ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร : อดีตหัวหน้าอุทยานฯ แก่งกระจาน “ไม่กังวล” หลังดีเอสไอแถลงพบกระดูกบิลลี่

“ยังไม่ถึงเวลาที่ผมต้องพูด” นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี บอกกับบีบีซีไทยหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงข่าวการพบชิ้นส่วนกระดูกของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ “บิลลี่” แกนนำต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนของชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย

ชัยวัฒน์เป็นหนึ่งในคนที่พบบิลลี่ก่อนที่เขาจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อ 17 เม.ย. 2557 เนื่องจากชัยวัฒน์และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แก่งกระจานอีก 3 คนเป็นผู้ที่จับกุมบิลลี่ฐาน “มีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครอง” ก่อนจะปล่อยตัวไปโดยไม่แจ้งข้อหา ตามที่เขาให้การกับตำรวจไว้ก่อนหน้านี้

ปัจจุบันชัยวัฒน์ วัย 55 ปี ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) มีหน้าที่ดูแลกลุ่มป่าพนมดงรัก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด คือ มุกดาหาร สุรินทร์ ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญและอุบลราชธานี

“ผู้บริหารมอบหมายให้ผมมาปราบปรามการลักลอบตัดไม้พะยูงและการลักลอบนำยาเสพติดข้ามชายแดนไทย-กัมพูชา” ชัยวัฒน์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับบีบีซีไทยช่วงเช้าวันนี้ (4 ก.ย. 2562)

ชัยวัฒน์ไม่ขอพูดถึงข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมบิลลี่เนื่องจากคดีอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ อย่างไรก็ตามเขาบอกว่าไม่ได้รู้สึกกังวลเพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ยอมรับว่ารู้สึก “เป็นห่วง” เจ้าหน้าที่อุทยานฯ แก่งกระจานที่อยู่ในเหตุการณ์ควบคุมตัวบิลลี่เมื่อ 5 ปีก่อน

“ผมพร้อมให้สัมภาษณ์อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่ผมต้องพูด” เขาบอก

“ฤทธิ์ของบิลลี่”

ชัยวัฒน์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าอุทยานฯ แก่งกระจานระหว่างปี 2551-2557 ซึ่งเป็นงานที่เขาบอกว่า “ชอบมาก” เพราะถนัดการทำงานด้านป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและชอบการทำงานในพื้นที่

แต่การทำงานในป่าแก่งกระจานของชัยวัฒน์ก็เกิดเป็นความขัดแย้งขึ้นเมื่อเขานำกำลังเข้าไปเผาบ้านและยุ้งฉางของนายโคอิ มีมิ หรือ “ปู่คออี้” ผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยในเขตอุทยานฯ เหตุเกิดเมื่อปี 2553 และ 2554

การเผาบ้านปู่คออี้ทำให้ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย รวมทั้งบิลลี่ยื่นฟ้องชัยวัฒน์และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

ชัยวัฒน์บอกกับบีบีซีไทยว่า เขาไม่เคยจับกุมชาวกะเหรี่ยงในป่าแก่งกระจาน ถ้าเป็นชุมชนที่อยู่มาดั้งเดิมและทำตามกฎหมาย พร้อมกับยืนยันว่าไม่เคยมองชาวกะเหรี่ยงในแง่ร้าย แต่เหตุที่ต้องนำปฏิบัติการการเผาครั้งนั้น “เป็นเหตุผลด้านความมั่นคงและเป็นเรื่องการจัดภัยคุกคาม”

หลังจากบิลลี่หายตัวไป ชัยวัฒน์บอกว่าเขา “โดนฤทธิ์ของบิลลี่” ทำให้ถูกย้ายไปเป็นผู้อำนวยการส่วนต้นน้ำปราจีนบุรี เมื่อปี 2557 จากนั้นได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่าหรือที่รู้จักกันว่า “หน่วยฯ พญาเสือ” ก่อนจะถูกตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 (อุดรธานี) แล้วย้ายมาเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ตั้งแต่ ต.ค. 2561 จนถึงปัจจุบัน โดยมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาหน่วยฯ พญาเสือด้วยอีกตำแหน่ง

“ผมยังคงดูแลเรื่องทรัพยากรป่าไม้อยู่” เขาบอก พร้อมกับชื่นชมนโยบายของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคนใหม่

