นักเตะอังกฤษเผยประสบการณ์หนีตาย หลังถูกเจ้าชายซาอุฯ สารภาพรัก

Eamonn O'Keefe เอมอน โอคีฟ กับเจ้าชายอับดุลลาห์ บิน นัสเซอร์ และหนึ่งในพระชายาของพระองค์ ที่ภัตตาคารในกรุงลอนดอนปี 1976

นักเตะอังกฤษเผยประสบการณ์หนีตาย หลังถูกเจ้าชายซาอุฯ สารภาพรัก – BBCไทย

ในค่ำคืนของหน้าร้อนที่ แกรนด์โฮเทล โรงแรมหรูในเมืองคานส์ ปี 1976 ชายผู้รวยล้นฟ้ากับชายกระเป๋าแห้งยืนอยู่ในลิฟต์ด้วยกัน

ชายผู้ร่ำรวยคนนั้นคือ เจ้าชายอับดุลลาห์ บิน นัสเซอร์ พระราชนัดดา (หลาน) ของกษัตริย์ผู้ก่อตั้งซาอุดีอาระเบีย และพระโอรสของอดีตผู้ปกครองกรุงริยาด

ส่วนชายกระเป๋าแห้งคือ นายเอมอน โอคีฟ นักฟุตบอลอังกฤษ บุตรชายของช่างพิมพ์ ที่อาศัยอยู่ในเมืองโอลดัม ทางเหนือของเมืองแมนเชสเตอร์

ชายทั้งสองกลับจากคาสิโน เจ้าชายอับดุลลาห์ ทรงเสียพนัน พระองค์มักเล่นเสียเสมอ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร หากคุณเป็นเจ้าชายแห่งซาอุดีอาระเบีย

ส่วนเอมอนนั้น ไม่ได้เล่นพนัน แต่เขาก็ชนะ โดยเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านั้น เขาเป็นเพียงนักเตะสำรองของสโมสรพลีมัธ อาร์ไกล์ ทีมในชั้นที่ 3 ของการแข่งขันฟุตบอลอังกฤษ ผู้พยายามหาเงินเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว

แต่ตอนนี้เขาเดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว พักโรงแรมห้าดาว และกำลังท่องเที่ยวไปทั่วยุโรปกับหนึ่งในสมาชิกของราชวงศ์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

แต่ระหว่างอยู่ในลิฟต์ตอนนั้น เจ้าชายอับดุลลาห์ ทรงหันมาหาเอมอน

พระองค์ตรัสว่า “ฉันมีอะไรอยากบอกเธอ” ทรงวางพระหัตถ์ที่หัวไหล่เขา “ฉันคิดว่าฉันรักเธอ”

ตอนนั้นเอมอน สัมผัสได้ถึงลมหายใจของเจ้าชาย มันเป็นกลิ่นบุหรี่และวิสกี้ยี่ห้อจอห์นนี่ วอล์กเกอร์

เขาตอบกลับไปอย่างประหม่าว่า “พระองค์หมายถึง แบบน้องชาย?”

“ไม่” เจ้าชายอับดุลลาห์ตรัส “ไม่ใช่แบบน้องชาย”

เหตุการณ์ในค่ำคืนของฤดูร้อนที่เมืองคานส์ครั้งนั้น คือจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่

Eamonn (front left) pictured with the Manchester Boys team

Eamonn O’Keefe
เอมอน (คนซ้ายสุดแถวหน้า) สมัยร่วมทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

เอมอน ซึ่งปัจจุบันอายุ 65 ปี เติบโตขึ้นในอังกฤษยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ครอบครัวเขาอาศัยอยู่ในบ้านขนาด 3 ห้องนอนที่สำนักงานเขตจัดให้แก่ผู้มีรายได้น้อย เขามีพี่น้องผู้ชาย 3 คน พี่น้องผู้หญิงอีก 2 คน และหมาอีก 1 ตัว รวมทั้งยาย

“ผมยังสงสัย” เขาพูดพร้อมรอยยิ้มกับความทรงจำวัยเด็กว่าสมาชิกในครอบครัวอยู่รวมกันได้อย่างไรในบ้านหลังเล็กเช่นนั้น

