ภาวะโลกร้อน : เราไม่ใช่ เกรียตา ทุนแบร์ย จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือ

21 ก.ย. 2562 - 12:47 น.

ภาวะโลกร้อน : เราไม่ใช่ เกรียตา ทุนแบร์ย จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือ – BBC

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

โดย จัสติน ราวแลตต์

ผู้สื่อข่าวบีบีซีด้านสิ่งแวดล้อม

อย่ามานั่งพูดอ้อมค้อมกันเลย คำตอบก็คือ ความพยายามที่จะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของคน ๆ เดียวไม่สามารถสร้างประโยชน์อะไรขึ้นมาได้

ลองคิดดูสิ การที่คน ๆ หนึ่งหันไปกินผักแทนเนื้อสัตว์ หรือนั่งรถเมล์แทนขับรถส่วนตัว จะสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมขึ้นมาได้จริง ๆ หรือ

นี่เป็นข้อสรุปที่อาจทำให้คุณรู้สึกห่อเหี่ยวใจ หมดหวัง และอดไม่ได้ที่จะถามตัวเองว่า แล้วเราจะมานั่งพยายามไปทำไม

และนี่คือสิ่งที่ผมถาม เกรียตา ทุนแบร์ย นักรณรงค์แก้ปัญหาโลกร้อนชาวสวีเดนวัย 16 ปี ตอนมีโอกาสได้เจอเธอเมื่อเดือนที่แล้ว แทนที่จะนั่งเครื่องบินไปเข้าร่วมการประชุมแก้ปัญหาโลกร้อนที่นครนิวยอร์ก เกรียตาเดินทางโดยเรือยอร์ชที่ขับเคลื่อนด้วยพลังลม และไฟฟ้าจากแผงพลังแสงอาทิตย์บนใบเรือ และกังหันใต้น้ำ แทน

คุณจำเรือลำนั้นได้ใช่ไหม ที่คนบนเรือต้องขับถ่ายลงในถังพลาสติกสีน้ำเงิน

“ประเด็นคือการสร้างความคิดเห็นขึ้นมา การไม่นั่งเครื่องบินไม่เพียงลดการปลดปล่อยคาร์บอนเท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณไปถึงคนรอบตัวคุณว่าวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องจริง และมันช่วยผลักดันให้เกิดความเคลื่อนไหวทางการเมือง”

นี่เป็นคำตอบที่ดี และช่วยให้เราเข้าใจว่าเหตุใดคนทั่วโลกถึงให้ความสนใจในเด็กตัวเล็ก ๆ คนนี้

Justin Rowlatt and Greta Thunberg
BBC
จัสติน ราวแลตต์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี กับ เกรียตา

สิ่งที่ผมเถียงกลับไปอาจจะฟังดูรุนแรงไปหน่อย ผมถามเธอว่า “งั้นก็หมายความว่าคุณกำลังพยายามทำให้พวกเราที่เหลือรู้สึกผิดงั้นเหรอ”

“ไม่” คือคำตอบเรียบ ๆ จากเธอ เกรียตาอธิบายว่า เธอไม่คิดว่ามันเป็นหน้าที่ของเธอที่จะไปนั่งบอกคนอื่นว่าพวกเขาควรจะใช้ชีวิตอย่างไร เธอทำตามสิ่งที่เธอเชื่อเท่านั้นเอง

เกรียตา บอกว่า ตัวเธอถือเป็นกรณีพิเศษ “หลายคนเชื่อในสิ่งที่ฉันพูด ฉันอยู่ในสื่อเยอะ ฉันสามารถสร้างอิทธิพลให้คนได้เยอะ ฉันมีภาระความรับผิดชอบที่ใหญ่กว่าเพราะมีฐานคนฟังที่ใหญ่กว่า”

ก่อนหน้านี้ เธอเคยพยายามเข้าร่วมการประชุมผ่านวิดีโอ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้น่าจดจำเท่าไร “ฉันคิดว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมได้มากกว่าหากฉันและคนหนุ่มสาวอีกหลายคนเดินทางไปที่นั่นจริง ๆ”

หากพิจารณาจากความสนใจจากสื่อที่เธอได้ เธอก็พูดถูก

แต่ว่ากันตรง ๆ คุณไม่ใช่ เกรียตา ทุนแบร์ย แม้ว่าการกระทำของคุณจะส่งผลต่อโลกและคนบางคน แต่การกินเนื้อสัตว์น้อยลงไม่ได้จะทำให้ทั้งโลกเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อลดการปลดปล่อยคาร์บอนลงได้

Malizia II racing yacht
Reuters
เกรียตาใช้เวลาราว 2 สัปดาห์ นั่งเรือไปนครนิวยอร์ก
Blue plastic poo bucket
AFP
คนบนเรือต้องขับถ่ายลงในถังพลาสติกสีน้ำเงิน

คำถามคือ แล้วเราจะพยายามกันไปทำไม

นี่เป็นคำถามสำหรับนักปรัชญามากกว่า ปีเตอร์ ซิงเงอร์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ซึ่งนิตยสารนิวยอร์กเกอร์ บอกว่าเป็น “นักปรัชญาที่ยังมีชีวิตอยู่ที่ทรงอิทธิพลที่สุด”

ศ.ซิงเงอร์ บอกว่า เราไม่เพียงต้องทำอะไรสักอย่าง แต่มันเป็นความรับผิดชอบทางศีลธรรมที่เราต้องทำ