“ท่านรัฐมนตรีมีนโยบายชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องให้ความเป็นธรรมกับชุมชน คนที่อยู่ในป่าอย่างถูกต้อง มีหลักฐานชัดว่าอยู่มาก่อน (ประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์) ต้องได้อยู่และได้ทำกิน อันนี้ผมชอบนะแต่คนไหนที่บุกรุก เข้ามาอยู่หลังปี 2557 ต้องดำเนินการโดยเด็ดขาด นี่เป็นนโยบายที่ให้ความเป็นธรรมทั้งกับคนที่อยู่ในป่ามาก่อนและให้ความเป็นธรรมกับผืนป่าด้วย”

คดีความ

ชัยวัฒน์ยอมรับว่าชีวิตของเขาเต็มไปด้วยคดีความ ทั้งเป็นฝ่ายที่ถูกฟ้องร้องและฝ่ายที่ฟ้องร้องคนอื่น

“ผมมีคดีเยอะ เพราะผมฟ้องทุกคนที่กระทำความผิด ทั้งคดีล่าช้าง นายทุนรุกป่าสร้างรีสอร์ต ผมทำทุกวัน เพราะผมไม่กลัวใครอยู่แล้ว”

สองคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคม คือ คดีที่เขาตกเป็นจำเลยร่วมในคดีจ้างวานฆ่านายทัศน์กมล โอบอ้อม อดีตผู้สมัครส.ส. พรรคเพื่อไทย จ.เพชรบุรี และแกนนำในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับกลุ่มกะเหรี่ยงบางกลอย เมื่อปี 2554 ซึ่งชัยวัฒน์ระบุว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้พิพากษายกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอและขณะนี้คดีสิ้นสุดแล้ว

อีกคดีหนึ่งคือ คดีที่นายสมัคร ดอนนาปี อดีตผู้อำนวยการสำนักอุทยานฯ ฟ้องชัยวัฒน์ข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกชัยวัฒน์ 12 เดือน ขณะนี้อยู่ระหว่างฎีกา

ส่วนคดีอื่น ๆ ที่ชัยวัฒน์ฟ้องร้องนักสิทธิมนุษยชนและเอ็นจีโอบางกลุ่มนั้น เขาบอกว่าไม่ได้ติดตามคดีจริงจัง และส่วนใหญ่อัยการได้สั่งไม่ฟ้อง

ห่วงป่าแก่งกระจาน

จากประสบการณ์ 6 ปีที่เป็นหัวหน้าอุทยานแห่งนี้ ชัยวัฒน์บอกว่าป่าแก่งกระจาน “เป็นที่ลึกลับและมีผลประโยชน์เยอะมาก” ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นที่มาของความพยายามที่จะให้เขาถูกย้ายออกจากพื้นที่มาโดยตลอด

เขายอมรับด้วยว่า คดีการหายตัวไปของบิลลี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อุทยานฯ แก่งกระจานไม่ได้รับการขึ้นทะเบียบเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ผ่านมา

“แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่าสถานะการเป็นมรดกโลกไม่ได้สำคัญมากเท่ากับว่าเราต้องอนุรักษ์ป่าผืนนี้ไว้ให้ได้”

ชัยวัฒน์รับราชการมาแล้ว 30 ปี ยังเหลืออายุราชการอีก 5 ปี เขายอมรับว่ารู้สึก “เบื่อ” หลังจากพบปัญหาในการทำงานมากขึ้น

“ผมก็เบื่อนะ เจ้าหน้าที่คนอื่นเขาไม่มีเรื่องหรอก เพราะคนที่จะกล้าทำกล้าชน ก็มีแต่เรานั่นแหละ พอทำไปแล้วเจอผู้มีอิทธิพล นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง มันก็เป็นอย่างนี้ละครับ ชีวิตข้าราชการ ถ้าจะสู้ก็ต้องยอมบาดเจ็บ ผมอยากให้ชีวิตผมเป็นตัวอย่างว่า ข้าราชการถ้าสู้แล้วต้องเจอแบบนี้ ก็คงไม่เหลือใครทำงาน เรื่องที่ผมโดนทั้งหมดมันเป็นเรื่องงานทั้งหมด ไม่มีเรื่องส่วนตัว” เขาทิ้งท้าย

บทความก่อนหน้านี้ทารก 24 นิ้ว อายุ 7 วัน ดับสลด แม่แทบขาดใจ ลูกเพิ่งลืมตาดูโลกไม่นาน
บทความถัดไปตร. ชี้ บอย เอเอฟ สึกด้วยตัวเอง งง กลับไปบวชซ้ำ ลั่น ทำไม่ได้!