พานทองแท้ : ย้อนเส้นทางคดีฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย ก่อนศาลพิพากษา “ชินวัตร” คนที่ 3

พานทองแท้ : ย้อนเส้นทางคดีฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย ก่อนศาลพิพากษา “ชินวัตร” คนที่ 3 – BBCไทย

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำพิพากษาคดีฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานคร ที่มีจำเลยชื่อนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนนตรี วันจันทร์นี้ (25 พ.ย.)

นายพานทองแท้เคยยืนยันต่อสื่อมวลชนเมื่อเดือนก่อนว่าจะเดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง แต่ “ไม่กล้ามั่นใจ”

ในคราวที่ศาลนัดไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยเมื่อ 26 ก.ย. ซึ่งเป็นการพูดต่อหน้าศาลครั้งแรกของชายวัยย่าง 40 ปี เจ้าตัวบรรยายความรู้สึกว่า “ไม่เครียด แต่ตื่นเต้นมาก ๆ เลย จนศาลท่านสังเกตเห็นอาการ”

ทว่านอกจากตัวนายพานทองแท้ เชื่อว่าหัวอกของพ่อ-แม่ น่าจะเครียด-ระทึกยิ่งกว่า เมื่อลูกตกเป็นจำเลยในคดีที่มีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีอายุความ 15 ปี สะท้อนผ่านกรณี “ผู้นำพเนจร” ที่ลงทุนแต่งทนายความมาดำเนินการแทน ในคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยที่ถูกรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ ต่างจากคดีอื่น ๆ ที่นายทักษิณไม่ได้ให้ความสนใจนัก หลังหนีไปใช้ชีวิตในต่างแดนนาน 11 ปี

เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ “นางพญาสิงห์ออกโรง” ซึ่งใช้อธิบายภาพคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร์ มารดา ปรากฏตัวต่อสาธารณะ ยืนเคียงข้าง “ลูกโอ๊ค” ในทุกวันที่ไปขึ้นศาล โดยมีนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทยแห่ไปให้กำลังใจ

อย่างไรก็ตามภาพคนการเมืองไปรอทายาทคนโตของ “นายใหญ่” ไม่ปรากฏในระยะหลัง ๆ มานี้ ซึ่งว่ากันว่าเป็นเพราะได้รับสัญญาณให้งดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าพวกเขาไป “กดดัน” กระบวนการยุติธรรมในสถานการณ์ที่ยังไม่อาจคาดเดาผลแห่งคดี

เส้นทาง “คดีพ่อ” และ “คดีลูก”

คดีนี้พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายพานทองแท้ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ตาม พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5, 9, 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 หลังปรากฏชื่อบุตรชายของนายกฯ คนที่ 23 เป็นผู้รับเช็คจำนวน 10 ล้านบาท ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับคดีร่วมทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้แก่บริษัทในกลุ่มของ บมจ.กฤษดามหานคร กว่า 9,900 ล้านบาท

อัยการตัดสินใจ “แยกฟ้อง” คดีเช็ค 10 ล้านบาท กับ คดีเช็ค 26 ล้านบาท ที่มีชื่อนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร เป็นผู้สั่งจ่ายเหมือนกัน ทำให้นายพานทองแท้ตกที่นั่งเป็น “จำเลยคนเดียว” ในชั้นพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

คดีของนายพานทองแท้ ถือเป็นหนึ่งใน “คดีลูก” ที่แตกออกมาจาก “คดีหลัก” ที่มี “พ่อโอ๊ค” เป็นจำเลยหมายเลข 1 โดยที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

กล่าวสำหรับ “คดีหลัก” มีจำเลยรวม 27 คน ก่อนที่ 24 คนจะกลายสภาพเป็น “ผู้ต้องขัง” ตามคำพิพากษาศาล ในจำนวนนี้มี 3 คนที่ “พ้นคุก” ด้วย พ.ร.บ.อภัยโทษตามโอกาสพิเศษ และ 1 คนเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับในระหว่างรับโทษ ขณะที่อีก 3 คน ศาลพิพากษา “ยกฟ้อง” รวมถึงนายทักษิณด้วย

