ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ : จับตา “ดาบสอง” และถอดรหัส “คำ” น่ารู้ หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่ง ธนาธร พ้นสภาพ ส.ส.

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ : จับตา “ดาบสอง” และถอดรหัส “คำ” น่ารู้ หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่ง ธนาธร พ้นสภาพ ส.ส. – BBCไทย

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมพิจารณาปมตั้งคดีอาญาแก่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ในสัปดาห์หน้า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เขาพ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส. ตั้งแต่ 23 พ.ค. 2562 จากกรณีเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่ในวันสมัครรับเลือกตั้ง

วันที่ 21 พ.ย. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารข่าวระบุว่า สำนักงาน กกต. จะเสนอให้ กกต. พิจารณาขั้นตอนและวิธีการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 20 พ.ย. “รวมถึงการแจ้งข้อกล่าวหาและการดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 151 ในการประชุม กกต. ที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า”

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า เห็นว่า กกต. ดำเนินการแน่ แต่จะได้ผลมากน้อยแค่ไหนไม่ทราบ และได้ฟังวิทยุ คดีที่เกี่ยวข้องกับพรรคอนาคตใหม่มีถึง 25 คดี เพิ่งเสร็จสิ้นไปเพียง 1 คดี

“เห็นเลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ว่ากำลังดูอยู่ คงต้องรอคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนบุคคลมาดูจะได้เห็นว่ามีอะไรหรือไม่ เพราะตามมาตรา 151 ใครเปิดอ่านดูก็จะเห็นว่าหากรู้ว่าขาดคุณสมบัติและจงใจ จะมีความผิด จึงอยู่ที่ว่ารู้หรือไม่ จงใจหรือไม่ ไม่ใช่ว่าศาลตัดสินแล้วย้อนไปเอาเรื่องได้ทุกเรื่อง ต้องย้อนไปดูตอนสมัคร” นายวิษณุกล่าว

สำหรับมาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังลงสมัคร ต้องระวางโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท ให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

อย่างไรก็ตาม มือกฎหมายของรัฐบาลหลีกเลี่ยงจะตอบคำถามสื่อมวลชนในหลายประเด็น ทั้งรายละเอียดของคำวินิจฉัยศาล เนื่องจากเขายังไม่ได้ดูคำวินิจฉัยฉบับเต็ม รวมถึงคำให้สัมภาษณ์ของนายธนาธรหลังจากนั้น ซึ่งนายวิษณุบอกว่าไม่ขอวิจารณ์ ไม่ควรไปวิจารณ์ คนอื่นวิจารณ์ได้ แต่รัฐบาลวิจารณ์ไม่ได้ เพราะถ้ามีอะไรขึ้นมา ะหาว่ารัฐบาลชี้นำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากใครเห็นว่าเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล สามารถร้องต่อศาลได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า “ก็ต้องร้อง ร้องแบบเอาเรื่องเลย หากร้องไปแล้วไม่จริง ก็อาจถูกหาว่าร้องเท็จ ใส่ร้ายปรักปรำ” เมื่อถามว่า ศาลสามารถตั้งเรื่องเองได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ได้ ที่ผ่านมาศาลก็เรียกเอง

ไม่เพียงเกิด “ผลทางการเมือง” และ “ผลทางกฎหมาย” จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดีนายธนาธร แต่ยังเกิดสารพัดคำศัพท์ที่ก่อให้เกิดข้อสงสัยแก่ผู้ติดตามข้อมูลข่าวสาร บีบีซีไทยรวบรวมคำศัพท์น่ารู้และคำอธิบายมาไว้ที่นี้

เจือสม

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญระบุตอนหนึ่งได้บรรยายถึงการโอนหุ้นไปมา ระหว่างนายธนาธร กับนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดา และการโอนหุ้นระหว่างนางสมพร กับนายทวี จรุงสถิตพงษ์ หลานนายของนางสมพร

โดยศาลเห็นว่า บุคคลที่นายธนาธรอ้าง “เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน ใกล้ชิดกับนายธนาธร” และพยานหลักฐานที่อ้างถึงอย่างน้อย 6 ประเภทก็เป็นเอกสารที่บริษัท วี-ลัคฯ จัดทำและเก็บรักษาไว้ “จึงเป็นการกล่าวอ้างเพียงเพื่อให้ ‘เจือสม’ กับสำเนาแบบ บอจ. 5 (สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น) ซึ่งบริษัท วี-ลัคฯ ยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า…”

สิ้นคำวินิจฉัยประเด็นนี้ ทำให้ผู้ติดตามฟังการอ่านคำวินิจฉัยศาลสงสัยว่า “เจือสม” คืออะไร

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ระบุว่า “เจือสม” เป็นคำกิริยา หมายถึง “มีความสอดคล้องหรือสนับสนุนให้น่าเชื่อ เช่น คำให้การของพยานโจทก์กับพยานจำเลยเจือสมกัน”

คำศัพท์นี้ใช้กันอย่างกว้างขวางในแวดวงกฎหมาย นายบัญญัติ สุชีวะ อดีตประธานศาลฎีกา เคยเขียนบทความเรื่อง “ข้อสังเกตในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและการเขียนคำพิพากษา” โดยยกคำพิพากษาฎีกาที่เคยวางหลักไว้ว่า “คดีอาญา โจทก์ต้องนำสืบให้ปราศจากสงสัยว่าจำเลยทำผิดจริง แต่คดีแพ่งศาลต้องดูพยานหลักฐานของทุกฝ่าย แล้วพิจารณาว่าพยานหลักฐานทั้งหมด ‘เจือสม’ หนักไปข้างฝ่ายใด แม้จะไม่ถึงกับปราศจากสงสัยศาลก็ชี้ขาดให้ชนะคดีได้”

ที่ผ่านมา “คอการเมือง” อาจเคยได้ยินคำ ๆ นี้จากหลายคดีดัง อาทิ คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) สั่งจำคุกนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวก โดยศาลพิพากษาตอนหนึ่งว่า “ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1-6 กลับ ‘เจือสม’ กับพยานโจทก์ (พนักงานอัยการ)… จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังหักล้างพยานโจทก์”

คำพิพากษาศาลฎีกา สั่งจำคุกนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก คดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระบุตอนหนึ่งว่า “คำเบิกความของจำเลยยัง ‘เจือสม’ กับคำฟ้องโจทก์ และระหว่างไต่สวน จำเลยยังกลับคำให้การไปมา…”

สรุปง่าย ๆ ว่าหากข้อต่อสู้ในคดีความ “เจือสม” ไปทางไหน ฝ่ายนั้นก็มีแนวโน้มชนะคดี

สมาชิกภาพ

สาระสำคัญเพียงข้อเดียวที่เกิดขึ้นตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คือการสั่งให้สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายธนาธรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98

คำถามที่เกิดขึ้นคือ นายธนาธรเป็น ส.ส. กี่วันกันแน่ เพราะนับจากศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้เขาหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเมื่อ 23 พ.ค. ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าในระหว่างนั้น “เขายังมีสถานะ ส.ส. เพียงแต่ทำหน้าที่ในสภาไม่ได้”

การนับสมาชิกภาพของนายธนาธร ควรเริ่มจากวันเลือกตั้ง 24 มี.ค. หรือวันที่ กกต. ประกาศรับรองผล ส.ส. บัญชีรายชื่อ 8 พ.ค. หรือวันที่เขากล่าวปฏิญาณตนกลางสภาพร้อมเพื่อน ส.ส. 25 พ.ค. หรือวันใดกันแน่ เป็นผลให้ “นักคณิตศาสตร์การเมือง” ต้องหยิบจับเครื่องคิดเลขมาคิดคำนวณวัน แล้วเกิดสารพัดสูตรทั้งที่ถูกและผิด ดังนี้

  • นับตั้งแต่วันประกาศรับรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถึงวันที่ศาลอ่านคำวินิจฉัย 20 พ.ค. >> 196 วัน
  • นับตั้งแต่วันประกาศรับรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถึงวันที่ศาลสั่งให้เขาหยุดปฏิบัติหน้าที่และเป็นวันที่ให้พ้นสมาชิกภาพ >> 15 วัน
  • นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง ถึงวันที่ศาลอ่านคำวินิจฉัย >> 211 วัน
  • นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ถึงวันที่ศาลสั่งให้เขาหยุดปฏิบัติหน้าที่และเป็นวันที่ให้พ้นสมาชิกภาพ >> 61 วัน
  • นับตั้งแต่วันเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ถึงวันก่อนที่ศาลสั่งให้เขาหยุดปฏิบัติหน้าที่และเป็นวันที่ให้พ้นสมาชิกภาพ >> 60 วัน

สุดท้ายสูตรที่ถูกต้องคือ “สูตรสุดท้าย” เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 100 ระบุว่า “สมาชิกภาพ ส.ส. เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง”

