Khaosod
Online

วันพุธ ที่ 12 ส.ค. 2563

อินสตาแกรม : เมื่อเด็กสาวป่วยโรคซึมเศร้าตั้งกลุ่มลับปลอบใจกันข้ามทวีป แต่ลงเอยด้วยการปลิดชีพตัวเอง

7 ธ.ค. 2562 - 14:41 น.

อินสตาแกรม : เมื่อเด็กสาวป่วยโรคซึมเศร้าตั้งกลุ่มลับปลอบใจกันข้ามทวีป แต่ลงเอยด้วยการปลิดชีพตัวเอง - BBCไทย

บนโลกออนไลน์ วัยรุ่นจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับโรคซึมเศร้ากำลังสร้างบัญชีอินสตาแกรม "หลุม" เพื่อระบายขยะทางใจ และหาเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกันเพื่อให้กำลังใจกันและกัน แต่ทว่านั่นกลับเป็นดาบสองคมที่ผลักให้พวกเขาเดินเข้าใกล้หน้าผามากยิ่งขึ้นทุกที

"ไลฟ์การ์ด" ในทะเลแห่งความเศร้า

"ฉันเจอคนที่อยากฆ่าตัวตายเยอะมากเลยค่ะ แต่ฉันจะไม่เมินเฉย แล้วภาวนาให้พวกเขาอยู่รอดปลอดภัยแค่นี้แน่นอน"

อิงง์เบียก บลินด์เฮล์ม หญิงสาวชาวนอร์เวย์อายุ 22 ปี กล่าวขณะปัดนิ้วผ่านอินสตาแกรมบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเอง เธอได้รับฉายานามว่า "ไลฟ์การ์ด" ซึ่งหมายถึงผู้ช่วยชีวิต เพราะ อิงง์เบียก คอยสอดส่องบัญชีอินสตาแกรม "หลุม" ที่ถูกผู้ป่วยซึมเศร้าใช้บันทึกขยะทางใจ แล้วยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือก่อนที่จะสายเกินไปนั่นเอง

แม้ว่า อิงง์เบียก ไม่เคยได้รับค่าตอบแทน ไม่เคยได้รับการอบรมด้านสุขภาพจิตอย่างเป็นทางการ และไม่เคยคิดจะว่าตัวเองจะทำอะไรแบบนี้มาก่อน แต่ปัจจุบันเธอกำลังเฝ้าระวังบัญชีอินสตาแกรมส่วนบุคคลกว่า 450 บัญชี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของเด็กสาววัยรุ่นที่ระบายความในใจอันดำมืดมากมายเอาไว้เพียงลำพัง

อิงง์เบียก ยอมรับว่าการจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์มือถือเช่นนี้ มากินเวลานอนหลับค่อนข้างมาก และอาจทำให้เพื่อน ๆ รวมถึงสมาชิกในครอบครัวของเธอรู้สึกโกรธ แต่เธอก็ยังกังวล "ฉันรู้สึกว่าเวลาที่ฉันไม่ได้เช็คมือถือ อาจจะมีคนกำลังทำร้ายตัวเองอยู่โดยที่ไม่มีใครรับรู้เลยก็ได้นะคะ"

อิงง์เบียก แจ้งเบาะแสคนที่อาจจะฆ่าตัวตายให้กับทางตำรวจ เธอต้องระมัดระวังเป็นพิเศษว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีอินสตาแกรมเหล่านี้มากจนเกินไป เพราะพวกเขาอาจตื่นกลัวแล้วบล็อกผู้ติดตาม (follower) ของตัวเองทิ้งไปก็ได้

เด็กสาววัยรุ่นที่ฆ่าตัวตายเพราะป่วยทางจิตเวช
BBC
อินสตาแกรม "หลุม" ของ อานดรีนา เด็กสาวอายุ 17 ปี ที่เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายเมื่อสองปีก่อน

เมื่อต้นปีนี้ อิงง์เบียก เล่าว่าเธอได้แจ้งเบาะแสไปว่ามีเด็กสาวกำลังจะฆ่าตัวตาย แต่ทางตำรวจไม่เชื่อ พร้อมบอกว่าเด็กสาวคนดังกล่าวพูดแบบนี้มา 16 ครั้งแล้ว

"ฉันขอร้องให้เขาช่วยดูหน่อยว่าเด็กคนนี้ยังโอเคอยู่รึเปล่า แต่พวกเขาไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องจริงจังค่ะ"

และแล้ววันต่อมา อิงง์เบียก ก็ได้รับแจ้งจากทางเจ้าหน้าที่อีกครั้งว่าเด็กสาวคนนั้นได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับตลอดกาล

ไลฟ์การ์ดอย่าง อิงง์เบียก รู้จักพลังอำนาจของชุมชนในสื่อสังคมออนไลน์เป็นอย่างดี อันที่จริงแล้ว เธอมีประสบการณ์ตรงเลยทีเดียว เพราะสมัยยังเป็นวัยรุ่น เธอเคยป่วยเป็นโรคคลั่งผอม (anorexia) จึงได้เข้าไปติดตามบัญชีทวิตเตอร์ของผู้ที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน ซึ่งมีทั้งรูปภาพการทำร้ายตัวเองและข้อความเกี่ยวกับอาการดังกล่าวมากมาย

แม้ว่าด้านหนึ่ง โลกออนไลน์นี้จะเป็นเหมือนยาใจที่ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกได้รับการยอมรับ แต่ อิงง์เบียก กลับมองว่าข้อเสียของมันนั้นหนักหนาสาหัสมากกว่าข้อดี

"ฉันว่าสังคมในนั้นทำให้ผู้ป่วยอาการหนักขึ้นมากกว่าค่ะ เพราะพวกเขาได้เรียนรู้ว่าจะฆ่าตัวตายยังไง จะอดข้าวยังไง เอาอาหารที่กินเข้าไปออกมาได้ยังไง หรือแม้กระทั่งวิธีซ่อนอาการป่วยไม่ให้คนอื่นเห็นด้วย" นอกจากนี้ โลกออนไลน์ยังทำให้เกิด "การแข่งขัน" มากขึ้น เพราะยิ่งกรีดตัวเองได้ลึกเท่าไหร่ หรือยิ่งโพสต์ชุดความคิดลบ ๆ ได้รุนแรงแค่ไหน บุคคลนั้นก็ยิ่งได้รับยอดไลก์และความสนใจมากขึ้นเท่านั้น

เมื่อสี่ปีก่อน อิงง์เบียกแ ละเพื่อนสนิทในวัย 15 ปี เข้ารับการรักษาโรคทางใจและถูกอนุญาตให้กลับบ้านพร้อม ๆ กัน แต่มีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นที่ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากมาได้

เพื่อนสนิทของ อิงง์เบียก ขู่ว่าจะฆ่าตัวตายหากถูกส่งกลับไปอยู่บ้านด้วยการโพสต์รูปภาพรางรถไฟ ก่อนจะบอกให้เธอโทรศัพท์หา แน่นอนว่า อิงง์เบียกโทร ไป พร้อมย้ำให้เพื่อนสนิทอย่าเพื่งตัดสินใจทำร้ายตัวเอง แม้เพื่อนคนดังกล่าวจะตอบตกลง แต่หลายชั่วโมงต่อมาอิงง์เบียกก็ทราบข่าวการเสียชีวิตของเธอ

"นี่แหละค่ะเป็นเหตุผลที่ฉันมาทำอะไรแบบนี้" อิงง์เบียกกล่าว "ฉันสัญญากับตัวเองว่า ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยให้คนอื่นไม่ต้องรู้สึกแบบเดียวกับที่ฉันเคยเป็นมาก่อน"

"เครือข่ายคนอยากตาย"

ขณะเดียวกัน ณ กรุงออสโล อานนามาเธอ มูลานด์ นักข่าวสืบสวนสอบสวนของ NRK บรรษัทกระจายเสียงสาธารณะของนอร์เวย์ ก็กำลังสำรวจชุมชนแห่งความเศร้าหมองบนโลกออนไลน์อยู่เช่นกัน หลังจากเคยติดตามคดีฆ่าตัวตายของเด็กสาวที่มีบัญชีอินสตาแกรม "หลุม" เอาไว้ระบายความคิดอยากฆ่าตัวตายและทำร้ายตัวเอง

"ตำรวจบอกว่าเด็กสาวรายนี้มีผู้ติดตาม 100 คนทั่วประเทศ แต่พวกเขาไม่สืบสวนอะไรไปมากกว่าค่ะ" มูลานด์กล่าว "แต่ฉันคิดว่านี่มันแปลกมากเลย ผู้ติดตาม 100 คน พวกนี้เป็นใครกัน"

นักข่าวชาวนอร์เวย์
BBC
อานนามาเธอ มูลานด์

หลังข่าวชิ้นนี้เผยแพร่ออกไป ก็มีเด็กสาวคนหนึ่งติดต่อมูลานมาพร้อมเผยว่า มีเด็กผู้หญิงอีกอย่างน้อย 10 คน ในเครือข่ายนี้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จไปแล้ว มูลานด์ จึงลองสร้างบัญชีอินสตาแกรมที่ "มืดมน" ขึ้นเพื่อใช้ติดตามวัยรุ่นเหล่านี้ แล้วเธอก็ต้องประหลาดใจที่พบว่า แอปพลิเคชันดังกล่าวขึ้นแนะนำบัญชีอื่นที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายให้เธอกดติดตามอย่างรวดเร็ว

การสืบสวนนำพานักข่าวให้พบกับ ไฮดี้ ผู้สูญเสียลูกสาวชื่อ อานดรีนา อายุ 17 ปี ไปจากเหตุฆ่าตัวตายเมื่อสองปีก่อน เด็กสาวรายนี้มีบัญชีอินสตาแกรม "หลุม" เช่นกัน

"เธอบันทึกเอาไว้ด้วยค่ะ แทบจะทุกวินาทีตอนฆ่าตัวตายเลย" มูลานด์กล่าว เธอและไฮดี้ร่วมกันตรวจสอบอินสตาแกรมส่วนตัวบนโทรศัพท์มือถือของเด็กสาว และค้นพบเข้ากับวิดีโอพื้นหลังสีดำซึ่งมีเสียงร้องไห้ประกอบอยู่ รูปภาพและคลิปที่อันเดรียทำร้ายตัวเองพร้อมระบายว่า เธอไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว

อย่างน้อยอินสตาแกรมของ อานดรีนา ช่วยเปิดทางให้นักข่าวค้นพบบัญชีอินสตาแกรมส่วนตัวกว่า 1,000 บัญชี ทั้งหมดนี้มักโพสต์เนื้อหาทั้งรูปภาพและข้อความในแนวหดหู่ โดยมีเจ้าของบัญชีส่วนใหญ่เป็นเด็กสาวอายุเฉลี่ย 19 ปี จากอย่างน้อย 20 ประเทศ เช่น เดนมาร์ก อังกฤษ และ ออสเตรเลีย พวกเธอเหล่านี้ป่วยด้วยโรคทางจิตในระดับแตกต่างกันไป ตั้งแต่รู้สึกแย่กับตัวเองไปจนถึงซึมเศร้าและวิตกกังวลขั้นรุนแรง หลายคนเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้ง

มูลานสังเกตเห็นสิ่งเดียวกันกับที่อิงง์เบียกตั้งข้อสังเกต นั่นคือ เด็กสาวเหล่านี้คอยช่วยเหลือและเอาใจใส่กันและกัน แต่ที่น่ากังวลคือ ยิ่งเนื้อหามืดมนมากเท่าไหร่ เจ้าของบัญชีก็ยิ่งได้รับความสนใจ เช่น กดหัวใจ หรือ ข้อความบอกให้เข้มแข็ง มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

"ฉันมองว่ามันเป็นการให้กำลังใจที่ผิดที่ผิดทางอยู่หน่อยค่ะ เพราะนี่คือเด็กสาวที่ป่วยทางใจกำลังพยายามช่วยเหลือเด็กสาวที่ป่วยทางใจด้วยเหมือนกัน" มูลานด์กล่าวพร้อมย้ำว่า เครือข่ายเหล่านี้ "ปิดตาย" จากข้างใน จึงไม่มีคำแนะนำจากข้างนอกหลุดรอดเข้าไปถึง "ฉันมองว่าพวกเธอกำลังผลักให้อีกฝ่ายเดินไปที่ขอบเหวทีละก้าว แต่พอมันถึงหน้าผาเข้าจริง ๆ ทุกคนก็บอกว่า 'อย่านะ อย่าทำเลย อย่าฆ่าตัวตาย' แบบนี้ค่ะ"

ทารา ฮอปกินส์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายของอินสตาแกรม
BBC
ทารา ฮอปกินส์

อินสตาแกรมคือตัวปัญหา ?

อินสตาแกรมแบนรูปภาพและวิดีโอที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำร้ายและจบชีวิตตัวเองตั้งแต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019 หลังจากเด็กสาวชาวอังกฤษ มอลลี รัสเซล ฆ่าตัวตายเมื่อปี 2017 เพราะเสพเนื้อหาดังกล่าวบนแอปพลิเคชัน

อย่างไรก็ตาม มูลานด์ มองว่ามาตรการนี้ยังไม่เพียงพอ "มันก็ยังมีเนื้อหาเหล่านี้บนอินสตาแกรมอยู่ดีค่ะ แค่ตรวจสอบได้ยากมากขึ้นเท่านั้นเอง เวลาเด็ก ๆ พวกนี้โพสต์ว่าอยากฆ่าตัวตาย พวกเธอจะโพสรูปภาพในชีวิตประจำวันทั่วไป เช่น นอนอยู่บนเตียง แต่เขียนคำบรรยายภาพว่า นี่เป็นวันสุดท้ายของชีวิต ฉันไม่อยากมีลมหายใจอีกต่อไปแล้ว"

ด้าน ทารา ฮอปกินส์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ของอินสตาแกรมกล่าวว่า ทางบริษัทตระหนักว่าโรคทางจิตนั้นเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน และต้องใช้มาตรการที่ไม่ตึงและไม่หย่อนจนเกินไป กล่าวคือ ต้องอนุญาตให้มีพื้นที่เพื่อระบายความรู้สึกด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ อินสตาแกรมได้ร่วมมือกับองค์กรป้องกันการฆ่าตัวตาย เช่น สะมาริตันส์ (Samaritans) แล้ว

นอกจากนี้ อินสตาแกรมยังพยายามลบเนื้อหาอันตรายออกโดยใช้ทั้งปัญญาประดิษฐ์และคน อีกทั้งยังขอให้ผู้ใช้แอปพลิเคชันช่วยรายงานเมื่อพบเจอเนื้อหาสุ่มเสี่ยง และหากบัญชีใดเต็มไปด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายแล้ว อินสตาแกรมจะไม่แนะนำบัญชีนั้นให้ผู้ใช้งานคนอื่นติดตามอีกต่อไป

แม่ผู้สูญเสียลูกสาวจากเหตุฆ่าตัวตาย
BBC
ไฮดี้ สูญเสีย อานดรีนา ลูกสาวคนเดียวจากเหตุฆ่าตัวตาย

แต่ไฮดี้อาจไม่คิดเช่นนั้น "ตอนที่ฉันได้เห็นโพสต์ในอินสตาแกรมของลูกสาว เห็นว่า อานดรีนา อัปเดตเรื่องราวให้ผู้ติดตามบนนั้นเห็นบ่อยขนาดไหน ฉันถึงตระหนักได้ว่าอินสตาแกรมนั่นแหละที่พรากลูกไปจากฉัน ฉันรู้สึกแบบนั้นค่ะ"

สำหรับอิงง์เบียก เธอมองว่า การลบบัญชีอินสตาแกรมทิ้งไปไม่ได้ช่วยอะไร "วัยรุ่นเหล่านี้ก็แค่หาโลกออนไลน์ใบใหม่ค่ะ ฉันมองว่าระบบบริการสุขภาพควรจะต้องดีกว่านี้ ผู้คนจะได้ไม่ต้องหันไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย พวกเขาควรได้ปรึกษาจิตแพทย์หรือสมาชิกในครอบครัวแทนที่จะต้องโพสต์ระบายความรู้สึกของตัวเอง"

ด้านหน่วยงานภาครัฐ เบน เฮเยอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยอมรับกับ บรรษัทกระจายเสียงสาธารณะของนอร์เวย์ NRK ว่า เขาไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่ามี "เครือข่ายคนอยากฆ่าตัวตาย" อยู่บนโลกออนไลน์ด้วย พร้อมบอกว่าจะนำประเด็นนี้เข้าไปพิจารณาเพื่อออกมาตรการป้องกันการฆ่าตัวตายฉบับใหม่

อิงง์เบียกเองก็อยากปลดภาระที่แบกเอาไว้บนบ่าเช่นกัน เธออยากไล่ตามความฝันที่อยากเป็นพยาบาลเฉพาะทางด้านมะเร็ง

สำหรับไฮดี้ เธอหวังเพียงแค่ว่า อีกหลายชีวิตจะได้รับการช่วยเหลือจากประเด็นสาธารณะในครั้งนี้

"ฉันไม่คุยเรื่องอินสตาแกรมกับลูก เพราะกลัวว่าลูกจะโกรธแล้วทำร้ายตัวเองหนักกว่าเดิม แต่ฉันเสียใจค่ะ ที่ทำแบบนั้น ฉันอยากฝากไปถึงคุณแม่คนอื่น ๆ ว่าอย่าเดินตามรอยฉันเลยค่ะ" ไฮดี้กล่าว "คุยกับลูกสาวของคุณเถอะค่ะ"

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ อินสตาแกรม : เมื่อเด็กสาวป่วยโรคซึมเศร้าตั้งกลุ่มลับปลอบใจกันข้ามทวีป แต่ลงเอยด้วยการปลิดชีพตัวเอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง