ซากเรือไททานิกทรุดโทรมหนัก หวั่นหลักฐานประวัติศาสตร์สูญสิ้นในไม่ช้านี้

ซากเรือไททานิกทรุดโทรมหนัก หวั่นหลักฐานประวัติศาสตร์สูญสิ้นในไม่ช้านี้ – BBCไทย

ทีมสำรวจใต้ทะเลของบริษัทผู้ผลิตเรือดำน้ำ “ไทรทัน ซับมารีนส์” (Triton Submarines) ได้ลงสำรวจซากเรือไททานิกที่จมอยู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งถือเป็นการสำรวจครั้งแรกในรอบ 14 ปีที่ผ่านมา พวกเขาพบว่าซากเรือที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากที่สุดลำหนึ่งของโลก มีสภาพทรุดโทรมลงกว่าเดิมเป็นอย่างมาก โดยจุลินทรีย์ชนิดที่กัดกินโลหะเป็นตัวการสำคัญทำให้เรือผุกร่อนอย่างรวดเร็วและใกล้จะพังทลายลงทั้งหมดในไม่ช้านี้

ซากเรือไททานิกทรุดโทรมหนัก
ATLANTIC PRODUCTIONS /
ภาพจากยานดำน้ำลึกที่ลงสำรวจ เผยให้เห็นซากเรือบางส่วนที่ผุกร่อนไปอย่างมาก

ทีมสำรวจซึ่งรวมถึงคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ใช้ยานดำน้ำลึก DSV ซึ่งตั้งชื่อว่ายาน Limiting Factor ลงสำรวจและถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีบริเวณซากเรือไททานิก ซึ่งจมอยู่ที่ระดับความลึก 3,800 เมตร ห่างจากชายฝั่งนิวฟาวด์แลนด์ของแคนาดาออกไปราว 600 กิโลเมตร

แม้ทีมสำรวจจะพบว่าบางส่วนของซากเรือยังอยู่ในสภาพดี เช่นกระจกหน้าต่างของห้องผู้โดยสาร แต่อีกหลายส่วนกลับมีสภาพทรุดโทรมอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ฝั่งด้านขวาของเรือ เช่นบริเวณห้องบนดาดฟ้าทางฝั่งขวาทั้งหมดกำลังพังลงมา โดยลากเอาโครงสร้างของห้องพักเจ้าหน้าที่เดินเรือระดับสูงหลายห้องให้ทลายลงมาด้วย

ส่วนจุดชมซากเรือยอดนิยมที่ปรากฏในภาพถ่ายของไททานิกบ่อยครั้งอย่าง “อ่างอาบน้ำของกัปตัน” ได้สูญสลายไปหมดจนไม่มีเหลือให้เห็นอีกแล้ว

พาร์ก สตีเฟนสัน นักประวัติศาสตร์ผู้ค้นคว้าเรื่องราวของเรือไททานิก หนึ่งในทีมสำรวจครั้งนี้บอกว่า หลังคาทรงลาดเอียงของคลับเลานจ์ที่หัวเรือคือส่วนที่จะพังลงมาต่อจากนี้ ซึ่งจะส่งผลบดบังทัศนียภาพจนไม่สามารถมองเห็นภายในของเรือได้อีกต่อไป

“ไททานิกกำลังกลับคืนสู่ธรรมชาติ” สตีเฟนสันกล่าว

PA /
เรือ RMS ไททานิก ออกจากท่าที่เมืองเซาแธมป์ตัน เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 1912

เรือ RMS ไททานิก จมอยู่ใต้น้ำมานานถึงกว่า 100 ปี โดยเป็นเรือโดยสารข้ามมหาสมุทรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของยุคนั้น แต่กลับประสบอุบัติเหตุชนภูเขาน้ำแข็งในปี 1912 ระหว่างการเดินทางเที่ยวแรกจากเมืองเซาแธมป์ตันของอังกฤษ มุ่งหน้าไปยังนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึงกว่า 1,500 คน จากจำนวนผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 2,200 คน

ซากเรือที่จมอยู่ก้นมหาสมุทรแอตแลนติกแยกออกเป็นสองส่วน โดยตั้งอยู่ห่างกันราว 600 เมตร กระแสน้ำที่รุนแรง รวมทั้งความเค็มของน้ำทะเล และจุลินทรีย์ชนิดที่กัดกินโลหะ ทำให้ซากเรือไททานิกผุกร่อนลงอย่างรวดเร็ว โดยเคยมีผู้ประมาณการไว้ว่าซากเรือทั้งหมดอาจพังทลายลงเป็นฝุ่นที่ก้นทะเลภายในปี 2030 ที่จะถึงนี้

REEVE JOLLIFFE /
ยานดำน้ำ DSV ของบริษัทไทรทันซับมารีนส์ ได้รับการออกแบบมาให้ทนต่อแรงดันมหาศาลใต้มหาสมุทร

ดร. แคลร์ ฟิตซ์ซิมมอนส์ นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลของสหราชอาณาจักร หนึ่งในทีมสำรวจครั้งนี้บอกว่า “มีจุลินทรีย์กินโลหะจำนวนมหาศาลอยู่ที่ซากเรือ พวกมันทำให้เหล็กกลายเป็นแท่งสนิมคล้ายกับหินงอกหินย้อยในถ้ำไปทั้งลำ ซึ่งโครงสร้างที่ผุเป็นสนิมนี้พังลงมาได้ง่ายมาก”

ทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาถึงการผุกร่อนของโลหะชนิดต่าง ๆ กัน ภายใต้สภาพที่มีอุณหภูมิต่ำและแรงดันสูง รวมทั้งมีการกัดกร่อนของเกลือและจุลินทรีย์เช่นเดียวกับส่วนลึกของมหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อให้ทราบชัดว่าซากเรือไททานิกจะยังคงอยู่ต่อไปได้อีกนานเท่าใดกันแน่

ซากเรือไททานิกทรุดโทรมหนัก

Getty Images
“อ่างอาบน้ำของกัปตัน” ในภาพที่ถ่ายเมื่อปี 1996 ปัจจุบันไม่หลงเหลืออยู่ให้เห็นแล้ว

นายโรเบิร์ต บลายท์ นักประวัติศาสตร์และภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์การเดินเรือแห่งชาติของสหราชอาณาจักร แสดงความเห็นว่า “ซากเรือนี้เป็นวัตถุพยานเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่ของเหตุการณ์เรือไททานิกล่ม และในปัจจุบันผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้เสียชีวิตกันไปจนหมดแล้ว เราควรใช้เวลาที่เหลืออยู่เร่งศึกษาประวัติศาสตร์จากซากเรือนี้ให้ได้มากที่สุด ก่อนที่มันจะสูญสิ้นไปตลอดกาล”

บทความก่อนหน้านี้คอหวยตาลุกวาว! แห่ส่องขันน้ำมนต์ พิธีบวงสรวงบนเกาะ คำชะโนด ตรงเลขนักร้องดัง
บทความถัดไปเอกชนถก‘จุรินทร์’แก้วิกฤตอุตสากกรรมเหล็ก พร้อมสั่งเร่งรัดกฎหมายลูกให้บังคับใช้ทันเวลา