อเมริกา-อิหร่าน : 5 เหตุผลทำไมวิกฤตนี้ยังไม่จบ

EPA

อเมริกา-อิหร่าน : 5 เหตุผลทำไมวิกฤตนี้ยังไม่จบ – BBCไทย

โดย โจนาธาน มาร์คัส

ผู้สื่อข่าวสายการทูต บีบีซี

เป็นเรื่องน่ายินดีที่อย่างน้อยการสังหารคาเซ็ม สุเลมานี ยังไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ

หากมองในมุมนั้นก็อาจถือได้ว่าวิกฤตนี้ได้คลายความตึงเครียดลงแล้ว

อย่างไรก็ดี ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้ทั้งสองประเทศเกือบทำสงครามกัน ยังไม่ได้เปลี่ยนไปเลย และนี่คือเหตุผล 5 ประการว่าทำไมวิกฤตนี้ยังไม่จบลงง่าย ๆ

1. ลดระดับความขัดแย้งแค่ชั่วคราว

เป็นเรื่องที่เข้าใจกันผิดหากจะมองว่าอิหร่านพยายามจะลดระดับความขัดแย้งด้วยการออกมายอมรับผิดที่ยิงเครื่องบินยูเครนตก

ปกติแล้ว อิหร่านต้องออกมาปฏิเสธว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุที่เกิดขึ้น แต่คราวนี้พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นเพราะมีหลักฐานมัดตัวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ที่มีข่าวกรอง หน่วยสืบสวนของยูเครนที่บอกว่าเจอหลักฐานว่ามีการยิงขีปนาวุธจริง และก็มีทีมสืบสวนอิสระที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์ขีปนาวุธยิงเครื่องบินตกเป็นของจริง

เห็นได้ชัดตั้งแต่ตอนที่มีรถแบคโฮ พยายามไปกวาดบริเวณที่เครื่องบินตกว่า จริง ๆ แล้วทางการอิหร่านรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หากคิดว่าเป็นอุบัติเหตุจริง ๆ เจ้าหน้าที่ก็คง ไม่เข้าไปยุ่งกับซากเครื่องบินตก

ซากเครื่องบิน

Getty Images
ก่อนหน้านี้ ทางการอิหร่านปฏิเสธรายงานที่ระบุว่า มีการยิงเครื่องบินโดยขีปนาวุธใกล้กับกรุงเตหะราน

ไม่กี่เดือนก่อน ชาวอิหร่านจำนวนมากเพิ่งออกมาประท้วงปัญหาการทุจริตและวิกฤตเศรษฐกิจ และหลังจากอิหร่านออกมายอมรับเรื่องขีปนาวุธยิงเครื่องบินตก คนก็กลับออกมาเดินประท้วงตามท้องถนนอย่างรวดเร็ว การออกมายอมรับความผิดพลาดของทางการอิหร่านในครั้งนี้ จึงเป็นมาตรการการจัดการปัญหาความไม่พอใจ ของผู้คนภายในประเทศมากกว่าเป็นการลดระดับความตึงเครียดกับสหรัฐฯ

2. นโยบายสหรัฐฯ ไม่ได้เปลี่ยนไป

นักวิเคราะห์หลายคนไม่เชื่อว่าการสังหารสุเลมานี และการพยายามสังหารเจ้าหน้าที่อาวุโสอิหร่านอีกคนในเยเมน จะเป็นการขัดขวางแผนการของอิหร่านที่เตรียมโจมตีสหรัฐฯ

แต่มีความเป็นไปได้มากกว่าที่สหรัฐฯ ทำไปเพื่อต้องการจะยับยั้งอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค ซึ่งก็อาจจะได้ผลในระยะสั้น

โดนัลด์ ทรัมป์

PA

แต่แผนการยับยั้งนี้อาจไม่ได้ผลตามที่สหรัฐฯ ต้องการเนื่องจากท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง เขาขู่ทำลายล้างอิหร่าน แต่ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณว่าอยากจะถอนกองกำลังสหรัฐฯ ออกจากตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ ยังจะคว่ำบาตรและทำลายเศรษฐกิจอิหร่านต่อไป แต่อิหร่านจะไม่ยอมแพ้ นี่จะยิ่งทำให้พวกเขากล้าตอบโต้สหรัฐฯ รุนแรงกว่าเก่าด้วยวิธีการของตัวเอง

3. เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่านยังเหมือนเดิม

แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี และนับวันชาวอิหร่านจะไม่พอใจมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ชนชั้นนำคงไม่ยอมจะทิ้งอำนาจไปง่าย ๆ พวกเขามีองค์กรอย่างกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (Revolutionary Guard Corps) ที่ทรงอิทธิพลเกินกว่าจะยอมละทิ้งอำนาจที่มี สิ่งที่พวกเขาจะทำต่อไปคือจัดการกับผู้เห็นต่างในประเทศและก็พยายามผลักสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาคไป

หลังจากการสังหารสุเลมานี การไล่สหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค หรืออย่างน้อยก็แค่ออกจากอิรัก มีความเป็นไปได้มากกว่าเก่า

จากมุมมองของทางการอิหร่าน นโยบายการต่างประเทศของอิหร่านประสบความสำเร็จพอสมควร พวกเขาช่วยให้ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรียครองอำนาจไว้ได้ ช่วยเปิดพื้นที่ให้ซีเรียต่อสู้กับอิสราเอลได้ และก็มีอิทธิพลอย่างมากในอิรัก

US Army paratroopers from the 82nd Airborne Division arrive at Ali Al Salem Air Base, Kuwait, January 2, 2020

Reuters
ปธน.ทรัมป์ ขู่ว่าสหรัฐฯ จะหยุดให้เงินสนับสนุนรัฐบาลอิรักหากบังคับสหรัฐฯ ถอนกองกำลังออกจากประเทศ

ด้วยทิศทางนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ขัดแย้งกัน ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคโดนทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากซาอุดีอาระเบียหาทางเจรจากับอิหร่านเอง และตุรกีก็หันไปสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับรัสเซียด้วยตัวเอง

มีแต่อิสราเอลเท่านั้นที่ดูเหมือนจะคิดว่าการสังหารสุเลมานีเท่ากับว่าทรัมป์ตั้งใจจะกลับมาให้การช่วยเหลือในภูมิภาคเช่นเดิม แต่พวกเขาก็อาจจะต้องผิดหวัง

4. ท่าทีอิรักไม่ชัดเจน

ไม่เคยมีสัญญาณชัดเจนขนาดนี้มาก่อนว่าอาจมีการถอนกองกำลังสหรัฐฯ ออกจากอิรัก รัฐสภาอิรักได้ลงมติให้กองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังพลออกจากประเทศแล้ว แต่นั่นไม่ได้มีผลบังคับทางกฎหมายแต่อย่างใด

ด้าน ปธน.ทรัมป์ขู่ว่าจะหยุดให้เงินสนับสนุนรัฐบาลอิรักหากบังคับสหรัฐฯ ถอนกองกำลังออกจากประเทศ

การเข้าไปแทรกแซงในอิรักของสหรัฐฯ มีความสำคัญมาก เมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรเริ่มต่อสู้กับนักรบไอเอสในอิรัก คนก็มองกันว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรจะเข้าไปประจำการเป็นระยะยาว แต่หากสหรัฐฯ ถอนกำลังออกจากพื้นที่ กลุ่มไอเอสอาจกลับมามีอิทธิพลอีกครั้ง

นอกจากนี้ กองกำลังสหรัฐฯ จะไม่สามารถประจำการอยู่ทางตะวันออกของซีเรียได้อีกต่อไปเนื่องจากกองกำลังที่นั่นได้รับการสนับสนุนส่วนใหญ่จากฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรัก

5. ข้อตกลงนิวเคลียร์

ต้นตอของวิกฤตในครั้งนี้อาจเริ่มตั้งแต่ตอนที่ ปธน.ทรัมป์ ประกาศถอนตัวจากการทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านเมื่อเดือน พ.ค. 2018

จากนั้นเป็นต้นมา สหรัฐฯ ก็ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในระดับสูงสุดต่ออิหร่าน ส่วนอิหร่านก็ใช้วิธีตอบโต้กลับด้วยการค่อย ๆ เลิกทำตามข้อตกลงทีละข้อ

ภายใต้ข้อตกลงนี้ อิหร่านตกลงจะจำกัดปริมาณการสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ ซึ่งสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แต่ขณะเดียวกันก็ใช้ในอาวุธนิวเคลียร์ได้ด้วย เป็นเวลา 15 ปี และจำกัดจำนวนเครื่องหมุนเหวี่ยงที่ใช้ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นเวลา 10 ปี

ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ของอิหร่านย้ำชัดว่าอิหร่านจะ "ทำงานร่วมกับประชาคมโลกต่อไป"

Reuters
ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ของอิหร่าน

ข้อตกลงนี้สำคัญมาก เพราะว่าก่อนหน้านั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามขึ้นจริง ๆ โดยมีแนวโน้มว่าอิสราเอลจะเข้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ระหว่างนี้ อิหร่านจะพยายามรั้งประเทศอื่น ๆ ที่ร่วมทำข้อตกลงนิวเคลียร์นี้ให้อยู่ข้างตัวเอง แต่วิกฤตในครั้งนี้กำลังจะแย่ลงเรื่อย ๆ เพราะอิหร่านยังได้รับแรงกดดันทางเศรษฐกิจอยู่แม้ชาติยุโรปจะพยายามช่วยแล้วก็ตาม

ในที่สุดแล้ว ข้อตกลงนี้อาจพังครืนลง และระหว่างนี้ อิหร่านก็อาจจะผลิตอาวุธนิวเคลียร์คืบหน้าใกล้สำเร็จ

แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับนี้ นโยบายของทรัมป์ได้พาสหรัฐฯ กลับเข้าไปข้องเกี่ยวกับวิกฤตในตะวันออกกลาง ทั้ง ๆ ที่นโยบายเพื่อความมั่นคงของประเทศสหรัฐฯ ต้องการจะถอนกองกำลังของตนออกมา

บทความก่อนหน้านี้‘วุฒิ เลิศรัตน์โกสุมภ์’ กลยุทธ์‘Gear Garage’
บทความถัดไปค่ายเยาวชน AI – หมากล้อม ขับเคลื่อนเทคโนโลยีคู่คุณธรรม