พะยูน : จากมาเรียมถึงยามีล ถอดบทเรียนการอนุบาลลูกพะยูนไทย

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทีมสัตวแพทย์ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พยายามสุดความสามารถที่จะรักษาชีวิตลูกพะยูนยามีล

พะยูน : จากมาเรียมถึงยามีล ถอดบทเรียนการอนุบาลลูกพะยูนไทย – BBCไทย

ทีมสัตว์แพทย์และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งสรุปบทเรียนการอนุบาลสัตว์น้ำ หลังการตายของลูกพะยูนขวัญใจชาวไทย “มาเรียม” และ “ยามีล” ยอมรับสัตว์ทะเลเกยตื้น มีโอกาสรอดน้อย แต่การตายของพะยูนน้อยทั้ง 2 ตัว จะต้องไม่สูญเปล่า

“การอนุบาลสัตว์น้ำทุกชนิดเป็นเรื่องยากมาก เพราะว่าโดยทั่วไปสัตว์ที่มาเกยตื้นมีโอกาสรอดเพียง 1% เท่านั้น คือ สัตว์เกยตื้น 100 ตัว มีโอกาสรอดแค่ 1 ตัว เพราะสัตว์ที่มาเกยตื้นคือสัตว์ที่อ่อนแอ ป่วยหนักหรือมีปัญหาเรื้อรังมาก่อน” รศ.สพญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมสัตวแพทย์ที่ดูแลลูกพะยูนให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย

การจากไปของ “ยามีล” เมื่อวันที่ 22 ส.ค. สร้างความสะเทือนใจให้กับประชาชนที่เฝ้าติดตาม การอนุบาลลูกพะยูนอย่างใกล้ชิดมาเป็นระยะเวลาหลายเดือน หลังก่อนหน้านี้ไม่นานเพิ่งจะสูญเสีย “มาเรียม” พะยูนขวัญใจประชาชนไปเมื่อคืนวันที่ 16 ส.ค.

ยามีลเป็นลูกพะยูนเพศผู้ที่มาเกยตื้นเมื่อวันที่ 1 ก.ค. บริเวณชายหาดบ่อม่วง ต.ทรายขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ หลังจากนั้นได้รับการอนุบาล ภายใต้การดูแลของทีมสัตวแพทย์ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ทีมสัตวแพทย์พบว่ายามีลมีอาการเกร็งท้อง เอ็กซเรย์พบลำไส้เล็กมีการสะสมของแก๊สจำนวนมาก และมีหญ้าทะเลอุดตันในกระเพาะอาหาร ยามีลอาการแย่ลงเรื่อย ๆ จนวันที่ 22 ส.ค. พะยูนน้อยเกิดภาวะช็อค หัวใจหยุดเต้น

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
ยามีล ลูกพะยูนเพศผู้ พบเกยตื้นที่ จ.กระบี่ เมื่อ 1 ก.ค. ตายเมื่อ 22 ส.ค.

“หลับให้สบายครับยามีล ไปอยู่กับมาเรียมแล้ว สบายแล้วนะครับ ขอโทษที่มนุษย์อย่างพวกเรายังไม่สามารถที่จะเข้าใจถึงศาสตร์แห่งพะยูนได้ลึกซึ้งพอที่จะทำให้ยามีลได้อยู่บนโลกใบนี้ไปอีกนาน ๆ” นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์เฟซบุ๊กไว้อาลัยพะยูนมาเรียมและยามีล

ด้านเพจเฟซบุ๊กของกรมทรัพยากรทางธรรมชาติและชายฝั่ง (ทช.) ซึ่งเป็นช่องทางที่ทีมสัตวแพทย์ใช้สื่อสารกับประชาชนถึงการดูแลลูกพะยูนทั้ง 2 ตัวมาโดยตลอด ได้เขียนข้อความระบุว่า กรม ทช. ขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุด และขออภัยพี่น้องชาวไทยที่ไม่สามารถช่วยอนุบาลลูกพะยูนทั้งสองตัวให้มีโอกาสรอดกลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างที่ตั้งใจไว้

“กรม ทช. ขอขอบพระคุณพี่น้องชาวไทยที่ติดตามและให้ความสนใจ ความรัก เมตตาที่มีต่อลูกพะยูนที่พลัดหลงจากแม่ ทั้งรายน้องมาเรียม และน้องยามีลต่อเนื่องกันมานับร้อยวัน และขอขอบคุณทีมหมอ จิตอาสา ชุมชนเกาะลิบง จ.ตรัง อ่าวทึง จ.กระบี่ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง จากทุกภาคส่วนที่ช่วยกันดูแลต่อเนื่องกันมา”

ทช. ระบุด้วยว่า การจากจากไปของลูกพะยูนทั้ง 2 ตัวไม่ได้สูญเปล่า แต่ทิ้งองค์ความรู้ในการดูแลสัตว์ทะเลหายากไว้ พร้อมกับจิตสำนึกในการร่วมดูแลรักษาทะเลไว้ให้กับพวกเราชาวไทย และให้คำมั่นว่าจะร่วมกับพี่น้องประชาชนในการดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างดีที่สุดต่อไป