นายทักษิณถูกกล่าวหาว่าเป็น “ซูเปอร์บอส” หรือ “บิ๊กบอส” สั่งการให้ผู้บริหารธนาคารกรุงไทยอนุมัติสินเชื่อให้บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด จำเลยร่วมในคดีปล่อยกู้กรุงไทย ต่อมาศาลฎีกาฯ เห็นว่าพยานหลักฐานของอัยการ “ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ” จึงพิพากษายกฟ้อง

ส่วน “คดีลูก” นอกจากคดีของนายพานทองแท้ในฐานะ “ผู้รับโอนเช็ค” อัยการยังยื่นฟ้องจำเลยอีก 6 คนในฐานะ “ผู้โอนเช็ค” ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินรับโอนที่ได้จากการอนุมัติสินเชื่อระหว่างธนาคารกรุงไทยกับกลุ่มกฤษดามหานครโดยมิชอบ

ตัวละครที่ตกเป็น “จำเลย-ผู้ต้องหา” ในคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ คดีหมายเลขดำที่ อม.3/2555 มีจำเลย 27 คน
รายชื่อ สถานะทางคดี
นายทักษิณ ชินวัตร พิพากษาเมื่อ 30 ส.ค. 2562 ให้ยกฟ้อง
กลุ่มผู้บริหารธนาคารกรุงไทย – ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย, นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย และนายมัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา อดีตกรรมการธนาคารกรุงไทย พิพากษาเมื่อ 26 ส.ค. 2558 ให้จำคุก 18 ปี แต่พ้นจากการเป็นผู้ต้องขังเมื่อ ม.ค. 2562 หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ
นายไพโรจน์ รัตนะโสภา เจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ ธนาคารกรุงไทย ระดับหัวหน้ากลุ่ม พิพากษาเมื่อ 26 ส.ค. 2558 ให้จำคุก 18 ปี
อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ ธนาคารกรุงไทย 10 คน – นายพงศธร สิริโยธิน, นายโสมนัส ชุติมา, นายสุวิทย์ อุดมทรัพย์, นายวันชัย ธนิตติราภรณ์, นายบุญเลิศ ศรีเจริญ, นายประพันธ์พงศ์ ปราโมทย์กุล, นางกุลวดี สุวรรณวงศ์, นางสุวรัตน์ ธรรมรัตนพคุณ, นายประวิทย์ อดีตโต และนางศิริวรรณ ชินอิสระยศ พิพากษาเมื่อ 26 ส.ค. 2558 ให้จำคุก 12 ปี
อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ ธนาคารกรุงไทย 2 คน – นายพงศธร ศิริโยธิน และนายนรินทร์ ดรุนัยธร อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อธนาคารกรุงไทย พิพากษาเมื่อ 26 ส.ค. 2558 ให้ยกฟ้อง
บริษัทเอกชน 5 บริษัท – บริษัท อาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด, บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด, บริษัท กฤษดามหานคร จำกัด, บริษัท โบนัสบอร์น จำกัด, บริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์ แอนด์คอมมูนิเคชั่น จำกัด พิพากษาเมื่อ 26 ส.ค. 2558 ให้ปรับรายละ 26,000 บาท และให้ร่วมชดใช้เงินหมื่นล้านแก่ธนาคารกรุงไทย
เอกชน 5 ราย – นายสุบิน แสงสุวรรณเมฆา (เสียชีวิตระหว่างรับโทษ), นายบัญชา ยินดี อดีตกรรมการผู้มีอำนาจบริษัทอาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด และบริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด, นายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารกฤษดามหานคร, นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรชายของนายวิชัย และนายไมตรี เหลืองนิมิตรมาศ พิพากษาเมื่อ 26 ส.ค. 2558 ให้จำคุก 12 ปี
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ คดีหมายเลขดำ อท.214/2561 มีจำเลย 6 คน
รายชื่อ สถานะทางคดี
นายวิชัย กฤษดาธานนท์ จำเลยคดีร่วมทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย อยู่ในชั้นพิจารณาของศาล
นายรัชฎา กฤษดาธานนท์ จำเลยคดีร่วมทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย อยู่ในชั้นพิจารณาของศาล
นายบัญชา ยินดี จำเลยคดีร่วมทุจริตปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย อยู่ในชั้นพิจารณาของศาล
น.ส.เพชรรัตน์ เทพสัมฤทธิ์พร อดีตเลขานุการของนายรัชฎา อยู่ในชั้นพิจารณาของศาล
นายปภพ สโรมา อยู่ในชั้นพิจารณาของศาล
นายธีรโชติ พรมคุณ พนักงาน บมจ.กฤษดามหานคร อยู่ในชั้นพิจารณาของศาล
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ คดี อท.245/2561 มีจำเลย 1 คน
รายชื่อ สถานะทางคดี
นายพานทองแท้ ชินวัตร ศาลนัดฟังคำพิพากษา 25 พ.ย. 2562
ผู้ต้องหาที่หายไป
รายชื่อ สถานะทางคดี
นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ศาลออกหมายจับที่ จ.115/2561 ลงวันที่ 12 พ.ย. 2561 หลังหลบหนีออกนอกประเทศ ไม่มาฟังอัยการสั่งฟ้องคดีรับเช็ค 26 ล้านบาท
นายวันชัย หงษ์เหิน สามีของกาญจนาภา ศาลออกหมายจับที่ จ.116/2561 ลงวันที่ 12 พ.ย. 2561 หลังหลบหนีออกนอกประเทศ ไม่มาฟังอัยการสั่งฟ้องคดีรับเช็ค 26 ล้านบาท
นายมานพ ทิวารี บิดา น.ต.ศิธา ทิวารี อยู่ระหว่างติดตามตัวหลังไม่มาฟังอัยการสั่งฟ้องคดีรับเช็ค

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวมและสรุปจากคำพิพากษาศาลฎีกาฯ, คำแถลง/คำชี้แจงจากอัยการสูงสุด จำเลย และผู้เกี่ยวข้องในคดีทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย ที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ

ลำดับคดีและคำให้การ “โอ๊ค” ในชั้นศาล

10 ต.ค. 2561 อัยการยื่นฟ้องนายพานทองแท้ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดยศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลย ตีราคาประกัน 1 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

5 พ.ย. 2561 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ นัดสอบคำให้การนายพานทองแท้ว่าจะรับสารภาพหรือปฏิเสธ โดยจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง อ้างว่าเงินดังกล่าวได้จากการร่วมลงทุนกับเพื่อน และขอส่งคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้ง

22 ม.ค., 26 ก.พ., 20 มี.ค. และ 29 เม.ย. 2562 ศาลนัดนัดตรวจพยานเอกสารหลักฐานของโจทก์และจำเลย

24-26 ก.ย. 2562 ศาลนัดไต่สวนพยานโจทก์และจำเลย 3 นัด รวม 5 ปาก

ในชั้นไต่สวน นายพานทองแท้ให้การว่าเงินดังกล่าวได้จากการร่วมลงทุนในการดำเนินธุรกิจนำเข้ารถหรู (ซูเปอร์คาร์) กับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ บุตรชายของนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อดีตผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร แต่สุดท้ายธุรกิจนี้ต้องยุติลงในชั้นของการศึกษาแนวทาง เนื่องจากนายเฉลิม แผลงศร กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน (CFO) ที่ดูแลเรื่องการเงินทุกบริษัทของนายพานทองแท้ แจ้งว่าธุรกิจนี้มีความเป็นไปได้ยาก และไม่คุ้มเงินลงทุน

นายพานทองแท้บอกว่ารู้จักกับนายรัชดามา 21 ปี ส่วนที่นายรัชดาโอนเงิน 10 ล้านบาทให้เขาโดยเป็นเช็คชื่อนายวิชัยนั้น บุตรชายอดีตนายกฯ บอกว่า “ไม่ทราบเหตุผล”

ปัจจุบัน 2 พ่อลูกอยู่ระหว่างต้องขังตามคำพิพากษาคดีร่วมทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยให้จำคุก 12 ปี

ศาลยังได้ถามถึงธุรกิจครอบครัว “ชินวัตร” และความสัมพันธ์ระหว่างนายพานทองแท้กับผู้บริหารกฤษดามหานครและผู้บริหารธนาคารกรุงไทยที่ตกเป็นจำเลยคดีนี้ โดยบุตรชายนายทักษิณยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง

ส่วนรายละเอียดคำให้การอื่น ๆ ของนายพานทองแท้สรุปได้ดังนี้

  • คนในครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับการเมือง : นายทักษิณ บิดา, น.ส.ยิ่งลักษณ์ อา, ลูกพี่ลูกน้องที่เป็น ส.ส.
  • ธุรกิจของครอบครัวมี 7 กิจการ อาทิ โรงแรมโรสวูด กรุงเทพฯ, สนามกอล์ฟอัลไพน์
  • ธุรกิจส่วนตัวของนายพานทองแท้ มี 7 กิจการ อาทิ วอยซ์ ทีวี, ฮาวคัม
  • รายได้ของนายพานทองแท้ 1 ล้านบาท/เดือน โดย 4 แสนบาทเป็นค่าตอบแทนที่ได้จากวอยซ์ทีวี ส่วนที่เหลือเป็นเงินปันผลจากหุ้นบริษัทต่าง ๆ
  • รายจ่ายของนายพานทองแท้ 4-5 แสนบาท/เดือน

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากข่าวที่ปรากฎในสำนักข่าวอิศรา, ข่าวสด, กรุงเทพธุรกิจ

3 ชินวัตร

นายทักษิณหนีสารพัดคดีไปใช้ชีวิตในต่างแดนตั้งแต่ปี 2550 จนมีอยู่ 1 คดีที่ “ขาดอายุความ” ไปแล้วเมื่อปีก่อนคือคดีทุจริตที่ดินรัชดาภิเษก ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ พิพากษาจำคุก 2 ปี

ทว่าผลจากกฎหมายใหม่ที่ให้รื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ และอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยได้ ทำให้นายทักษิณต้องคำพิพากษาจำคุก 3 ปี คดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาลพม่า 4 พันล้านบาทเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมจากชินคอร์ป และจำคุก 2 ปี คดีทุจริตโครงการหวยบนดิน 3 ตัว 2 ตัว

ขณะที่นายกฯ ผู้น้องอย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางออกจากประเทศก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ นัดอ่านคำพิพากษาคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ครั้งแรกเมื่อ 25 ส.ค. 2560 ซึ่งอีก 1 เดือนต่อมา ศาลได้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย โดยให้จำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นเวลา 5 ปีโดยไม่รอลงอาญา

ในห้วง 2 ปีที่กลายเป็น “นารีพเนจร” แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ปรากฏตัวต่อสาธารณะบ้าง แต่ก็ไม่เคยปรากฏเสียงให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ

ข่าวใหญ่ล่าสุดเกี่ยวกับตัวนายกฯ คนที่ 28 คือการได้รับสถานะพลเมืองจาก รัฐบาลเซอร์เบีย เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา จนมีเสียงวิจารณ์จากอดีต รมว. ค่างประเทศของไทย ว่าเป็นการ “ตบหน้ารัฐบาล คสช.”

วันจันทร์สัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ย. 2562 จะเป็นวันชี้ชะตาของ “ชินวัตร” คนที่ 3 ทว่านี่จะเป็นคำพิพากษาศาลชั้นต้น คู่ความยังสามารถยื่นอุทธรณ์และฎีกาได้

บทความก่อนหน้านี้‘บิ๊กตู่’ เซลฟี่ ส่งตรงจากปูซาน ฝากความคิดถึงคนไทย บอกจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
บทความถัดไปFLASH เหมาแชมป์โลก! หลังคว่ำบุรีรัมย์ สอยโทรฟี่ AIC กลับเวียดนาม