ปารีณา ไกรคุปต์ : มองทะลุวิวาทะ “เสรีพิศุทธ์-ปารีณา” สะท้อนสังคมไทยตกอยู่ในภาวะ “ตาบอดทางเพศ”

ปารีณา ไกรคุปต์

ปารีณา ไกรคุปต์ : มองทะลุวิวาทะ “เสรีพิศุทธ์-ปารีณา” สะท้อนสังคมไทยตกอยู่ในภาวะ “ตาบอดทางเพศ”

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย เป็นประธาน สร้างประเด็นให้ตัวเองเป็นข่าวได้ไม่เว้นแต่ละสัปดาห์ ทว่าเนื้อหาที่ปรากฏทั้งในสื่อกระแสหลัก-กระแสรอง หาใช่ความคืบหน้าในการขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากลของผู้มีอำนาจ หากแต่เป็น “ความวุ่นวาย” และ “วิวาทะ” ระหว่าง “ประธาน” กับ “กรรมาธิการ” ที่ชื่อ ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

“ได้นั่งใกล้คนสวย อย่ากอดผมแล้วกันนะ” และ “ท่านมองอย่างอื่นของคุณปารีณามากกว่า” คือสิ่งที่ประธาน กมธ. และเพื่อน ส.ส.ชายร่วมพรรคพูดพาดพิงปารีณา จนเธอต้องจัดคอเสื้อ

นอกจากเสียง “ฮือ” และเสียง “หัวเราะเล็ก ๆ” ที่ดังขึ้นในห้องประชุม กมธ. นำไปสู่พาดหัวข่าวของสื่อสำนักต่าง ๆ ที่เน้นประเด็นปารีณาลากเก้าอี้ “บุกประชิด-นั่งประกบ” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็ไม่มีใครพูดถึงสิ่งที่ ส.ส.หญิงต้องเผชิญ และปล่อยให้กรณีนี้ผ่านไปเฉย ๆ

ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความประหลาดใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และมองว่าสังคมไทยกำลังตกอยู่ในภาวะ “สายตามืดบอดทางเพศ” (gender-blind) เมื่อการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศเกิดขึ้นในพื้นที่ทางการเมือง ทำให้คนบางส่วนมองไม่เห็นความเปราะบางทางเพศสภาวะระหว่างหญิง-ชาย เนื่องจากอัตลักษณ์บางอย่างไปกลบทับปัญหาทางเพศที่แท้จริง การถูกคุกคามทางเพศจึงกลายเป็นประเด็นรอง หรือไม่ถูกมองเห็นไปเลย

CHANETTEE TINNAM
ดร.ชเนตตี ทินนาม

“อัตลักษณ์ในลักษณะที่อยู่ขั้วตรงข้ามกับเรา เช่น อุดมการณ์ทางการเมืองต่างกัน ทัศนคติต่างกัน การแสดงออกผิดไปจากสิ่งที่สังคมคาดหวัง ทำให้สถานการณ์ที่เธอเผชิญไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องใส่ใจ ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ หรือให้ความช่วยเหลือ… หากสังคมมองไม่เห็นว่านี่คือการคุกคามทางเพศในสภา ก็จะกลายเป็นการยอมรับและให้ความชอบธรรมว่าความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นได้” ดร.ชเนตตีกล่าวกับบีบีซีไทย

นักวิชาการหญิงอธิบายว่า การ “มองไม่เห็น” และ “เงียบเสียง” ต่อเหตุการณ์คุกคามทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่การเมือง แต่เป็นวัฒนธรรมที่แพร่หลายในทุกภาคส่วนของสังคมแบบ “ปิตาธิปไตย” หรือมีฐานคิดเรื่องชายเป็นใหญ่

หากห้องประชุม กมธ. คือภาพจำลองของรัฐสภาและสังคมไทย นี่คือเครื่องสะท้อนภาพสังคมชายเป็นใหญ่ได้อย่างชัดเจนว่า อำนาจของนักการเมืองชายมีเหนือนักการเมืองหญิง สัดส่วน ส.ส.ชายมากกว่าหญิง และไปถึงขั้นไม่เคารพในความเป็นมนุษย์ที่เท่ากัน

“ในห้อง กมธ. รู้สึกว่ามีเสียงหัวเราะฮาขึ้นมาเมื่อมีการพูดถึงร่างกาย ส.ส. หญิง หรือพูดถึงกิริยาท่าทางที่สะท้อนความสัมพันธ์ทางเพศ อย่างที่ประธานพูดว่า ‘อย่าเผลอมากอดผม’ นี่คือการมองเห็นแต่เรือนร่างของผู้หญิงแล้วทำให้เป็นเรื่องตลกขบขัน ไม่มีใครใส่ใจตั้งคำถามว่าคำพูดแบบนี้เหมาะสมหรือไม่” ดร.ชเนตตีระบุ

WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
ในระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อ 26 ก.ค. นายกฯ ได้ลุกขึ้นชี้แจงนโยบายด้านการต่างประเทศหลังการอภิปรายของโฆษก อนค. โดยระบุว่า “พรรณิการ์นะครับ คุณคนสวย” ทำให้เธอขอให้ถอนคำพูดว่า “สวย” ซึ่งนายกฯ ได้ถอนคำพูดทันที

ยอมรับให้มีการคุกคามทางเพศ = พาสังคมย้อนกลับไปยุคสงครามโลก

บทบาท “ตัวป่วน” ที่ปารีณาถูกพรรคต้นสังกัดจัดวางให้แสดงทั้งในเวทีประชุมสภาและวงประชุม กมธ. เรียกเสียงวิจารณ์ใส่ตัวเธออยู่เนือง ๆ ทว่าดูเหมือน ส.ส.หญิงรายนี้ไม่เคยแสดงอาการยี่หระต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ยังเดินหน้า “กวนสมาธิ” นักการเมืองขั้วตรงข้ามอย่างสมบทบาทต่อไป

เหตุคุกคามด้วยวาจาในสภาถูกถ่ายทอด-ผลิตซ้ำผ่านคลิปวิดีโอที่ปรากฏทางสื่อแขนงต่าง ๆ ปารีณาจึงถูก “คุกคามอีกครั้ง” จากคนนอกสภาที่ไม่นิยมชมชอบในตัวเธอ

“สังคมมีแนวโน้มตัดสินว่าสมควรแล้วที่โดน คล้าย ๆ เวลาพนักงานบริการหรือที่ถูกเรียกว่าโสเภณีไปแจ้งความในคดีข่มขืนที่โรงพัก ตำรวจมักไม่รับแจ้งเพราะมองว่าเป็นโสเภณี ผิดกฎหมาย มีอาชีพให้บริการทางเพศอยู่แล้ว เหตุที่จะบอกว่าข่มขืนจึงฟังไม่ขึ้น” แต่ “หลักประชาธิปไตยคือการเคารพในความแตกต่างหลากหลาย ต่อให้เป็นเสียงส่วนน้อย หรือเสียงที่ต่างจากเราในเชิงอุดมการณ์ทางการเมือง ก็ไม่ได้หมายความว่าเสียงเหล่านั้นต้องถูกเลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกันผู้หญิงก็เป็นพลเมืองส่วนหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกับการมีตัวตนของพลเมืองชาย” นักวิชาการผู้สนใจศึกษาปัญหาเพศวิถีกล่าว

เธอย้ำว่า ในการพิจารณาเรื่องความรุนแรงทางเพศจำเป็นต้องถอดรื้ออคติอื่นออกไปก่อน ต้องลอกชนชั้น อุดมการณ์ สถานภาพการศึกษา อาชีพ ภูมิหลังที่มาประกอบเป็นตัวตนของเธอ และมองให้เห็นความเป็นผู้หญิงที่ถูกกดขี่