นายธนาธรจึงเป็น “ผู้แทนฯ เต็มขั้น” นาน 60 วัน หรือตั้งแต่ 24 มี.ค. 2562 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง ถึง 22 พ.ค. 2562 ซึ่งเป็นวันก่อนศาลสั่งให้นายธนาธรพ้นจากสมาชิกภาพ

ปาร์ตี้ลิสต์คนต่อไป

การพ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส. ของปาร์ตี้ลิสต์หมายเลข 1 แห่งพรรคอนาคตใหม่ ทำให้มีตำแหน่ง ส.ส. ว่างลง 1 ตำแหน่ง โดยศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเอาวันที่ศาลอ่านคำวินิจฉัยให้คู่ความฟัง ก็คือวันที่ 20 พ.ย. เป็นจุดเริ่มต้น และภายใน 7 วันหลังจากนี้ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อเลื่อนรายชื่อ ส.ส. ในลำดับถัดไปแทนตำแหน่งที่ว่างลง

สำหรับ “พรรคส้มหวาน” มีที่นั่งในสภารวม 80 ที่นั่ง ในจำนวนนี้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คน โดยคนที่จะเลื่อนขึ้นมาเป็นผู้แทนฯ แทนหัวหน้าพรรคก็คือนายมานพ คีรีภูวดล ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับที่ 53 ตามบัญชีแรกที่พรรคยื่นไว้ต่อ กกต.

ที่น่าสนใจคือในเมื่อพรรคอนาคตใหม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คน ทำไมลิสต์ถึงเคลื่อนมาถึงผู้สมัครลำดับที่ 53 แทนที่จะเป็น 51

บีบีซีไทยตรวจสอบพบว่า มีผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ 2 คนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. คือ น.ส. มูนีเร๊าะห์ ปอแซ ผู้สมัครลำดับที่ 22 และนายวิเชียรชนินทร์ สินธุไพร ผู้สมัครลำดับที่ 35 ทำให้รายชื่อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามการประกาศรับรองของรัฐบาล เมื่อ 8 พ.ค. มีชื่อปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 52 ได้เป็น ส.ส. คนสุดท้าย เมื่อนายธนาธรพ้นจากสมาชิกภาพไป จึงเกิดเหตุ “ส้มหล่น” ใส่นายมานพ ผู้มีเชื้อสายกะเหรี่ยง และเป็นกรรมการเครือข่ายชาติพันธุ์ของพรรคด้วย

นายสหัสชัย อนันตเมฆ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ อธิบายกับบีบีซีไทยว่า หลังจากพรรคยื่นบัญชีผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต่อ กกต. เมื่อ 6 ก.พ. 2562 ปรากฏว่า กกต. ตรวจพบ 2 คนที่ “ขาดคุณสมบัติ” จึงแจ้งให้พรรคทราบ ทำให้หมายเลขผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคบางส่วนขยับขึ้นมา 2 ลำดับ โดยถือว่านายมานพเป็นผู้สมัครลำดับที่ 51 ส่วนตัวเขาเป็นผู้สมัครลำดับที่ 52 อย่างไรก็ตามผู้ที่ขาดคุณสมบัติไปทั้ง 2 คนยังช่วยงานพรรคอยู่ตามปกติ

“ผู้พิพากษาไม่เคยมีใครเป็นนักธุรกิจ”

หนึ่งใน “คำโต้แย้งข้างศาล” ของนายธนาธรคือ “ผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญไม่เคยมีใครเป็นนักธุรกิจและนักลงทุน จะใช้มาตรฐานของศาลมาพิจารณาว่า โครงการไหนน่าลงทุนและไม่น่าลงทุน คงไม่ถูกต้อง”

จากการตรวจสอบประวัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ราย พบว่า เป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา 3 คน, อดีตตุลาการศาลปกครอง 2 คน, อดีตผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์และปลัดกระทรวง 1 คน, อดีตอาจารย์ด้านนิติศาสตร์ 1 คน, อดีตอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ 1 คน และข้าราชการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ 1 คน

บทความก่อนหน้านี้มาตรการ เฉียบ กับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เด็ดขาด เพียงใด
บทความถัดไปเจ้าของบ้านสุดทน! ขี้เมาฉี่ใส่กระถางต้นไม้ อ้วกลงอ่างปลา ลั่นอย่าเป็นภาระสังคม (คลิป)