มหาตมะ คานธี : 150 ปี แห่งชาตกาล กับ 7 ช่วงเวลาสำคัญในชีวิตมหาบุรุษแห่งอินเดีย

BBC อินเดียฉลอง 150 ปี แห่งชาตกาล มหาตมะ คานธี วันที่ 2 ต.ค.นี้

มหาตมะ คานธี : 150 ปี แห่งชาตกาล กับ 7 ช่วงเวลาสำคัญในชีวิตมหาบุรุษแห่งอินเดีย – BBCไทย

ช่วงทศวรรษที่ 1940 จักรวรรดิอังกฤษที่ทรงอำนาจต้องปราชัยให้กับบุรุษแห่งสันติผู้มีอาภรณ์เรียบง่ายคลุมกาย เขาคือ โมหันทาส กรัมจันท์ คานธี หรือที่คนทั่วไปเรียกเขาว่า “มหาตมะ” ซึ่งแปลว่า “ผู้มีจิตวิญญาณอันสูงส่ง”

ขณะนั้น อินเดียเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งมีสิทธิ์ชี้ขาดในเรื่องกฎหมายของบรรดาประเทศในอาณานิคม

มหาตมะ คานธี นักรณรงค์เคลื่อนไหวทางการเมืองผู้ชาญฉลาดได้นำการต่อสู้เรียกร้องเอกราชให้อินเดีย และต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้ยากไร้ทั้งหลาย

การต่อสู้แบบสันติวิธีที่ไร้ความรุนแรงของเขาในครั้งนั้นได้รับการยกย่องไปทั่วโลกและยังถูกกล่าวขานมาจนถึงปัจจุบัน

ในวาระครบรอบ 150 ปี การถือกำเนิดของเขา บีบีซีพาย้อนดูช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของมหาบุรุษผู้นี้

เกิดมาในครอบครัวชนชั้นสูง

โมหันทาส กรัมจันท์ คานธี ถือกำเนิดในเมืองปอร์บัณฑร รัฐคุชราต ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 1869 ในตระกูลชนชั้นสูง โดยบิดาของเขาเป็นมุขมนตรีรัฐ

Gandhi as a seven-year-old boy in Porbandar, India

Getty Images
คานธี ตอนอายุ 7 ขวบ

ส่วนมารดาของเขาเป็นผู้เคร่งครัดในศาสนา และปลูกฝังแนวคิดต่าง ๆ ให้คานธี ตั้งแต่เรื่องหลักจริยธรรมฮินดู การบริโภคมังสวิรัติ ความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างทางศาสนา การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และการไม่ใช้ความรุนแรง

ไม่ได้อยู่เคียงข้างตอนที่พ่อสิ้นใจ

ตอนอายุ 13 ปี คานธี แต่งงานกับ กัสตูรบา เด็กหญิงวัย 14 ปีที่อยู่ในละแวกเดียวกัน

เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น คานธี เริ่มมีความคิดต่อต้านความเชื่อทางศาสนาที่เคร่งครัดของครอบครัว ด้วยการรับประทานเนื้อสัตว์ เที่ยวซ่องโสเภณี แม้ในเวลาต่อมาเขาจะบอกว่าตนเองไม่ได้เปิดบริสุทธิที่นั่น

“ผมมัวเมากับบาป แต่พระเจ้าทรงเมตตาและปกป้องผมจากตัวผมเอง” คานธี เขียนถึงเรื่องดังกล่าวในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม คานธีมีความสนใจในการพัฒนาตัวเอง และสำนึกผิดต่อความชั่วในแต่ละครั้งที่ตนได้กระทำลงไป เช่นตอนที่พ่อของเขากำลังป่วยหนัก คานธี ได้ทิ้งพ่อไว้เพื่อไปมีเพศสัมพันธ์กับภรรยา ทำให้เขาไม่ได้อยู่ดูใจพ่อตอนที่ท่านสิ้นใจ

Gandhi's peaceful protest proved more persuasive than violence

iStock
การประท้วงอย่างสันติของคานธี ก่อให้เกิดผลสำเร็จมากกว่าการใช้ความรุนแรง

ในหนังสืออัตชีวประวัติของคานธี เขาได้เขียนถึงความรู้สึกผิดที่เกาะกินใจเขาจากเรื่องนี้ว่า “ผมรู้สึกละอายใจและเสียใจอย่างที่สุด ผมวิ่งไปที่ห้องพ่อ ผมตระหนักได้ว่าถ้าสัญชาตญาณสัตว์ไม่ครอบงำผม ท่านก็คงจะได้สิ้นใจในอ้อมแขนของผม”

ตอนที่ภรรยาของเขาตั้งท้อง และลูกได้เสียชีวิตลงหลังจากลืมตาดูโลกได้ไม่นาน คานธีมองว่านี่คือผลกรรมที่เกิดขึ้นจากการกระทำในครั้งนั้นของเขา

ประกาศถือพรหมจรรย์

ตอนที่เป็นนักศึกษากฎหมายในกรุงลอนดอน คานธีได้รู้จักกับสมาชิกสมาคมเทวปรัชญาหลายคน ซึ่งสนับสนุนให้เขาศึกษาตำราเกี่ยวกับศาสนาฮินดู โดยเฉพาะ “ภควัทคีตา” ซึ่งเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู

คานธี ระบุในเวลาต่อมาว่าตำราเหล่านี้ช่วยปลอบประโลมเขา นอกจากนี้เขายังเริ่มศึกษาเกี่ยวกับศาสนาอื่น ๆ ด้วย และได้รับอิทธิพลอย่างมากจากบันทึกการเทศนาของพระเยซูที่เรียกว่า “คำเทศนาบนภูเขา” และยังชื่นชอบ ลีโอ ตอลสตอย นักเขียนชาวรัสเซีย ผู้เขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง “สงครามและสันติภาพ” (War and Peace)

Mahatma Gandhi posing next to his wife Kasturba. India, 1915

Getty Images
คานธี และ กัสตูรบา ภรรยา ในปี 1915

ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยดึงเขากลับสู่หลักศาสนาฮินดู ที่เขาได้รับการพร่ำสอนในวัยเด็ก รวมถึงเรื่องการบริโภคมังสวิรัติ การละเว้นจากเครื่องดื่มมึนเมา และการละเว้นจากการเสพสังวาส

ในเวลาต่อมา คานธีประกาศถือพรหมจรรย์ โดยขณะนั้น เขามีลูกแล้ว 4 คน ส่วนลูกคนที่ 5 เสียชีวิตขณะคลอด จากนั้นเขาก็เริ่มแต่งกายด้วย “ชุดไว้ทุกข์” ซึ่งเป็นโจงกระเบนสีขาวแบบอินเดีย

คานธี ได้ทำการทดลองที่อื้อฉาว โดยขอให้ มานู ซึ่งเป็นหลานปู่ และผู้หญิงคนอื่น ๆ นอนร่วมเตียงเดียวกับเขาในสภาพเปลือยเปล่า “เพื่อทดสอบ ความสามารถในการเอาชนะความปรารถนาทางเพศของเขา”

แม้จะไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าเขาได้มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงเหล่านี้หรือไม่ แต่การทดสอบดังกล่าวก็ยุติลงภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย

หลังจบการศึกษา คานธี ได้เดินทางกลับอินเดีย เพื่อทำงานเป็นนักกฎหมาย แต่เขากลับแพ้คดีในการว่าความในคดีแรก และถูกไล่ออกจากสำนักงานของทางการอังกฤษ

ความอับอายทำให้คานธีตัดสินใจรับตำแหน่งงานในประเทศแอฟริกาใต้ โดยออกเดินทางโดยเรือเมื่อเดือน เม.ย. 1893 แล้วใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 21 ปี

ตอนที่ไปถึงแอฟริกาใต้ เขาถูกห้ามไม่ให้โดยสารในรถไฟชั้นหนึ่ง เพราะสีผิวของเขา

Indian lawyer, activist and statesman Mohandas Karamchand Gandhi recuperating after being severely beaten in South Africa, 18th February 1908.

Getty Images
คานธี ขณะทำงานเป็นนักกฎหมายในแอฟริกาใต้

ความรู้สึกตกตะลึงกับการปฏิบัติที่เลวร้ายต่อผู้ย้ายถิ่นชาวอินเดีย ทำให้คานธีก่อตั้งองค์การอินเดียน คองเกรส ในจังหวัดนาทาล เพื่อต่อสู้กับการแบ่งแยกเชื้อชาติ ซึ่งในเวลาต่อมาได้ช่วยพัฒนาแนวคิดเรื่องการประท้วงโดยสันติของพลเมือง

คานธี ถูกจับกุมฐานจัดการผละงานประท้วงและเดินขบวนต่อต้านการเรียกเก็บภาษีต่อผู้มีเชื้อสายอินเดีย แต่อังกฤษถูกกดดันให้ยกเลิกการเก็บภาษีดังกล่าวและปล่อยตัวคานธีในเวลาต่อมา

ข่าวเรื่องชัยชนะของคานธีถูกรายงานไปทั่วอังกฤษ และคานธีได้กลายเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ

ถูกตั้งข้อหาปลุกระดมมวลชน

คานธีเดินทางกลับอินเดีย และเริ่มการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชให้อินเดีย หลังเกิดเหตุสังหารหมู่ที่เมืองอมฤตสาร์ ซึ่งเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของชาวซิกข์ โดยฝ่ายอังกฤษได้เปิดฉากยิงใส่ผู้ประท้วง ทำให้มีเสียชีวิตราว 400 คน และบาดเจ็บอีก 1,300 คน

การเรียกร้องให้ประชาชนออกมาประท้วงโดยสันติของคานธี ได้รับการตอบรับจากชาวอินเดียทุกชนชั้นวรรณะและทุกศาสนา เขาเรียกร้องให้ประชาชนหยุดให้ความร่วมมือกับเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษ ซึ่งรวมถึงการคว่ำบาตรสินค้าจากอังกฤษ

เหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้อังกฤษจับกุมคานธีในข้อหาปลุกระดมมวลชน และลงโทษจำคุกเขาเป็นเวลา 2 ปี

Indian statesman Mahatma Gandhi (Mohandas Karamchand Gandhi, 1969 - 1948) fasts in protest against British rule after his release from prison in Poona, India

Getty Images
คานธีอดอาหารประท้วงการปกครองของอังกฤษ หลังถูกปล่อยตัวจากเรือนจำ

อังกฤษบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยปลุกระดมมวลชน ในช่วงทศวรรษที่ 1870 เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม ซึ่งคานธีชี้ว่า เป็นกฎหมายที่ “ถูกออกแบบมาเพื่อกดขี่เสรีภาพของพลเมือง”

การเจรจาที่ล้มเหลว

ในปี 1931 คานธีเดินทางมายังกรุงลอนดอนเพื่อร่วมการเจรจา โต๊ะกลม Round Table Conference ในฐานะผู้แทนของพรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย เขาปรากฏตัวในชุดแบบดั้งเดิมของอินเดีย แต่การเจรจาจบลงด้วยความล้มเหลวสำหรับคานธี ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 62 ปี

Mahatma Gandhi leaves the Friends' Meeting House, Euston Road, after attending the Round Table Conference on Indian constitutional reform.

Getty Images
ในปี 1931 คานธีเดินทางไปยังกรุงลอนดอนเพื่อร่วมการเจรจา Round Table ConferenceIn ว่าด้วยอนาคตของอินเดีย

ตอนนั้นอังกฤษยังไม่พร้อมจะมอบเอกราชคืนให้แก่อินเดีย ขณะที่ผู้แทนชาวมุสลิม ชาวซิกข์ และอื่น ๆ ไม่สนับสนุนวิสัยทัศน์ในการรวมอินเดียเป็นหนึ่งเดียวของคานธี พวกเขาเชื่อว่าคานธีไม่ใช่ตัวแทนของชาวอินเดียทุกคน

หลังจากนั้น คานธี ได้ถอนตัวออกจากพรรคคองเกรสและเวทีการเมือง แต่เขายังคงเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมของกลุ่มคนจัณฑาล

อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการเรียกร้องให้มวลชนออกมาเคลื่อนไหว และการแสดงอารยะขัดขืนอย่างต่อเนื่องของเขาค่อย ๆ ทำให้ทางการอังกฤษต้องยอมเจรจาด้วย

โค่นจักรวรรดิอังกฤษ

สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้จักรวรรดิอังกฤษอ่อนแอลง และเป้าหมายสำคัญของคานธีก็กลายเป็นความจริง

ในปี 1947 อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ แต่ความหวังว่าชาวฮินดูและชาวมุสลิมจะอยู่ร่วมกันในประเทศเดียวของคานธีต้องแตกสลาย เมื่อประเทศถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ อินเดีย และปากีสถาน

Mahatma Ghandi enjoys a laugh with his two granddaughters Ava and Manu at Birla House in New Delhi.

Getty Images
คานธีกับหลานสาว มานู (ซ้าย) และ อับฮา (ขวา)

การแบ่งแยกประเทศได้นำไปสู่ความรุนแรงยิ่งขึ้น คานธีเดินทางกลับไปยังกรุงนิวเดลีเพื่อช่วยปกป้องชาวมุสลิมที่เลือกจะปักหลักอยู่ในอินเดีย เขาเริ่มการอดอาหารประท้วงเพื่อสิทธิของชาวมุสลิม

หลังอินเดียได้รับเอกราชไม่ถึง 6 เดือน คานธี เดินทางไปร่วมกิจกรรมทางศาสนาในเมือง แต่เขากลับชาวฮินดูที่มีแนวคิดสุดโต่งยิงเสียชีวิต โดยชายคนดังกล่าวโกรธแค้นที่คานธีมีแนวคิดเป็นมิตรกับชาวมุสลิมและปากีสถาน

การจากไปของคานธีสร้างความอาลัยให้คนทั่วโลก เพราะเขาคือสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ ผู้ที่ความฝันในการทำให้อินเดียเป็นประเทศที่ไม่มีการแบ่งแยกทางศาสนา วรรณะ และชนชั้น ไม่เคยกลายเป็นจริง

DO NOT DELETE OR TRANSLATE! Digihub tracker for [CPS 49855708]

บทความก่อนหน้านี้สุพรรณบุรี ยันไม่อยู่โดนไล่เจ๊ายังต้องหนีตกชั้น – บุรีรัมย์ แกร่งกลับขึ้นยึดจ่าฝูง
บทความถัดไปเคลียร์ดราม่า THE CAVE นางนอน นำเสนอเรื่องทีมกู้ภัย เน้นความสมจริง