บทเรียน 1 : อาหารสำคัญที่สุด

บทเรียนแรกที่ รศ.สพญ.ดร.นันทริกา ได้รับจากการร่วมทีมดูแลลูกพะยูนมาเรียม คือ การจัดหาอาหารที่เหมาะสมสำหรับลูกพะยูน เพื่อให้มันได้สารอาหารที่ใกล้เคียงกับนมแม่มากที่สุด แต่ถึงที่สุดแล้วก็ไม่มีอะไรทดแทนนมแม่ได้

“ตอนแรกยามีลยังไม่ได้หย่านม นมก็เป็นปัจจัยสำคัญมากเลยที่ต้องให้อย่างเหมาะสม ทั้งด้านของปริมาณพลังงาน และความสามารถในการย่อย ปัญหาที่เราเจอจริง ๆ คือว่าลูกพะยูนที่มันไม่ได้นมแม่ภูมิคุ้มกันจะต่ำ อะไรนิดหน่อยก็จะติดเชื้อ เป็นง่ายมาก ๆ ง่ายกว่าสัตว์ปกติเยอะเลย เพราะฉะนั้นข้อควรระวังให้เขาค่อย ๆ สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา แต่ค่อนข้างจะยากมาก ไม่รู้เลยว่าจังหวะไหนที่เขาจะมีปัญหา”

ยิ่งอายุน้อยเท่าไรความสามารถในการย่อยอาหารก็จะน้อยตาม เปรียบเทียบกันระหว่างมาเรียม ที่เมื่อครั้งเข้ามาอยู่ในการอนุบาล มาเรียมมีฟันที่ใช้ในการบดเคี้ยวหญ้าทะเลสลับกับการกินนมได้แล้ว ต่างกับยามีลที่เริ่มต้นยังไม่มีฟัน จึงต้องป้อนนมเป็นหลัก เพราะฉะนั้นโอกาสที่ระบบในร่างกายจะไม่สามารถทำงานจึงเกิดขึ้น ด้วยเกิดความไม่สมดุลของสารต่าง ๆ ในร่างกาย

บทเรียน 2 : สถานที่อนุบาล

รศ.สพญ.ดร.นันทริกา เห็นว่าลูกพะยูนที่เกยตื้นควรได้รับการอนุบาลในบ่อปิดแทนที่จะอนุบาลในสภาพธรรมชาติ

“ที่เราพลาดไปคือเราปล่อยสัตว์ที่อาจจะอายุน้อยเกินไปเข้าไปอยู่ในทะเล แล้วมันมีปัจจัยอื่นที่เรานึกไม่ถึง เช่น ศัตรูตามธรรมชาติ หรือการโดนชนมา พอเขายังต้องกินนมอยู่ การให้ไปอยู่ในทะเลจะทำให้เขาได้รับอาหารไม่ค่อยเพียงพอ”

ทีมสัตว์แพทย์ตัดสินใจอนุบาลมาเรียมในสภาวะธรรมชาติคือในทะเล แต่ปรากฏว่าสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากการคาดการณ์ คือ มาเรียมต้องเจอกับ “มลภาวะ” โดยเฉพาะขยะพลาสติก ซึ่งสัตว์น้ำไม่สามารถรู้ได้ถึงภัยอันตรายจากขยะเหล่านั้น

พะยูน : จากมาเรียมถึงยามีล
SIRACHAI ARUNRUGSTICHAI/AFP/GETTY IMAGES
มาเรียม ลูกพะยูนเพศเมีย ตายเมื่อวันที่ 16 ส.ค. การผ่าพิสูจน์ซากพบเศษพลาสติกอุดตันในลำไส้

รศ.สพญ.ดร.นันทริกาเสนอว่า การอนุบาลพะยูนในอนาคตนั้นควรแบ่งเป็นสองส่วน คือ พะยูนโตเต็มวัย และ ลูกพะยูนที่ยังไม่หย่านม ซึ่งต้องมีกระบวนการและสถานที่ดูแลที่ต่างกัน

“ข้อแรกถ้าเกิดสัตว์ยังไม่หย่านม ก็ต้องมาเลี้ยงในสภาวะปิดก่อน แล้วค่อย ๆ ให้อาหาร ที่ช่วงแรกอาจจะต้องบดให้เขากินก่อน เพราะว่าในลำไส้เขาอาจจะยังไม่มีแบคทีเรียที่ใช้ย่อย”

รศ.สพญ.ดร.นันทริกา วางแผนว่าจะทำการเพาะเชื้อจากขี้พะยูนที่เก็บได้ในธรรมชาติ แล้วทำการแช่แข็งเอาไว้สำหรับป้อนให้กับลูกพะยูน เพื่อช่วยเสริมการย่อยในลำไส้ เมื่อพะยูนโตพอที่จะให้กินหญ้าทะเล เพราะปัญหาการย่อยหญ้าทะเลไม่พบในพะยูนตัวเต็มวัย

หลังจากอนุบาลลูกพะยูนในสภาวะปิดระยะหนึ่งแล้วจึงค่อย ๆ ปล่อยพะยูนลงสู่ทะเล แต่ต้องกันพื้นที่ให้อยู่ในขอบเขตที่จำกัดหรือ “คอกในทะเล” เพื่อให้สัตวแพทย์ตามไปดูแลได้

บทเรียน 3 : อุปกรณ์เฉพาะสำหรับดูแลพะยูน

“ตอนนี้อุปกรณ์ที่ใช้ดูแลพะยูนอยู่ ไม่ได้ถูกออกแบบสำหรับสัตว์ที่ใหญ่ขนาดนี้ กระทั่งอย่างวาฬ โลมา พอถึงเวลาต้องการจำเป็นต้องใช้ ล้วงไปมีความยาวไม่พอ ขนาดยังไม่เหมาะสม”

นอกเหนือจากการปรับปรุงวิธีการอนุบาล รศ.สพญ.ดร.นันทริกา เล่าว่า การพัฒนาอุปกรณ์ในการดูแลรักษาก็ต้องทำควบคู่กันด้วย ปัญหาที่พบคือ ขนาดของเครื่องมือที่มีใช้อยู่ในหน่วยงาน ยังไม่เหมาะสมสำหรับการดูแลสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ จึงมีการติดต่อพูดคุยกับทางประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถออกแบบและปรับปรุงเครื่องมือดังกล่าวให้เหมาะสมได้

“อีกอย่างหนึ่งเราก็ยังต้องการอุปกรณ์ เช่น เครื่องอัลตราซาวด์ ที่สามารถลงน้ำได้ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ใต้น้ำ เคลื่อนย้ายได้ ซึ่งต้องสั่งทำเป็นพิเศษ”

บทเรียน 4 : ต้องมีแผนพิทักษ์พะยูนแห่งชาติ

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดี ทช. ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า ในรอบสัปดาห์นี้มีพะยูนตายถึง 4 ตัว คือ มาเรียม ยามีล พะยูนอีก 1 ตัวเกยตื้น และอีก 1 ตัวพบบาดแผลคล้ายปลากระเบนแทง

“ใน 1 ปี มีพะยูนเกยตื้นในประเทศไทยประมาณ 13- 15 ตัว แต่ปี 2562 มีพะยูนเกยตื้น 17 ตัวแล้ว ซึ่งถือว่ามากกว่าปกติ แต่ก็ยังไม่มากจนเกินไป” นายจตุพรกล่าว

การตายและการเกยตื้นของพะยูน ทำให้นายวราวุธ ศิลปะอาชา รมว. ทส. มีแนวคิดที่จะจัดทำ “แผนพิทักษ์พะยูนแห่งชาติ” ขึ้น คาดว่าจะยกร่างเสร็จในเดือน ต.ค.

แผนพิทักษ์พะยูนแห่งชาติประกอบด้วยหลายส่วนด้วยกัน เช่น มาตรการดูแลถิ่นอาศัย การปรับปรุงองค์ความรู้ทางการวิจัย การดูแลรักษาทรัพยากร การลาดตระเวน เป็นต้น เพื่อเป็นมาตรการในการดูแลฝูงพะยูน ซึ่งขณะนี้มีประชากรในน่านน้ำไทย 250 ตัว ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย แต่กระจุกตัวมากที่ จ.ตรัง คือ เกือบ 180 ตัว

“ชาวบ้านอยู่ได้ พะยูนก็ต้องอยู่ได้ การที่จะทำให้ประชากรพะยูนเพิ่มขึ้น หัวใจสำคัญคือการทำให้ชาวบ้านและสัตว์ทะเลหายากอย่างพะยูน อยู่กันอย่างเกื้อกูล ถ้าเราไปโฟกัสเฉพาะอนุรักษ์พะยูน แต่ชาวบ้านไม่รู้จะทำอะไร ปัญหาจะตามมา ที่ผ่านมาพะยูนมีปริมาณมากขึ้นเกิดจากประชาชนนะ ที่เขารักและเขาร่วมกันปกป้องดูแล จนเป็นกลุ่มพิทักษ์พะยูนที่เกาะลิบง ก่อนหน้าที่แทบจะหมดแล้ว”

นายจตุพรกล่าวว่า ทช. อยู่ระหว่างการก่อสร้างศูนย์ดูแลสัตว์ทะเลหายากที่ จ.ภูเก็ต และกำลังขออนุมัติก่อสร้างอีกแห่งหนึ่งที่ จ.ระยอง เพื่อรักษาสัตว์ทะเลในฝั่งอ่าวไทย โดยจะมีรถบริการรักษาสัตว์ทะเลในพื้นที่ใกล้เคียงด้วย

บทความก่อนหน้านี้ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกรบ.ค่ายภท.
บทความถัดไปမန်းညွန့်ဦးမောင်ကလေး၊ အငြိမ့်မင်းသမီးကို ရည်းစားထားခဲ့သူ