พ่อของเขาเป็นชาวไอริช ต้องทำงานหลายอย่าง และยังทำทีมฟุตบอลของโรงเรียนคาทอลิกแห่งหนึ่ง ส่วนแม่ของเขามีหน้าที่ซักรีดชุดนักบอล ขณะที่เอมอน รับหน้าที่วิ่งเก็บลูกบอลและขัดถูมันให้เงางามสำหรับการแข่งขันนัดต่อไป

บ้านของเอมอนยังอยู่ติดกับสวนสาธารณะ ซึ่งเขามักใช้เป็นสถานที่เล่นฟุตบอลจนดึกดื่น เขาเป็นนักเตะฝีมือดี จนได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด จนกระทั่งเขาขาหักระหว่างการแข่งขันนัดหนึ่ง

ความฝันที่จะเตะบอลให้ทีมดังเจ้าสนามโอลด์แทรฟฟอร์ดของเอมอนต้องพังทลายลง เขาจึงตัดสินใจออกจากโรงเรียนแล้วไปทำงานเป็นเด็กวิ่งทำธุระเล็ก ๆ น้อย ๆ ของหนังสือพิมพ์แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์

เมื่อขาเริ่มหายดี เอมอนจึงเซ็นสัญญากับทีมสตาลีบริดจ์ เซลติก สโมสรกึ่งอาชีพที่อยู่ใกล้บ้าน และมีผู้จัดการคนแรกคือ จอร์จ สมิธ อดีตนักเตะที่พยายามผันตัวไปเป็นโค้ชให้ทีมฟุตบอลต่างชาติ

ตอนนั้น จอร์จเคยมีประสบการณ์เป็นโค้ชให้ทีมฟุตบอลในไอซ์แลนด์ จากนั้นเขาก็ลาออกจากทีมสตาลีบริดจ์ เซลติก ไปเป็นผู้จัดการของทีมอัล-ฮิลาล หนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในซาอุดีอาระเบีย

หลังจากนั้นไม่นาน เอมอน ก็ออกจากทีมสตาลีบริดจ์ เซลติก เช่นกัน เพื่อไปเซ็นสัญญาในฐานะนักเตะอาชีพที่สโมสรพลีมัธ อาร์ไกล์ ในเมืองพลีมัธ

แต่ชีวิตที่นั่นเต็มไปด้วยความยากลำบาก เงินเดือนแทบจะไม่พอจ่ายค่าเช่าบ้าน เอมอนอยู่ที่นั่นได้ไม่ถึงหนึ่งฤดูกาลก็ตัดสินใจลาออกมา เมื่อกลับบ้านในแมนเชสเตอร์ เขาก็ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากซาอุดีอาระเบีย

Eamonn, who still lives in north-west England, revisiting one of his former streets in Manchester

BBC / Jon Parker Lee
เอมอนกลับไปเยือนบ้านที่เคยอยู่วัยเด็กในแมนเชสเตอร์

มันคือจดหมายจาก จอร์จ สมิธ อดีตผู้จัดการของเขา ที่ชักชวนให้เอมอนไปลองเล่นฟุตบอลให้ทีมอัล-ฮิลาล เป็นเวลาหนึ่งเดือน หากเขาชอบและรับมือกับอากาศร้อนได้ เขาก็จะกลายเป็นนักเตะจากยุโรปคนแรกที่เซ็นสัญญาเล่นให้ทีมนี้

“ตอนนั้นเป็นเดือนพฤศจิกายน ผมคิดว่าเป็นช่วงที่หิมะตกในแมนเชสเตอร์” เอมอน เล่า “ผมเลยคิดว่ามันเป็นข้อเสนอที่ไม่เลวเลย”

ที่จริงมันไม่ใช่แค่เรื่องสภาพอากาศที่ดึงดูดเขา แต่ตอนนั้น เอมอน ซึ่งมีอายุ 22 ปีแต่งงานและมีลูกเล็ก 2 คน คิดว่าการไปค้าแข้งที่ซาอุดีอาระเบียน่าจะช่วยให้เขาผ่อนบ้านหมดเร็วว่าที่คิด

ก้าวแรกที่ได้เหยียบซาอุดีอาระเบีย เอมอนก็รับรู้ได้ว่ามันคือโลกที่ต่างออกไป เจ้าหน้าที่ชาวซาอุฯ เอาหนังสือพิมพ์เอ็กซ์เพรสฉบับวันอาทิตย์ของเขาไป แล้วเอากรรไกรตัดรูปผู้หญิงออกไปให้เหลือไว้แค่ส่วนหัว

