70 ปี สาธารณรัฐประชาชนจีน : จีนกลายมาเป็นชาติที่มั่งคั่งที่สุดในโลกชาติหนึ่งได้อย่างไร

Getty Images

70 ปี สาธารณรัฐประชาชนจีน : จีนกลายมาเป็นชาติที่มั่งคั่งที่สุดในโลกชาติหนึ่งได้อย่างไร

โดย เวอร์จีเนีย แฮร์ริสัน และ ดาเนียล พาลัมโบ

บีบีซีนิวส์

จีนใช้เวลาไม่ถึง 70 ปี จากการเป็นชาติที่โดดเดี่ยว สู่การกลายเป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลกชาติหนึ่ง

ในขณะที่ชาติมหาอำนาจแห่งเอเชียกำลังเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี วันก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน มาดูกันว่าจีนสร้างความมั่งคั่ง (และความไม่เท่าเทียม) อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนได้อย่างไร

“ตอนที่พรรคคอมมิวนิสต์ก้าวขึ้นสู่อำนาจ จีนอยู่ในสภาวะยากจนข้นแค้น” คริส เหลิง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประเทศจีนประจำธนาคาร DBS กล่าว

“ไม่มีคู่ค้า ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูต ต้องพึ่งตัวเองเป็นหลัก”

แต่ 40 ปีที่ผ่านมา จีนเริ่มใช้นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ เปิดให้มีเส้นทางการค้าและมีเงินลงทุนไหลเข้าประเทศ ส่งผลให้ประชากรหลายร้อยล้านคนไม่ยากจนอีกต่อไป

จีนในช่วงทศวรรษ 1950 เผชิญกับหายนะทางมนุษยชาติที่เลวร้ายที่สุดเมื่อนโยบายก้าวกระโดดครั้งใหญ่ หรือ The Great Leap Forward ของ เหมา เจ๋อตุง ที่พยายามจะเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจีนจากเกษตรกรรมให้กลายเป็นอุตสาหกรรมล้มเหลว และทำให้มีคน 10-40 ล้านคนเสียชีวิตระหว่างปี 1959 ถึง 1961 นับเป็นภาวะขาดแคลนอาหารที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

จากนั้นการปฏิวัติวัฒนธรรมในช่วงทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นความพยายามของ เหมา เจ๋อตุง ที่จะกำจัดศัตรูของพรรคคอมมิวนิสต์ ได้สร้างผลกระทบต่อสังคมจีนอย่างรุนแรง

เปิดประเทศ

หลังจาก เหมา เจ๋อตุง เสียชีวิตในปี 1976 การปฏิรูปต่าง ๆ นำโดย เติ้ง เสี่ยวผิง เริ่มทำให้เศรษฐกิจจีนเปลี่ยนแปลงไป เกษตรกรได้รับสิทธิในการทำเกษตรในที่ดินทำกินของตัวเอง ทำให้มาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และไม่ขาดแคลนอาหารเหมือนเดิมอีกต่อไป

ปี 1979 ประเทศเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนหลังจีนและสหรัฐฯ ปรับสัมพันธ์ทางการทูตกันใหม่ เงินทุนไหลเข้ามามหาศาลเพราะนักลงทุนเล็งเห็นว่าแรงงานและค่าเช่าในจีนราคาถูก

“ตั้งแต่ช่วงท้ายของยุค 70 เป็นต้นมา พูดได้เลยว่าเราได้เห็นปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจที่น่าทึ่งที่สุดในประวัติศาสตร์” เดวิด แมนน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์โลกประจำธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าว

ตลอดช่วงทศวรรษ 1990 เศรษฐกิจจีนเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว และยิ่งมากขึ้นไปอีกหลังเข้าร่วมองค์การการค้าโลกในปี 2001 ข้อจำกัดและภาษีต่าง ๆ ในประเทศอื่น ๆ ลดลง และไม่นานสินค้าจีนก็เดินทางไปทุกที่

.

BBC

ตัวเลขของวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (London School of Economics) ชี้ว่า ในปี 1978 มูลค่าสินค้าส่งออกของจีนอยู่ที่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ของการค้าทั่วโลก

มาถึงปี 1985 ตัวเลขพุ่งสูงเป็น 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และไม่ถึงสองทศวรรษถัดมา สินค้าส่งออกของจีนคิดเป็นมูลค่ารวม 4.3 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้จีนเป็นชาติผู้ค้ารายใหญ่ที่สุดในโลก

คนจนน้อยลง

การปฏิรูปทางเศรษฐกิจทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนหลายร้อยล้านคนดีขึ้น ธนาคารโลกบอกว่า คนมากกว่า 850 ล้านคนไม่ยากจนอีกต่อไป และภายในปี 2020 จีนจะสามารถกำจัดความยากจนแบบสุดโต่งได้

ขณะเดียวกัน การศึกษาของคนในประเทศก็ดีขึ้น ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ราว 27 เปอร์เซ็นต์ของคนทำงานในจีนจะมีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเท่ากับสัดส่วนในเยอรมนีในขณะนี้

.

BBC

ความไม่เท่าเทียมที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จทางเศรษฐกิจไม่ได้ไปทั่วถึงประชากรทั้ง 1.3 พันล้านคน มีตัวอย่างให้เห็นมากมายของคนที่มั่งคั่ง และชนชั้นกลางที่มีมากขึ้น ซึ่งอยู่เคียงข้างไปกับสังคมชนบทที่แรงงานมีทักษะต่ำและสูงอายุขึ้นเรื่อย ๆ

ธนาคารโลกระบุว่า รายได้ต่อคนในจีนยังเท่ากับตัวเลขในประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่

.

BBC

การเติบโตชะลอตัว

ตอนนี้ จีนกำลังเข้าสู่ช่วงที่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวแล้ว หลายปีที่ผ่านมา จีนพยายามจะพึ่งการส่งออกน้อยลง และหันมาทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตจากสินค้าบริโภคแทน อุปสรรคใหม่ที่จีนต้องเผชิญคือความต้องการสินค้าจีนจากตลาดโลกที่ลดน้อยลง และสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อ

อย่างไรก็ดี ถึงแม้อัตราการเจริญเติบโตจะลดลงเหลือแค่ระหว่าง 5-6 เปอร์เซ็นต์ จีนก็จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ทรงพลังที่สุดอยู่ดี

.70 ปี สาธารณรัฐประชาชนจีน

BBC

นอกจากนี้ จีนยังมีโครงการเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 (One Belt One Road) อีกด้วย โดยจะเป็นการเชื่อมโยงเส้นทางการค้าในหลายทวีป เชื่อมต่อเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรโลกเข้าด้วยกัน

บทความก่อนหน้านี้ภัยพลาสติกทางเลือก
บทความถัดไปราชกิจจาฯ เผยแพร่ ประกาศเปลี่ยนกรรมการบริหาร “พรรคการเมืองชื่อดัง”