เวิร์คแอนด์ฮอลิเดย์วีซ่า : ออสเตรเลีย-ไทย ตกลงเพิ่มโควต้าวีซ่าให้เยาวชน 2 ชาติ ไปเที่ยวและทำงานระหว่างกันเป็นปีละ 2,000 ราย

Getty Images

เวิร์คแอนด์ฮอลิเดย์วีซ่า : ออสเตรเลีย-ไทย ตกลงเพิ่มโควต้าวีซ่าให้เยาวชน 2 ชาติ ไปเที่ยวและทำงานระหว่างกันเป็นปีละ 2,000 ราย – BBCไทย

“สวัสดีครับ ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้มาในวันนี้” นายสก็อต มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกล่าวต้อนรับทุกคนเป็นภาษาไทยที่งาน Business Breakfast เช้าวันที่ 4 พ.ย. ที่จัดขึ้นโดยสภาหอการค้าไทย – ออสเตรเลีย ที่โรงแรมเดอะสุโขทัย กรุงเทพ

บรรยากาศของงานจัดขึ้นอย่างเป็นกันเองโดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเข้าร่วมในพิธีการช่วงเช้าด้วย

นายมอร์ริสัน ได้เริ่มต้นการสนทนาในช่วงเช้าด้วยประวัติความเป็นมาด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียที่มีมาอย่างยาวนาน โดยยกตัวอย่างเรื่องการเสด็จประพาสออสเตรเลียของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อปี 2505 ไปจนถึงการลงทุนร่วมกันของทั้งสองประเทศ

ในการปาฐกถาครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียได้ประกาศเรื่องการเพิ่มจำนวนโควต้าของเวิร์คแอนด์ฮอลิเดย์วีซ่าให้เยาวชนไทย ไปเที่ยวและทำงานในออสเตรเลีย เพิ่มจาก 500 คนต่อปี เป็น 2,000 คน และ จำนวนเดียวกัน สำหรับเยาวชนออสเตรเลียมาเที่ยวและทำงานในไทย

เงื่อนไขของโครงการนี้คือ คนไทยที่ได้วีซ่านี้สามารถหางานทำชั่วคราวในระหว่างที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลียได้ โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ของไทย จะเป็นหน่วยงานหลักในการรับสมัครและกลั่นกรองผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ แผนงานนี้ได้รับอนุมัติจากสำนักนายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียไปแล้ว หลังคณะรัฐมนตรีไทยอนุมัติไปเมื่อ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา

“ผมดีใจที่เราเพิ่งตกลงที่จะเพิ่มจำนวนของเยาวชนชาวออสเตรเลียและไทยที่สามารถเยี่ยมชมประเทศของกันและกันภายใต้โครงการเวิร์คแอนด์ฮอลิเดย์วีซ่าของเรา ซึ่งจะเพิ่มจาก 500 เป็น 2,000 ถือว่าเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมากหลายเท่าตัว” นายมอร์ริสัน กล่าว

เวิร์คแอนด์ฮอลิเดย์วีซ่า
AUSTRALIAN EMBASSY BANGKOK

“คนออสเตรเลียรักประเทศไทยมาก และที่นี่จุดหมายปลายทางสำคัญของชาวออสเตรเลียที่มาเยี่ยมเยือนด้วยเหตุผลที่ต่างกันปีละไม่ต่ำกว่า 800,000 คน ซึ่งผมคิดว่าจะมีเยาวชนชาวออสเตรเลียหลายคนตื่นเต้นกับโครงการนี้เพราะพวกเขารักประเทศไทยกันมาก”

นายกฯ มอร์ริสันกล่าวเพิ่มเติมว่าประเทศออสเตรเลียมีภารกิจในการปฏิสัมพันธ์กับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเสมอมาตั้งแต่สมัยที่ประเทศเริ่มก่อตั้งขึ้นใหม่ ๆ โดยยึดมั่นในหลักการความมั่นคง ความสงบ ความก้าวหน้า และความมีเสรี

“เรามีความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับประเทศคู่เจรจาของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอาเซียน และประเทศไทยที่ทำการสนับสนุนความก้าวหน้าอันมั่นคงและยั่งยืน และมีความร่วมมือระหว่างกันในเรื่องการศึกษา เรื่องกลาโหม เรื่องการข่าว เรื่องความปลอดภัย เรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย เรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ เรื่องการเคลื่อนย้ายขยะพลาสติกในทะเล และการจัดการขยะเพื่ออนาคต”

“เหล่านี้คือความร่วมมือแบบทวิภาคีที่ประเทศออสเตรเลียและประเทศไทยมีร่วมกันมายาวนาน และนับวันยิ่งเข้มแข็งและแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นทุกวัน”

การค้าระหว่างประเทศไทยและออสเตรเลียเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวอันมีผลสือบเนื่องมาจากข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับออสเตรเลียเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2548 ในสมัยที่นาย จอห์น โฮเวิร์ด เป็นนายกรัฐมนตรี

“ที่สำคัญที่สุดคือการลงทุนเรื่องการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวไทย และการลงทุนในด้านพลังงาน น้ำตาล ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม โดยการลงทุนเหล่านี้ก่อให้เกิดการจ้างงานในประเทศออสเตรเลีย อีกทั้งยังก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในประเทศไทยอีกด้วย”

“ในตอนนี้เรามีบริษัทจากประเทศออสเตรเลียอยู่ที่ไทยมากกว่า 200 บริษัท และโรงงานผลิตกว่า 30 แห่ง ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย”

นายกฯ มอร์ริสัน แสดงความพร้อมที่จะร่วมงานกับทางประเทศไทยที่กำลังอยู่ในแผนพัฒนาชาติ 20 ปี หรือที่เรียกว่าไทยแลนด์ 4.0 และให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งสนับสนุนให้ประเทศไทยฝ่าฟันอุปสรรคไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

“ในช่วงที่เราเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในครั้งนี้ เราจะทำให้ความร่วมมือกันในฐานะคู่เจรจาของอาเซียนให้บรรลุตามเป้าประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ นี่เป็นโอกาสสำคัญที่เราและประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ได้ขยายโอกาสในการลงทุนให้มากกว่าเดิม เพื่อให้เราได้แบ่งปันความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจร่วมกัน”

บทความก่อนหน้านี้‘อนุดิษฐ์’ ลั่นซักฟอกรัฐบาลแน่ ส่อทุจริตอื้อ ปูด รมต.หลายคน สังคมคาดไม่ถึง
บทความถัดไปกรอ. รับลูก ‘สุริยะ’ รื้อกฎหมายรองรับการปฏิรูปสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์