“มันอาจแย่ไปกว่านี้” เอมอน บอก “ผู้ชายคนถัดจากเขามีนิวส์ออฟเดอะเวิลด์” (แทบลอยด์ของอังกฤษที่มักมีภาพหญิงสาวแต่งกายวาบหวิว) หลังจากนั้น เอมอนก็เจอเรื่องช็อกทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง

ที่กรุงริยาด จอร์จ มารับเอมอนที่สนามบินด้วยรถบิวอิคก์คันโต แล้วพาเขาเข้าพักที่โรงแรมห้าดาวที่มีอาหารและเครื่องดื่มฟรีไม่อั้น

สำหรับเอมอนแล้ว นี่คืออีกโลก มันไม่ใช่แค่อากาศร้อน ต้นปาล์ม หรือทะเลทรายที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แต่มันคือโลกแห่งความมั่งคั่งเกินจะจินตนาการ

Eamonn O'Keefe (second from right) playing for Al-Hilal in Saudi Arabia in the 1970s

Eamonn O’Keefe
เอมอน โอคีฟ (คนที่ 2 จากขวา) กับเพื่อนร่วมทีมอัล-ฮิลาล

เอมอนได้พบเจ้าชายอับดุลลาห์ ประธานสโมรสรอัล-ฮิลาล เป็นครั้งแรกที่สนามซ้อมของทีมในกรุงริยาด ซึ่งตอนนั้นเขายังอยู่ในช่วงของการทดลองงาน

ตอนนั้น จอร์จ เข้ามาบอกว่า “เห็นรถคันนั้นไหม นั่นประธานของเรา เขาคือคนชี้ขาดเรื่องเซ็นสัญญา ดังนั้นนายต้องเล่นให้เต็มที่”

ทันใดนั้น ลูกบอลก็เข้ามาทางปีกขวา เอมอนกระโดดโหม่งบอลพุ่งเข้ามุมบนของประตู จากนั้นเขาก็โชว์ลีลาความสามารถทั้งหมดที่มี

“ไม่ว่านายจะคิดเท่าไหร่” จอร์จกระซิบข้างหูเอมอนเรื่องค่าตัวที่เขาจะเรียก “ให้เพิ่มเลขศูนย์เข้าไปอีกตัว”

หลังการซ้อมจบลง เอมอน เข้าไปพบเจ้าชาย ซึ่งพระองค์ตรัสถามว่าโรงแรมที่พักโอเคหรือไม่ เอมอนตอบว่าโอเค จากนั้นพระองค์ตรัสถามจอร์จว่าเขาพอใจกับการเล่นของเอมอนหรือไม่ ซึ่งจอร์จตอบว่าเขาพอใจมาก

“งั้นก็กลับไปที่โรงแรมแล้วเขียนค่าตัวที่คุณต้องการ” เจ้าชายตรัส

เอมอนกับจอร์จช่วยกันเขียนรายการที่จะเรียกตั้งแต่ จำนวนค่าตัว รถยนต์ส่วนตัว อพาร์ตเมนต์ ตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน โรงเรียนเอกชนสำหรับลูกทั้งสองของเอมอน จากนั้นในการฝึกซ้อมนัดถัดมา จอร์จ ได้ยื่นรายการดังกล่าวให้เจ้าชายอับดุลลาห์

“ไม่มีปัญหา” พระองค์ตรัส

ที่อังกฤษ เอมอน มีรายได้สัปดาห์ละ 40 ปอนด์ บวกรายได้จากการเล่นบอลอีก 15 ปอนด์ แต่ที่ซาอุดีอาระเบีย เขามีรายได้ประมาณ 140 ปอนด์ ซึ่งเทียบเท่ากับ 1,100 ปอนด์ในปัจจุบัน (ราว 41,000 บาท) แถมยังไม่ต้องเสียภาษีและไม่มีเรื่องต้องกังวลใจใด ๆ

Short presentational grey line

BBC

หลังเซ็นสัญญา เอมอนบินกลับแมนเชสเตอร์ เก็บกระเป๋าแล้วกลับไปกรุงริยาดพร้อมด้วยครอบครัว

ที่นั่น ภรรยาของเขาได้ทำงานรายได้ดีที่ธนาคารในเครือซิตี้แบงก์ และการที่ทีมมีการฝึกซ้อมเพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เอมอนจึงฆ่าเวลาอยู่ริมสระว่ายน้ำ เลี้ยงลูก หรือไม่ก็คุยเรื่องบอลกับจอร์จ พวกเขามีช่วงเวลาอันแสนสุขในเมืองแห่งทะเลทราย “ผมยังจำภาพเด็ก ๆ กับห่วงยางได้” เอมอน บอก

เจ้าชายอับดุลลาห์ทรงโปรดเอมอนมาตั้งแต่ต้น ทรงซื้อรถหรูให้เขา และมักชวนเขาไปดื่มน้ำชา สนทนากับพระญาติของพระองค์ พวกเขาดูฟุตบอลด้วยบนทีวีจอยักษ์ ซึ่งถือเป็นของหรูในสมัยนั้น

มันดูเหมือนเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ หนุ่มผมบลอนด์จากอังกฤษได้รับการต้อนรับสู่ราชวงศ์ซาอุฯ แต่เอมอนก็ชอบมันมาก เขายังหนุ่มแน่น เต็มไปด้วยความมั่นใจ และพบว่าคนซาอุฯ ทำตัวติดดินอย่างน่าประหลาด จนบางครั้งก็เหมือนกับที่แมนเชสเตอร์ แต่ต่างกันที่เพื่อน ๆ ของเขาที่นี่เป็นผู้ปกครองประเทศ

ส่วนในสนาม อะไร ๆ ก็ไปได้สวย เอมอนชอบเพื่อนร่วมทีม และทีมได้เข้าไปถึงรอบรองสุดท้ายในรายการคิงส์คัพ

อย่างไรก็ตาม ซาอุดีอาระเบียก็ไม่ได้ดีไปเสียทุกเรื่อง ครั้งหนึ่งเอมอนเคยขับรถพาลูก ๆ ไปที่จัตุรัสแห่งหนึ่งซึ่งกำลังมีการเฆี่ยนประจาน แต่ชีวิตโดยรวมของเขานั้นถือว่าดีทีเดียว

เมื่อฤดูกาลแข่งขันจบลง ครอบครัวโอคีฟได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่อังกฤษ ก่อนที่พวกเขาจะออกเดินทาง เจ้าชายอับดุลลาห์ได้ตรัสถามเบอร์โทรศัพท์ที่บ้านของเอมอน

“ฉันก็วางแผนจะไปอังกฤษเหมือนกัน” เจ้าชายตรัส “เราน่าจะมาเจอกันนะ”

Eamonn pictured with Al Hilal

Eamonn O’Keefe
เอมอนเป็นนักเตะจากยุโรปคนแรกที่เซ็นสัญญาเล่นให้ทีมในซาอุดีอาระเบีย

หลังจากอยู่อังกฤษได้ 3 สัปดาห์ เจ้าชายอับดุลลาห์ได้โทรไปที่บ้านแม่ของเอมอน ซึ่งครอบครัวโอคีฟพักอยู่ ตอนนั้นเอมอนไม่อยู่บ้าน แม่ของเขาจึงเป็นคนรับสาย

“ท่านฝากข้อความไว้ที่โทรศัพท์น่ะ…เพื่อนเจ้าชายคนนั้น” แม่เอมอนบอก

จากนั้นเอมอนก็โทรกลับไปหาเจ้าชายแบบเก็บเงินปลายทางที่โรงแรมหรูใกล้ห้างแฮร์รอดส์ในกรุงลอนดอน 2 วันต่อมาเขาขึ้นรถไฟจากแมนเชสเตอร์เข้าลอนดอนโดยมีคนขับรถของเจ้าชายมารอรับที่สถานี

ในเมืองหลวง เอมอน ติดตามเจ้าชายอับดุลลาห์ไปจับจ่ายสินค้าหรูหราและพักที่โรงแรมห้าดาว แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ช่วยของพระองค์ได้เดินทางกลับกรุงริยาด เจ้าชายจึงตรัสถามเอมอนว่าเขาอยากมาทำหน้าที่ผู้ช่วยพระองค์ในการทัวร์ยุโรปแทนหรือไม่

โดยจุดหมายปลายทางต่อจากกรุงลอนดอนก็คือ กรุงปารีส เมืองคานส์ กรุงโรม กรุงไคโร จากนั้นจึงเดินทางกลับซาอุดีอาระเบีย เจ้าชายตรัสว่า พระชายาของพระองค์ต้องการซื้อเฟอร์นิเจอร์ ส่วนพระองค์วางแผนจะหาความบันเทิงตามคาสิโนต่าง ๆ ในยุโรป

ตอนนั้นเอมอนตัดสินใจตอบตกลง เพราะภรรยาและลูก ๆ ของเขามีแผนจะเดินทางไปเวลส์กับแม่ยายของเขาอยู่แล้ว

Short presentational grey line

BBC

ถึงตอนนี้ เจ้าชายซาอุฯ และหนุ่มจากแมนเชสเตอร์ ได้กลายเป็นสหายที่ไม่น่าจะโคจรมาพบกันได้

“เราเข้ากันได้ดี เราหัวเราะกันได้ตลอด” เอมอน เล่า “ผมคิดว่าพระองค์ทรงเบื่อหน่ายกับบรรดาพระสหายที่เอาแต่สูบเลือดสูบเนื้อพระองค์”

ที่สนามบินชาร์ลส์ เดอ โกล ในปารีส เอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียรอถวายการต้อนรับเจ้าชายและคณะ “มีการติดธงชาติที่รถอะไรแบบนั้นด้วย” เขาเล่า

ขณะที่เจ้าชายทรงร่วมการประชุมต่าง ๆ ทรงฝากกระเป๋าใบหนึ่งให้เอมอนช่วยดูแล ราวหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น โทรศัพท์ในห้องพักโรงแรมที่กรุงปารีสของเขาดังขึ้น ที่ปลายสายคือเจ้าชาย พระองค์ทรงขอให้เอมอนนำกระเป๋าใบดังกล่าวลงไปให้พระองค์ เมื่อรับกระเป๋าไป ทรงเปิดมันออกมา

ตอนนั้นเอมอนแทบช็อก เพราะเขาเพิ่งรู้ว่าในกระเป๋านั้นเต็มไปด้วยเงินฟรังก์ฝรั่งเศส

“มันเหมือนกับในทีวี เงินถูกอัดแน่นเต็มไปหมด…แถมผมยังวางมันไว้ตรงที่นั่งตอนที่เดินไปหากาแฟดื่มที่สนามบิน…นึกออกไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมเกิดทำมันหาย”

คืนนั้น เอมอนรับประทานอาหารค่ำบนเรือที่ล่องไปตามแม่น้ำแซน ก่อนจะดื่มด่ำไปกับวิวอันงดงามของมหานครปารีสจากระเบียงห้อง แล้วเขาก็เคลิ้มหลับไปอย่างเป็นสุข แต่ฝันหวานของเขากำลังจะจบลง

2 วันต่อมา พวกเขานั่งเครื่องบินไปเมืองคานส์ ซึ่งทั้งสองไปสนุกที่คาสิโนและขึ้นลิฟต์มาด้วยกัน

Eamonn with his car in the Saudi desert

Eamonn O’Keefe
เอมอนกับรถยนต์คู่ใจในทะเลทรายซาอุดีอาระเบีย

หลังจากเจ้าชายทรงเผยความในใจ จู่ ๆ ก็รู้สึกเหมือนว่าลิฟต์มันเล็กลงไป เอมอน ย้อนความทรงจำนั้น

เจ้าชายทรงเผยความรู้สึกที่พระองค์มีอย่างชัดเจน เอมอนก็ด้วย เขาไม่ใช่เกย์ เขาไม่ต้องการความสัมพันธ์ในรูปแบบนั้น เขาแค่อยากเป็นนักบอลเท่านั้น

“มันกินเวลาราว 15 วินาที (กว่าที่ประตูลิฟต์จะเปิด)” เอมอน เล่า “แต่มันรู้สึกเหมือนยาวนานนับเดือน มันเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกอย่างน่าขนลุก”

ตอนนั้นเองที่การเดินทางทัวยุโรปได้จบลง บรรยากาศและแผนการเดินทางได้เปลี่ยนไปทันที โดยแทนที่จะพักที่กรุงโรม 3 คืน ก็ลดเหลือเพียงคืนเดียว จากที่จะแวะที่กรุงไคโร พวกเขาก็บินตรงกลับซาอุดีอาระเบียเลย

เอมอนรู้สึกกระดากใจ แต่ไม่ได้กังวล ในลิฟต์ เจ้าชายตรัสว่า ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะกลับไปเป็น “ประธานสโมสรกับนักเตะ” และเอมอนก็เชื่ออย่างนั้น

“ผมไม่เคยคิดเลยสักนาทีว่าผมจะตกอยู่ในอันตราย…ผมคิดว่าผมมีสัญญา และเราจะกลับไปเป็นตามปกติ”

ทว่าเมื่อกลับไปถึงกรุงริยาด ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ความสัมพันธ์แบบชายรักชายถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และยังเป็นมาถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่สมาชิกราชวงศ์ที่ยังคงมีอำนาจล้นฟ้ามาจนถึงปัจจุบัน

เอมอนไม่เคยคิดจะเปิดโปงความลับของเจ้าชาย แต่ถ้าพระองค์ต้องการเพิ่มแรงกดดันล่ะ?

เอมอนรู้สึกกังวล หรืออาจพูดได้ว่า หวาดระแวง เขาเลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้จอร์จฟัง เพื่อขอความมั่นใจ แต่เขากลับไม่ได้มัน

“พวกเขาไม่ปล่อยนายไว้แค่นี้แน่เจ้าทึ่ม” จอร์จพูด

Short presentational grey line

BBC

จอร์จ สมิธ ซึ่งปัจจุบันอายุ 84 ปี ยังจำเรื่องนี้ได้ดี เขาคิดว่าเอมอนใช้เวลาอยู่กับเจ้าชายมากเกินไป และคิดว่าเจ้าชายทรงทุ่มเงินกับเอมอนมากเกินไปเช่นกัน

“ผมคิดว่าพวกเขาสนิทกันเกินไป และท่านประธาน (เจ้าชายอับดุลลาห์) ทรงทราบดี และทราบว่าผมก็เป็นห่วงเรื่องนี้”

ตอนที่จอร์จรู้เรื่องที่เมืองคานส์ เขาบอกเอมอนให้ออกจากซาอุดีอาระเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง “เขาตกอยู่ในอันตราย… อาจเกิดอะไร ๆ ขึ้นได้ทั้งนั้น”

เอมอน ตัวชา เขาไปล่วงรู้ความลับของหนึ่งในชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศนี้ และเขาคิดว่านั่นทำให้เขาตกอยู่ในอันตราย คืนนั้นเอมอนนอนที่โซฟาบ้านจอร์จ และเอาแต่จ้องมองเพดาน เขาอายุ 22 ปี ห่างจากบ้านเกิดเมืองนอน และเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ครอบครัวเขายังอยู่ในอังกฤษ และเขาไม่มีทางให้ลูกและภรรยากลับมาที่ริยาด

แต่การจะเดินทางออกจากซาอุดีอาระเบียได้นั้น เอมอนจะต้องได้รับการเซ็นยินยอมจากเจ้านายในวีซ่าขาออก และเจ้านายเขาก็คือ เจ้าชายอับดุลลาห์ ตอนนี้เองที่เอมอนรู้สึกว่าตัวเองกำลังติดอยู่ในกรงทอง

Jimmy Hill, pictured on the Parkinson show in 1976, was involved in releasing Eamonn from his Saudi contract

BBC
จิมมี ฮิลล์ หนึ่งในบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่สุดในแวดวงฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งมีส่วนช่วยเอมอนให้หลุดพ้นจากสัญญาเตะกับทีมอัล-ฮิลาล

เช้าวันต่อมา เอมอนตัดสินใจโกหก

เขาบอกเจ้าชายว่าพ่อของเขาป่วยและต้องการให้เขากลับไปเยี่ยมที่อังกฤษ เจ้าชายทรงรับฟังแต่บอกว่าจะคุยเรื่องนี้ในวันรุ่งนี้

วันต่อมา เอมอนไปพบเจ้าชายที่สโมสร ซึ่งพระองค์กำชับไม่ให้ใครเข้าไปรบกวนการสนทนาของพวกเขาในห้อง

“นี่เป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นที่ฝรั่งเศสใช่ไหม” เจ้าชายถาม “ฉันไม่เชื่อว่าเธอจะกลับมาที่นี่อีก”

เอมอนพยายามโน้มน้าวเจ้าชาย จนพระองค์ทรงหยิบปากกาแล้วเริ่มเขียนเป็นภาษาอาหรับ มันคือข้อตกลงอนุญาตให้เอมอนกลับอังกฤษได้ แต่แค่ 1 สัปดาห์

เอมอน อ่านภาษาอาหรับไม่ออก แต่รู้ดีว่าเขากำลังจะเซ็นชีวิตทั้งชีวิตของเขาไป เขาจึงทำมันไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันก็ฉีกมันทิ้งไปไม่ได้

“ท่านอยากให้ผมเซ็นมันใช่ไหม” เอมอนถาม “ผมเชื่อใจท่านด้วยสัญญาภาษาอาหรับฉบับนี้ แต่ท่านกลับไม่เชื่อใจผม…ได้เลย…ไม่มีปัญหา”

เอมอนทำท่าจะหยิบปากกาเซ็น แต่ในวินาทีสุดท้าย เจ้าชายทรงฉวยกระดาษแผ่นนั้น ฉีกมันออก แล้วโยนทิ้งถังขยะ

“ฉันจะจัดเที่ยวบินให้เธอ” เจ้าชายตรัสอย่างไม่เต็มใจนัก

Short presentational grey line

BBC

วันรุ่งขึ้น เอมอนไปที่สนามบินด้วยเสื้อผ้าสำหรับใส่หนึ่งสัปดาห์ เพื่อไม่ให้ใครสงสัย ในใจเขาเต็มไปด้วยความกลัวที่เจ้าชายอาจเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ

พอเครื่องลงจอดที่กรุงลอนดอน เอมอนเอากำปั้นชกเบาะที่นั่งด้านหน้าด้วยความดีใจ แต่ปัญหาเขายังไม่จบลงแค่นั้น เพราะการจะกลับมาเล่นฟุตบอลอาชีพในอังกฤษอีกครั้ง เขาจะต้องมีหนังสือปล่อยตัวจากสโมสรอัล-ฮิลาล เพื่อให้สามารถลงทะเบียนกับสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ได้

หลังจากพูดคุยกับเอฟเอ เอมอนได้รับแฟ็กซ์จากกรุงริยาด ที่เรียกร้องเงินชดเชยดังนี้

  • จ่าย 9,000 ริยัล (ราว 300,000 บาทในปัจจุบัน) ฐานละเมิดสัญญา
  • จ่าย 1,500 ริยัล เป็นค่าซ่อมแอร์ที่บ้านพักของเอมอน
  • จ่ายคืนเงิน 300 ปอนด์ ที่กู้ยืมจากเจ้าชายอับดุลลาห์
  • ยกเลิกเงินเดือน 1 เดือนที่สโมรสรยังค้างชำระเอมอน

เอมอนยอมรับข้อเรียกร้องแรก แต่รู้สึกว่าข้อที่เหลือเป็นการแก้แค้นของเจ้าชาย เพราะเขาไม่เคยยืมเงินและแอร์ที่บ้านพักของเขาก็ไม่ได้พัง

เอมอนพูดคุยกับเอฟเอ และในวันที่ 22 พฤศจิกายน 1976 เขาได้รับโทรเลขให้โทรหา จิมมี ฮิลล์ หัวหน้าทีมชาติซาอุดีอาระเบียคนใหม่ ฮิลล์ คือหนึ่งในบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่สุดในแวดวงฟุตบอลอังกฤษ

Jimmy Hill's telegram to Eamonn

Eamonn O’Keefe
โทรเลขจาก จิมมี ฮิลล์ ที่ขอให้เอมอนโทรหาเพื่อเจรจาปัญหากับทีมอัล-ฮิลาล

เอมอนโทรหาฮิลล์ ซึ่งพ่อของเอมอนที่เป็นนักเคลื่อนไหวในสหภาพแรงงาน แจ้งต่อฮิลล์ว่า เขายินดีจะเปิดโปงเรื่องที่เมืองคานส์ต่อฟีฟ่าและต่อชาวโลก