“ความขัดแย้งทำให้คนมองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ ต้องไม่ลืมว่าสงครามโลก 2 ครั้ง มีการฆ่าข่มขืนผู้หญิงเพราะมีเชื้อชาติไม่เหมือนเรา เพราะทหารมองเห็นว่านี่คือวัตถุทางเพศ เราต้องไม่ยอมรับความคิดให้มีการคุกคามทางเพศได้ ไม่เช่นนั้นก็จะย้อนกลับไปยุคสงครามโลก”

หวังรัฐสภาเป็นพื้นที่ปลอดการเหยียดเพศ

ปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากปารีณาถูกคุกคามโดย ส.ส.ชาย ตัวเธอเองก็เคยกดเหยียดคนเพศเดียวกันด้วยการใช้สรรพนาม “อีช่อ” เรียก ส.ส.หญิงต่างขั้วการเมือง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.ชเนตตีให้ความเห็นว่า การเคารพกันในเรื่องเพศไม่สามารถกำหนดได้โดยเพศสภาพ ไม่ใช่ว่าเป็นผู้หญิงแล้วจะเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศดีกว่าผู้ชาย เพราะทุกคนในสังคมไทยล้วนอยู่ภายใต้แนวคิด “ปิตาธิปไตย” การที่ ส.ส.หญิงใช้วาจากดเหยียดเพื่อน ส.ส. ก็เพราะยอมรับแนวคิดนี้ให้มีอำนาจเหนือตัวเอง ยอมรับความเป็นอำนาจนิยม

อย่างไรก็ตามนักวิชาการรายนี้คาดหวังว่า รัฐสภาจะเป็นพื้นที่ปลอดจากการกดเหยียดและคุกคามทางเพศทุกรูปแบบ เพราะสภามีอำนาจออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับคนทั้งประเทศ กำหนดวิถีชีวิตคนทั้งประเทศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเรื่องการห้ามใช้ถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดเพศทั้งทางตรงและเชิงรุก

“จำได้ว่าคุณประยุทธ์ (จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) ก็เคยเรียกคุณช่อ (พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่) ว่า ‘คนสวย’ ไม่มีใครประท้วงเลย แต่คุณช่อลุกขึ้นขอให้ถอนคำนี้ออก นี่สะท้อนว่าสภาไม่เห็นว่าเป็นประเด็นเปราะบางและต้องใส่ใจ หากมีข้อบังคับและบทลงโทษก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้สภาระวังไม่พูดถึงเนื้อตัวร่างกาย เพราะในสภาก็เป็นพื้นที่เหยียดคนมากพอควรแล้ว” ดร.ชเนตตีกล่าว

เตรียมคลอดประมวลจริยธรรม ส.ส. สกัดล่วงละเมิดทางเพศ

บีบีซีไทยตรวจสอบพบว่า ในกมธ.วิสามัญยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 25 คน มีผู้หญิงร่วมเป็น กมธ. เพียง 2 คน ส่วนใน กมธ.วิสามัญยกร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ จำนวน 39 คน มีผู้หญิงร่วมเป็น กมธ. 7 คน ซึ่ง กมธ.เคยพูดคุยกันในหลักการ ไม่ได้ลงรายละเอียด

ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.กทม. พปชร. ซึ่งเป็น กมธ. ทั้ง 2 คณะกล่าวกับบีบีซีไทยว่า แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ ส.ส. ถูกเขียนไว้ในร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ ซึ่งที่ประชุมสภามีมติ “รับหลักการ” ในวาระที่ 1 ไปแล้ว ขณะนี้อยู่ในชั้นพิจารณาของ กมธ. ก่อนกลับเข้าสภาในวาระ 2 และ 3

ข้อ 21 ระบุว่า “ไม่กระทำการอันมีลักษณะเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ จนเป็นเหตุทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับความเดือนร้อนเสียหาย หรือกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยผู้ถูกกระทำอยู่ในภาวะจำยอมในการกระทำนั้น”

อย่างไรก็ตามการพิจารณาว่าการกระทำใดเข้าข่ายสร้างความเดือดร้อนเสียหาย เป็นเรื่องที่ กมธ.หญิงเห็นว่า “วัดได้ยาก” เพราะเป็นเรื่องความรู้สึก จึงไม่อาจกำหนดลักษณะความผิดแบบจำเพาะเจาะจงลงไป

“พอเป็นเรื่องความรู้สึก จะใช้เกณฑ์ใดมาตัดสิน ถ้าฟังแล้วไม่รู้สึกไม่สบายใจ ถือว่าผิดเลยไหม ล่วงละเมิดเลยไหม มันวัดยาก อีกอย่างเราก็ต้องเขียนข้อบังคับแบบให้เกียรติเพื่อนร่วมงานด้วย เพราะคนที่จะล่วงละเมิดก็เพื่อนร่วมสภาของเราทั้งนั้น” ธนิกานต์กล่าว

ส.ส.หญิงสมัยแรกจากพรรคแกนนำรัฐบาลเข้าใจว่า เหตุที่ข้อบังคับการประชุมสภา และข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ ไม่ได้เขียนลงลึกในรายละเอียดเพราะ ส.ส. ซึ่งเป็น “ระดับผู้นำ” ควรมุ่งให้ความสำคัญกับการออกกฎหมายและขับเคลื่อนประเทศชาติมากกว่าทำลายล้างกันด้วยประเด็นส่วนตัว หรือหยิบประเด็นอารมณ์มาพิจารณาถกเถียง เมื่อเข้ามาทำหน้าที่ในสภาแล้ว ทุกคนย่อมต้องรู้ว่าอะไรเหมาะควร

อนาคตใหม่เห็นใจปารีณา แต่ ส.ส.หญิงร่วมพรรคไม่รู้สึกว่าถูกคุกคาม

กับกรณีที่เกิดขึ้นกับปารีณา ส.ส.รุ่นน้องร่วมพรรคบอกว่าเห็นข่าวผ่าน ๆ ไม่ได้ดูคลิปที่ปรากฏตามสื่อ แต่ส่วนตัว “ไม่รู้สึกว่าเป็นการคุกคาม เรื่องนี้ต้องไปถามพี่เอ๋ (ปารีณา) ว่ารู้สึกอย่างไร ถ้าเจ้าตัวเฉย ๆ ก็อาจไม่มีอะไร หรือคนอื่นไปรู้สึกแทนพี่เขาหรือไม่ เขาอาจชอบก็ได้เพราะได้พื้นที่สื่อ ถ้าพี่เอ๋รู้สึกว่าถูกคุกคามก็น่าจะมีการโพสต์อะไรบ้างแล้ว แต่นี่ไม่มี และพี่เอ๋ก็ไม่เห็นมาบ่นอะไรให้ให้ฟัง”

ขณะที่ เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และ กมธ.ยกร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ แสดงความเห็นใจปารีณาในฐานะเป็นผู้หญิงด้วยกัน และมองว่า “เป็นการคุกคามอย่างหนึ่ง” ทว่าก่อนสถานการณ์จะเดินมาถึงจุดที่ปารีณาตกเป็นผู้ถูกกระทำ ได้ปรากฏความชุลมุนวุ่นวายในห้องประชุม ซึ่งเธอไม่ขอก้าวล่วงในรายละเอียดเพราะไม่ได้อยู่ในห้อง กมธ. แต่เห็นว่าการล่วงละเมิดทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้อง ๆ หนึ่งภายในรัฐสภา แต่เกิดขึ้นทุกพื้นที่ในสังคม เนื่องจากมุมมองและวิธีคิดของสังคมส่วนใหญ่ยังมองผู้หญิงจากภายนอก มองที่รูปลักษณ์ การแต่งกาย

FACEBOOK/เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์
เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ กับ พรรณิการ์ วานิช ในงานรวมพล “คนอยู่ไม่เป็น” เมื่อ พ.ย. 2562

เยาวลักษณ์เป็นอีกคนที่อยากชี้ชวนสังคมให้แยกแยะระหว่างบทบาทในสภา พฤติกรรมส่วนตัว และบุคลิกภาพของปารีณาซึ่งสามารถวิจารณ์ได้ในฐานะ “บุคคลสาธารณะ” กับการที่เธอตกเป็นผู้ถูกคุกคามทางเพศในที่ทำงาน

“เราต้องไม่เอา 2 เรื่องมารวมกัน เหมือนที่คนชอบพูดว่าผู้หญิงแต่งตัวโป๊สมควรแล้วที่ถูกอนาจาร หรือคนไม่ดีสมควรแล้วที่ฟ้าดินจะลงโทษ กรณีคุณปารีณามันเหมือนสังคมไปตัดสินแล้วส่วนหนึ่งว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ก็สมควรแล้ว ซึ่งมันไม่ควรเป็นเช่นนั้น” เยาวลักษณ์กล่าว

อดีตแคนดิเดตรอง ปธ.สภาหญิง แนะแยกแยะปม “อีช่อ” กับปม “ละเมิดเอ๋”

แม้ปารีณาเคยกดเหยียดโฆษก อนค. ในพื้นที่สาธารณะ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเปิดวิวาทะ-เปิดฉากชิงดีชิงเด่นกันไม่ต่างจากนางในละคร แต่ถึงกระนั้น เยาวลักษณ์ยืนยันแยก 2 บริบทนี้ออกจากกัน และหยิบยื่นความเห็นใจให้ปารีณาอีกครั้ง แต่ก็ฝากถึง ส.ส.ราชบุรี พปชร. ให้เลิกเล่นเกมการเมืองแบบเดิม ๆ เพราะจะทำให้สังคมเสียความเชื่อมั่นที่มีต่อสภา

ความนึกคิดของเยาวลักษณ์ คล้ายผิดแผกไปจากการแสดงออกของผู้คนในสังคมภายนอกที่ทำ “ตาบอด-หูหนวก” กับกรณีปารีณาถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่ง ส.ส.อนค. วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะมีข่าวใหม่ ๆ ถูกเปิดออกมากลบข่าวเก่าทุกวัน โดยที่ตัวเราก็มีส่วนเข้าไปเสพข่าวเหล่านั้นและเผยแพร่ต่อ ทำให้สิ่งที่ควรให้ความสำคัญถูกละเลยไปบ้าง แม้แต่สาระดี ๆ ที่เกิดขึ้นในห้องประชุม กมธ. ในที่ประชุมสภา ก็ไม่ถูกนำเสนอ มีแต่ข่าวทะเลาะกันทุกสัปดาห์ คนเสพข่าวก็บันเทิงเหมือนได้ดูละคร และเผลอไปตัดสิน ส.ส.หญิงจากพฤติกรรมในอดีต

เยาวลักษณ์เป็นอดีตแคนดิเดตชิงเก้าอี้รองประธานสภาคนที่ 1 ที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากเพื่อนร่วมสภา 246 : 248 เสียง ซึ่ง 11 ส.ส.หญิงสังกัด อนค. เคยออกมาชี้ว่าเป็นสัญญาณในทางบวกต่อผู้หญิงในสภา

6 เดือนผ่านไป เยาวลักษณ์ไม่ได้รู้สึกว่าเพื่อนร่วมสภาชายไม่ให้เกียรติผู้หญิงในสภา ตรงกันข้ามส่วนตัวเธอค่อนข้างได้รับโอกาสในการทำงาน สิ่งสำคัญคือการพิสูจน์ให้คนอื่นเคารพเชื่อถือในตัวเธอ และความกล้าเผชิญหน้ายืนยันความคิดเห็น แม้ผู้หญิงจะเป็นเสียงข้างน้อยในสภา ในห้องประชุม กมธ.ชุดต่าง ๆ ก็ตาม

เยาวลักษณ์ และธนิกานต์ ระบุว่าไม่เคยมีประสบการณ์ถูกคุกคามหรือล่วงละเมิดในสภา แม้ตัวธนิกานต์ยอมรับว่าถูก ส.ส.ชายแซวเป็นบางครั้ง แต่เธอคิดว่าเป็นเพราะ “พี่ ๆ เขาเอ็นดูเรา” และไม่อยากให้ความเป็นผู้หญิงกลายเป็นประเด็นที่ไปสร้างอคติ สิ่งที่เธอต้องการผลักดันในฐานะที่เป็น 1 ใน ส.ส.หญิงเกือบ 80 คนของสภาชุดนี้คือการสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้หญิงทั่ว ๆ ไป

ย้อนเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศด้วยวาจาต่อปารีณา

การประชุม กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธาน เมื่อ 27 พ.ย. ได้เกิดความวุ่นวานขึ้นตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่วาระ เมื่อปารีณายกมือประท้วงประธาน ที่ให้ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ และ วัฒนา เมืองสุข ที่ปรึกษาประธาน กมธ. นั่งข้าง ๆ โดยอ้างตามธรรมเนียมปฏิบัติว่าต้องเป็นที่นั่งของรองประธาน กมธ. “ไม่ใช่ ส.ส. สอบตก” และ “เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี” ทำให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์สอบถามระเบียบข้อบังคับจากเจ้าหน้าที่สภา ซึ่งได้รับคำตอบว่าไม่มีการกำหนดว่าใครต้องนั่งตรงไหน ประธานจึงตัดบทว่าใครนั่งตรงไหนก็ได้

ว่าแล้วปารีณาก็กล่าวว่า “ดิฉันขอไปนั่งข้างประธาน” ลุกจากที่นั่งเดิม คว้ากระเป๋าถือไปวางบนโต๊ะข้าง ๆ ที่นั่งของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ แล้วลากเก้าอี้มานั่งด้านขวามือของประธาน

ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ก็เกิดเหตุล่วงละเมิดทางเพศด้วยวาจาขึ้น แต่ไม่แน่ชัดว่าผู้พูด-ผู้ฟังรู้ตัวหรือไม่

  • พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ : เอ้า! นักข่าวถ่ายหน่อย ผมได้นั่งใกล้คนสวย อย่ากอดผมแล้วกันนะ

ต่อมาเข้าสู่วาระเสนอปลดประธานได้ไม่นานก็เกิดเหตุปะทะคารมอีกครั้ง เมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์หันไปต่อว่าปารีณาขณะกำลังพิมพ์ข้อความในสมาร์ทโฟน และถามหาข้อบังคับเรื่องการห้ามใช้เครื่องมือสื่อสารในห้องประชุม เพราะไปรบกวนโสตประสาทการทำหน้าที่ประธาน ก่อนที่ สิระ เจนจาคะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. จะทำทีเหมือนช่วยเหลือนักการเมืองหญิงร่วมพรรค แต่นั่นเป็นอีกครั้งที่มีการล่วงละเมิดทางเพศด้วยวาจา

  • สิระ : ประธานให้เหตุผลว่ารบกวนก่อกวน และที่ระบบโสตประสาทถูกรบกวน เพราะท่านไม่ได้มองจอโทรศัพท์ของคุณปารีณา ท่านมองอย่างอื่นของคุณปารีณามากกว่า
  • พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ : ผมจะไปมองอะไรปารีณา มีอะไรให้ผมน่ามอง
  • สิระ : นี่หรือคำพูดของอดีต ผบ.ตร. ช่วยจับตามองประธานว่ามองโทรศัพท์หรือมองอย่างอื่น

เหตุการณ์นี้จบลงที่ภาพปารีณาจัดเสื้อของเธอให้เข้าที่

บทความก่อนหน้านี้หนุ่มลืมกลัวตาย กระโดดแม่น้ำเชี่่ยวกราก ช่วยหมาน้อยสุดรัก
บทความถัดไปတရုတ်ဇနီးမယားအဖြစ် ရောင်းစားခံရမယ့် မိန်းကလေးငယ် ၇ ယောက်ကို တရုတ်ဘက်ကို လိုက်ကယ်