของแม่ โดยกลายเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์ประสาทของแม่ได้

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไลเดนของเนเธอร์แลนด์ เผยถึงการค้นพบดังกล่าวในวารสาร Molecular Human Reproduction โดยระบุว่าพบเซลล์ของผู้ชายในหญิงที่เพิ่งเสียชีวิตหลังจากการตั้งครรภ์และคลอดบุตร ซึ่งเชื่อว่าเป็นเซลล์จากลูกของหญิงเหล่านี้ที่ล้วนเป็นเพศชาย

ทีมนักวิจัยพบเซลล์ของลูกชายที่หลายอวัยวะภายในร่างกายแม่ ทั้งที่สมอง หัวใจ และไต โดยพบในอัตราส่วนราว 1 เซลล์ของลูกต่อทุก 1,000 เซลล์ของแม่ ทั้งยังพบเซลล์ร่างกายของมารดาในตัวลูกด้วยเช่นเดียวกัน

ในอดีตนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เชื่อว่า เซลล์แปลกปลอมจากร่างกายลูกจะทำให้แม่เป็นอันตรายและอาจเป็นโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเองได้ แต่ในปัจจุบันคาดว่าเซลล์ชนิดนี้ทำให้แม่มีสุขภาพดีขึ้น โดยป้องกันการเกิดมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจ

5. มีลูกหนึ่งคนทำให้แม่แก่ชราลงในระดับเซลล์หลายปี

เมื่อปีที่แล้วนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์จเมสันของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสาร Human Reproduction โดยระบุว่า ข้อมูลจากตัวอย่างเลือดของหญิงอเมริกันอายุ 20-44 ปี ราว 2,000 คนชี้ว่า หญิงที่มีบุตรแล้วจะมีความยาวของเทโลเมียร์ (Telomere) ซึ่งเป็นส่วนปลายของโครโมโซมหดสั้นลงกว่าหญิงที่ไม่มีบุตรโดยเฉลี่ย 4.2% ซึ่งเป็นความยาวที่เท่ากับเทโลเมียร์ของหญิงที่มีอายุแก่กว่าถึง 11 ปี

การค้นพบครั้งนี้ชี้ว่า การมีบุตรนั้นเร่งให้เซลล์ของผู้หญิงแก่ชราลงเร็วยิ่งขึ้น และยิ่งมีบุตรมากคนขึ้นเท่าไหร่ เทโลเมียร์ก็จะยิ่งหดสั้นลงเท่านั้น โดยความยาวของเทโลเมียร์เชื่อมโยงกับสุขภาวะของร่างกายในระยะยาวรวมทั้งอายุขัยด้วย

ส่วนผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นของสหรัฐฯ ก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่า ความเชื่อเรื่องที่แม่จะมีสุขภาพเสื่อมถอยและดูแก่ขึ้นกว่าอายุตามปีเกิดหลังมีลูกนั้นเป็นความจริง โดยการตั้งครรภ์คลอดบุตรแต่ละครั้งสามารถเร่งให้เซลล์ร่างกายชราลงกว่าเดิมได้อย่างน้อย 2 ปี

บทความก่อนหน้านี้บุรินทร์ เลือดร้อนโดนปืนจ่อ-จับกฤษณ์ห้อยหัวชั้น2 ยอมสาวเดียวสวยราวนางเอก-รักมั่น27ปี
บทความถัดไปเติมเต็มความรู้สึกวันแม่ เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม เยี่ยมยายพูล หญิงชราไร้ญาติ