2 สัปดาห์ต่อมาได้มีการเจรจากันที่อังกฤษ ระหว่างเพื่อนของจอร์จและเอมอน, ตัวแทนจากทีมอัล-ฮิลาล และเอมอน หลังการเจรจาที่เผ็ดร้อน ชายทั้งหมดได้จับมือกัน 1 สัปดาห์ต่อมา สโมสรอัล-ฮิลาล ได้ส่งจดหมายปล่อยตัวเอมอน ทำให้เขาสามารถกลับมาเล่นฟุตบอลอาชีพที่บ้านเกิดได้

นักเตะอังกฤษเผยประสบการณ์หนีตาย

BBC / Jon Parker Lee
ปัจจุบันเอมอนกลับมาใช้เวลาในวัยเกษียณที่แมนเชสเตอร์ แต่ยังทำงานพาร์ตไทม์ให้ทีมเอฟเวอร์ตัน

การผจญภัยในซาอุดีอาระเบียของเอมอนจบลงแล้ว แต่ความทรงจำเมื่อ 40 กว่าปีก่อนยังคงแจ่มชัดในความทรงจำของเขา

เอมอนได้รับอิสรภาพ แต่เขากลายเป็นคนถังแตก เพราะเงินเดือนจากการเล่นบอลส่วนใหญ่อยู่ในบัญชีธนาคารที่ซาอุดีอาระเบีย เขาต้องกลับไปทำงานหนังสือพิมพ์ที่เคยทำ และเริ่มเล่นฟุตบอลกึ่งอาชีพ ก่อนจะค่อย ๆ ไต่เต้าไปเล่นให้สโมสรเอฟเวอร์ตันในพรีเมียร์ลีก

เขายังเคยเล่นให้ทีมชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ที่ดวลกับทีมชาติอังกฤษที่สนามเวมบลีย์ในปี 1985 และได้คุมทีมฟุตบอลท้องถิ่นในไอร์แอนด์ ปัจจุบันเขากลับมาใช้เวลาในวัยเกษียณที่แมนเชสเตอร์ และกำลังฟื้นตัวหลังเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเมื่อปี 2017

“ถ้ามัน (เหตุการณ์ในลิฟต์) ไม่เกิดขึ้น ผมคงยังอยู่ต่อที่ซาอุดีอาระเบีย…ผมอาจไม่มีวันได้เล่นให้เอฟเวอร์ตันหรือทีมชาติไอร์แลนด์” เอมอนกล่าว


ส่วนเจ้าชายอับดุลลาห์ ทรงเป็นประธานสโมสรอัล-ฮิลาล จนถึงปี 1981 นอกจากเรื่องฟุตบอลแล้วก็ไม่มีใครทราบเรื่องราวของพระองค์มากนัก

ทางการซาอุดีอาระเบียไม่ยอมเปิดเผยว่าเจ้าชายยังมีพระชนม์ชีพอยู่หรือไม่ แต่เว็บไซต์ทีมอัล-ฮิลาล ระบุว่าพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว ผู้สื่อข่าวในตะวันออกกลางระบุว่าพระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อปี 2007 ส่วนอีกรายบอกว่าอาจเป็นปี 2006

Eamonn O'Keefe

BBC / Jon Parker Lee

ทุกวันนี้ เอมอน ยังวนเวียนอยู่ในแวดวงฟุตบอล เขาเก็บงำเรื่องในลิฟต์มานานหลายปี แต่เมื่อ 8 ปีก่อน เขาได้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเองที่ชื่อ I Only Wanted To Play Football เพื่อบอกเล่าชีวิตในสนามฟุตบอลของเขา และยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เขาอยากบอกให้เพื่อนร่วมทีมในซาอุดีอาระเบียได้รู้ว่าเหตุใดเขาจึงจากทีมมา

ช่างภาพ: จอน พาร์เกอร์ ลี

บทความก่อนหน้านี้ประกันสังคมเผยทำฟันผู้ประกันตนไม่ต้องสำรองจ่าย เดือน ส.ค. 62 ยอดบริการ 2 แสนกว่าครั้ง จ่ายไปแล้วกว่า 151 ล้านบาท
บทความถัดไปป.ป.ท. ปัดดอง คดีชัยวัฒน์จับบิลลี่ ยันสอบสวนเต็มที่ แต่เปิดเผยรายละเอียดไม่ได้