“ผมคิดว่านี่เป็นความท้าทายทางศีลธรรมที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งในศตวรรษที่ 21 หรืออาจจะสำคัญที่สุดเลยก็ได้ หากเราไม่ลงมือทำอะไร เราจะทำให้คนที่มีชีวิตอยู่ รวมถึงคนรุ่นต่อไป ตกอยู่ในอันตราย”

เขาเปรียบเทียบว่า คนคิดว่าเป็นเรื่องผิดแน่หากคุณเอารถแทรกเตอร์วิ่งเข้าไปทำลายไร่สวนทำกินของคนในแอฟริกา แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็นำไปสู่ผลลัพธ์เดียวกัน

ศ.ซิงเงอร์ บอกว่า การที่สาเหตุมาจากก๊าซที่เรามองไม่เห็น และผลกระทบจะเกิดขึ้นในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีความรับผิดชอบในเชิงศีลธรรมที่จะลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลง

เขาบอกว่า การที่การกระทำของเราส่งผลเล็กน้อยในกระบวนการไม่ได้ทำให้จุดมุ่งหมายเปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม เราก็มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในส่วนนี้

ผมเชื่อว่าเราทุกคนเห็นว่าสิ่งที่ ศ.ซิงเงอร์ พูดมีเหตุผล แล้วทำไมเราไม่ลงมือทำอะไรบางอย่างเสียที

เคลลี ฟีลดิง ศาสตราจารย์ทางจิตวิทยาด้านพฤติกรรม จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ในเมืองบริสเบนของออสเตรเลีย บอกว่า มนุษย์เราไม่ได้เป็นคนที่มีจิตวิญญาณเสรี มีความคิดอิสระ อย่างที่เราชอบจินตนาการว่าเราเป็น

“สิ่งที่นักจิตวิทยาด้านสังคมรู้คือ สิ่งที่คนเราเลือกทำได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่คนอื่นทำ แม้ว่าเราจะไม่รู้ตัวก็ตาม มันฟังดูขัดแย้งกัน เราคิดว่าเราตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่จริง ๆ แล้วเราทำตามคนอื่น”

เมื่อพูดถึงประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เธอบอกว่าเราไม่ได้รับแรงกระตุ้นจากเพื่อนและคนในครอบครัว หรือจากรัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ

อย่างไรก็ดี ผลสำรวจหลายแหล่งแสดงให้เห็นว่า คนทั่วโลกรู้สึกกังวลเรื่องนี้ขึ้นเรื่อย ๆ ผลสำรวจของรอยเตอร์ พบว่า ในขณะที่ 69 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกันอยากให้รัฐบาลใช้นโยบายอย่างเด็ดขาดในการจัดการกับปัญหาความเปลี่ยนทางสภาพภูมิอากาศ มีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่ยินดีจะจ่ายเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อจะทำให้นโยบายเกิดขึ้นมาจริง ๆ

สิ่งที่ผู้ตอบแบบสอบถามบอกคือ : “ใช่ ปัญหามีอยู่ แต่มันไม่ใช่หน้าที่ของฉันที่จะแก้ไขมัน”

ภาวะโลกร้อน

Greta Thunberg BBC

โอเปก บอกว่า กลุ่มนักเรียนที่ออกมาประท้วงเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็น “ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุด” ต่ออุตสาหกรรมค้าน้ำมัน

ศ.ฟีลดิง บอกว่า แต่นี่ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ เธอบอกว่า เมื่อคนต้องการแรงกระตุ้น สิ่งที่ต้องทำก็แค่ทำให้คนบางคนเริ่มลงมือ และคนอื่นก็จะทำตาม

คำพูดดังกล่าวทำให้ย้อนกลับมาคิดเรื่อง เกรียตา และเรือยอร์ช ของเธออีกครั้ง อย่างที่เธอบอกไว้ การกระทำของเราไม่ได้ส่งผลสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่สำคัญที่มันส่งสัญญาณไปให้คนอื่นอย่างไร

สิ่งที่คุณทำส่งผลต่อเพื่อนและครอบครัวคุณ และจะสร้างพื้นที่ให้รัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ ลงมือทำอะไร และนั่นก็จะกระตุ้นให้คนอื่น และประเทศอื่น ๆ ทำอะไรมากขึ้น

และความเปลี่ยนแปลงก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว ใครจะไปคิดว่ามีบริษัทผลิตเบอร์เกอร์โดยไม่ใช้เนื้อสัตว์อย่าง Beyond Meat จะมีมูลค่าเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โอเปก กลุ่มผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก บอกว่า กลุ่มนักเรียนที่ออกมาประท้วงเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็น “ภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุด” ต่ออุตสาหกรรมค้าน้ำมัน

ประเด็นคือ ยิ่งเราลงมือทำมากเท่าไร สภาพภูมิอากาศจะเปลี่ยนแปลงน้อยลงเท่านั้น และโลกสำหรับตัวเราเองและลูกหลาน รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ก็จะน่าอยู่มากขึ้น

นี่ฟังดูมีเหตุผลพอที่เราจะเปลี่ยนวิถีชีวิตบางอย่างของเราไม่ใช่หรือ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ภาวะโลกร้อน : เราไม่ใช่ เกรียตา ทุนแบร์ย จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง