อนาคตใหม่ : สถานีต่อไป ธนาธร-ปิยบุตร-ชาวอนาคตใหม่ หลังคดียุบพรรค

12 ธ.ค. 2562 - 02:32 น.

อนาคตใหม่ : สถานีต่อไป ธนาธร-ปิยบุตร-ชาวอนาคตใหม่ หลังคดียุบพรรค – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

การตั้งสำนวนคดียุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ในช่วงส่งท้ายปีเก่า ไม่ใช่เรื่องเหนือคาดของบุคคลระดับนำของพรรค ตลอดขวบปีที่ผ่านมา สารพัด “ข่าวลือ” เกี่ยวกับคนอนาคตใหม่มักกลายเป็น “ข่าวจริง” มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้พิจารณาวินิจฉัยมีคำสั่งยุบ อนค. จากปม ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ปล่อยเงินกู้ 191.2 ล้านบาท ให้พรรคตัวเองเพื่อทำกิจกรรมในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ก็เช่นกัน

ปลายปี 2560 “นักธุรกิจหมื่นล้าน” จับเข่าพูดคุยกับ “นักกฎหมายมหาชนดีกรีดอกเตอร์” หลายครั้งหลายครา ก่อนตัดสินใจ “ออกจากพื้นที่ปลอดภัย” ทิ้งอาชีพการงานที่มั่นคง-คุ้นชิน กระโจนเข้าสู่ถนนสายการเมือง ก่อตั้งพรรคการเมืองน้องใหม่

ปลายปี 2562 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ต้องเตรียมต่อสู้ใน “นิติสงคราม” (Lawfare) เพื่อรักษาพรรคที่เพิ่งสร้าง พร้อม ๆ กับมองหา “สถานีต่อไป” ให้พลพรรคอนาคตใหม่

“เราคาดหมายตั้งแต่ก่อตั้งพรรค แต่ไม่คิดว่ามาเร็วกว่าที่คิด” และ “วันนี้เป็นวันอัปยศอีกครั้งหนึ่งของการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” ปิยบุตรแถลงหลังทราบมติ กกต.

จับตา “ไม่เปิดศาลไต่สวน” ใช้ตุลาการชุดเดิม

ถึงขณะนี้บรรดาผู้สนับสนุน อนค. และลูกศิษย์ของ ปิยบุตร ในโลกออนไลน์ เริ่มรอลุ้น-รอเชียร์เลขาธิการ อนค. วัย 40 ปีให้ขึ้นไต่สวนคดียุบพรรคในศาลรัฐธรรมนูญ ทว่าฉากดังกล่าวอาจไม่เกิดขึ้น

หากศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องคดียุบ อนค. ไว้พิจารณา อาจแจ้งให้พรรคส่งคำคัดค้านแก้ข้อกล่าวหาของ กกต. ภายใน 15 วันโดย “ไม่เปิดศาลไต่สวน” ก็ได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงในคดีนี้ มีหลักฐานสำคัญคือคำให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และโฆษกพรรค ที่ยอมรับว่านายธนาธรให้พรรคกู้เงินจริง แต่ระบุจำนวนไม่ตรงกัน จึงเหลือแต่ข้อกฎหมายให้วินิจฉัยว่าการให้พรรคกู้ยืมเงินเข้าข่ายเป็น “เงินบริจาค ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ตามมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง หรือไม่

การไม่เปิดศาลไต่สวนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นน้อยครั้ง แต่ใช่ว่ามิเคยเกิดขึ้นเลย ย้อนกลับไปคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า “คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงไม่ทำการไต่สวน” โดยศาลมีมติรับคำร้องเมื่อ 27 ก.พ. และนัดคู่กรณีฟังคำวินิจฉัยในสัปดาห์ถัดไปคือวันที่ 7 มี.ค.

อดีตนักการเมืองผู้มีประสบการณ์ถูกยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองรายหนึ่งวิเคราะห์กับบีบีซีไทยว่า กระบวนการอันรวดเร็วในศาลรัฐธรรมนูญสัมพันธ์กับเหตุผลที่ว่า “จะให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดไหนเป็นผู้ตัดสินคดียุบพรรค” เนื่องจากมีตุลาการ 5 คนต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะมีอายุครบ 70 ปี แต่ขณะนี้ว่าที่ตุลาการชุดใหม่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติโดยสมาชิกวุฒิสภาที่ตั้งต้นกันมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2562 จึงมีการคาดการณ์กันว่าผลที่ออกมาอาจไม่เป็นคุณกับ อนค. เท่าไรนัก

ผลที่ตามมาหากคำตัดสินออกมาในทางลบ

สถานการณ์ของ อนค. ในเวลานี้อยู่ในภาวะ “กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง” ด้านหนึ่งต้องระดมสรรพกำลังชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาคดียุบพรรคต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อรักษา “พรรคสีส้ม” เอาไว้ แต่อีกด้านก็ต้องเตรียมหา “ทางหนีทีไล่” ในกรณีที่ อนค. ต้องสิ้นชื่อจากสารบบการเมืองไทย

หากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญออกมาในทางลบ ผลกระทบที่ตามมาภายใต้ พ.ร.ป.พรรคการเมือง คืออะไร

  • หนึ่ง กก.บห. 16 คน (รวมถึง นิรามาน สุไลมาน อดีต กก.บห. ที่ขณะเกิดเหตุยังมีตำแหน่งในพรรค) ถูกสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (มาตรา 92)
  • สอง กก.บห. ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ห้ามจดทะเบียนพรรคใหม่ หรือเป็น กก.บห. พรรคอื่น หรือมีส่วนร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองอื่น ภายในกำหนด 10 ปี (มาตรา 94)
  • สาม ส.ส.อนค. จะหายไป 11 คน จากยอดเดิม 80 คน เนื่องจากคนกลุ่มนี้เป็น กก.บห. ในห้วงที่กระทำการ
  • สี่ ส.ส. ที่เหลืออยู่ 69 คน ต้องหาสังกัดใหม่ภายใน 60 วัน เพื่อไม่ให้ขาดสมาชิกภาพ (รัฐธรรมนูญ มาตรา 101) โดยระหว่างนี้อาจมี “เหตุแทรกซ้อน” จากการช้อนซื้อตัวผู้แทนฯ ในภาวะ “รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ” แกนนำพรรคจึงต้องเตรียมจัดการให้เกิดการ “เกาะกลุ่ม-รวมตัว” กันไว้ให้ได้มากที่สุด
  • ห้า กกต. อาจเดินหน้าเอาผิด “คดีอาญา” ในอีกสำนวนที่ตั้งรออยู่ คือความผิดตามมาตรา 66 ซึ่งมีทั้งโทษจําคุก ปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและ กก.บห. (มาตรา 124, 125)

แผนสืบทอด “อุดมการณ์” และรักษา “ผู้คน”

ว่ากันว่าระดับนำของ อนค. เริ่มตระหนักว่า “ข่าวลือ” เรื่องการทำให้ อนค. หายไปมีโอกาสกลายเป็น “ข่าวจริง” เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมานี้เอง จากที่ “ไม่เคยเชื่อ” และพร่ำบอกต่อสาธารณะอยู่เสมอว่า “ไม่มีแผนสำรอง-แผนสอง”

ธนาธรยอมรับระหว่างพบปะสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (เอฟซีซีที) เมื่อ 2 ธ.ค. ว่าได้ข้อมูลจาก “แหล่งข่าวบางคน” ว่าในช่วงกลางเดือน ธ.ค. จะมีผลคำตัดสินคดียุบ อนค. ออกมา แต่ก็เป็นแค่ “ข่าวลือที่ไม่มีคำยืนยัน”

อย่างไรก็ตามระยะหลังมานี้ ท่าทีของธนาธรเปลี่ยนไป สะท้อนผ่านคำกล่าวในหลายกรรมหลายวาระ ซึ่งมีนัยแฝงถึง “สิ่งที่ต้องการรักษาไว้” หาก อนค. ต้องมีอันเป็นไปทางการเมือง


ธนาธรเปรียบเปรย อนค. คือ “ผู้คน” ไม่ใช่แค่ธนาธรหรือปิยบุตร… ไม่ใช่พรรค/สำนักงาน แต่คือ “อุดมการณ์/เจตจำนงที่แน่วแน่” เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น… อนค. คือ “การเดินทางที่ผู้คนมีจุดหมายปลายทางเดียวกัน”

การ “สืบทอดอุดมการณ์” และ “รักษาผู้คน” ทั้งประชาชน 6.2 ล้านเสียงที่ลงคะแนนเลือก อนค. และผู้แทนราษฎรที่เหลืออยู่ จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ธนาธรกับพวกต้องขบคิด ซึ่งธนาธรเคยประเมินไว้ว่าจะมี ส.ส. ราว 60 คนที่ “ยังเหนียวแน่น” และ “ไปอยู่พรรคใหม่ด้วยกัน”

คำถามคือ “สถานีต่อไป” สำหรับชาว อนค. คืออะไร

ธนาธรกับพวกมีเวลา 60 วันในการจัดการทางธุรการ ซึ่งคล้ายมีเพียง 2 ทางเลือก ระหว่างการยกคณะไปสังกัดพรรคการเมืองที่เรียกตัวเองว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” ซึ่งมีที่นั่งในสภาอยู่แล้ว หรือรวมพลเข้ายึด “พรรคไร้ชื่อ” จัดการเปลี่ยนชื่อและค่อย ๆ สร้างชื่อขึ้นมาใหม่ในแบบอนาคตใหม่

คำถามต่อไปคือ ผู้นำคนใหม่ของชาวอนาคตใหม่จะเป็นใคร ซึ่งต้องได้รับความยอมรับในหมู่ ส.ส. สะท้อนอุดมการณ์ของ อนค. และสามารถยึดตรึงประชาชนผู้สนับสนุนพรรคสีส้มเอาไว้ได้

เป็นที่รับรู้ในหมู่ผู้ติดตามความเคลื่อนไหวของ อนค. ว่าพรรคการเมืองแห่งนี้มีผู้ก่อตั้งหลัก 3 คน นอกจากธนาธรและปิยบุตร ยังมี ชัยธวัธ ตุลาธน รองเลขาธิการพรรค ซึ่งช่วงแรก ๆ ขอ “งดออกชื่อ-งดออกหน้า” ด้วยเหตุผลส่วนตัว และเหตุผลทางการเมืองที่ว่าหากประสบปัญหาขึ้นกับ อนค. จะได้มีคนถือธงนำภาคต่อ

แต่ไม่นานนัก ชัยธวัธก็เข้ามามีตำแหน่งแห่งที่ใน อนค. ในฐานะรองเลขาธิการพรรค ทว่าไม่ได้อยู่ในโครงสร้าง กก.บห. ตามกฎหมาย จึงเป็นผู้รอดชีวิตทางการเมือง และคาดว่าจะกลายเป็นโต้โผหลักในภารกิจ “สืบทอดอุดมการณ์-รักษาผู้คน”

สถานีต่อไปของธนาธร-ปิยบุตร กับโอกาสลงถนน?

หากธนาธร-ปิยบุตรถูกสกัดไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองใด ๆ อะไรคือสถานีต่อไปของคนทั้งคู่

ธนาธรเคยถูกตั้งคำถามหลายครั้งว่าจะนำมวลชนลงถนนหรือไม่

ความจริงก่อนตัดสินใจตั้งพรรค ธนาธรและปิยบุตรเคยพิจารณาระหว่างการเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) แล้วค่อยพัฒนาเป็นพรรค หรือตั้งพรรคการเมืองทันที แต่หลังแยกย้ายกันไปขบคิด-พูดคุยปรึกษาผู้คน พวกเขาเห็นตรงกันว่าต้องตั้งพรรคการเมือง

ในวันที่ได้เข้าสภา แต่ต้อง “เว้นวรรค” การทำหน้าที่ ส.ส. ตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ธนาธรถูกถามว่าบทบาทการเมืองนอกสภายังเป็นการขับเคลื่อนในนามพรรค ไม่ใช่ลงสู่ท้องถนนใช่หรือไม่ หัวหน้า อนค. ตอบว่า “เราเชื่อมั่นว่าการได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่ดีที่สุดคือการกระทำผ่านรัฐสภา ถ้าเราไม่เชื่อก็คงไม่มาตั้งพรรค รัฐสภาคือสถานที่อันทรงเกียรติ และเหมาะสมที่จะนำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยมากที่สุด” (25 พ.ค. 2562)

ในวันหลังพ้นสมาชิกภาพ ส.ส. และลาออกจาก กมธ.งบประมาณปี 2563 “ในเมื่อพวกเขาไม่ต้องการเห็นผมอยู่ในสภา ผมก็ไม่อยู่ในสภา ก็กลับไปอยู่กับประชาชน เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพี่น้องประชาชนลุกขึ้นยืนตรง ไม่ยอมก้มหัวให้กับระบอบเผด็จการ…” (29 พ.ย. 2562) จนถูกมองว่า “น้ำเสียงเปลี่ยนไป”

ขณะที่ปิยบุตรเปรียบเปรียบพรรคการเมืองเหมือนร่างกาย ซึ่งมีวิญญาณและหัวใจ ร่างกายไปที่ไหนจิตวิญญาณก็ตามไป “ต่อให้ยุบไปกี่ครั้งก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะจิตวิญญาณแบบอนาคตใหม่จะอยู่ไปตลอดกาล… ยืนยันว่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นวันนี้ไม่สามารถขัดขวางการทำงานของผมและคุณธนาธรได้” ปิยบุตรระบุ

เขาเคยย้ำกับบีบีซีไทยว่า “การทำการเมืองไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบพรรค”

อย่างไรก็ตาม “ปัญหาเฉพาะหน้า” ว่าด้วย “ผู้คน” ที่ธนาธร-ปิยบุตรต้องเร่งจัดการภายใต้เวลาอันจำกัด น่าจะเป็นเรื่องยากที่เขาปลีกเวลาไปคิดถึงการทำการเมืองบนท้องถนนในเวลาอันสั้นนี้

ที่สำคัญฐานมวลชนของ อนค. ไม่ใช่ “พลังนอกสภา” แต่เป็นผู้ศรัทธากับการเมืองในระบบรัฐสภา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ อนาคตใหม่ : สถานีต่อไป ธนาธร-ปิยบุตร-ชาวอนาคตใหม่ หลังคดียุบพรรค
ข่าวที่เกี่ยวข้อง