กราดยิงโคราช : ผบ.ทบ. ปาดน้ำตา อย่าด่ากองทัพบก-ทหาร "ให้ด่า พล.อ.อภิรัชต์" แต่ไม่ลาออก

11 ก.พ. 2563 - 13:42 น.

การเปิดแถลงข่าวของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ต่อเหตุการณ์ “กราดยิงโคราช” เริ่มต้นด้วยการเอ่ยคำ “ขอโทษ” ที่กำลังพลของกองทัพบกคือผู้ก่อเหตุ “โศกนาฏกรรม” ครั้งใหญ่ ก่อนลงท้ายด้วยบทเพลงพระราชนิพนธ์ “จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด”

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 3 วันที่ พล.อ.อภิรัชต์ ออกมาสื่อสารต่อสาธารณะ หลังเกิดเหตุกราดยิงโคราชเมื่อ 8 ก.พ. ต่อเนื่องวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 30 ราย รวมผู้ก่อเหตุที่ถูกวิสามัญฆาตกรรรม และมีผู้บาดเจ็บ 58 คน

โดยที่ จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา “มือปืน” ผู้ก่อเหตุอุกฉกรรจ์ในวันมาฆบูชา เป็นนายทหารชั้นประทวนสังกัดกรมสรรพาวุธกระสุนที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 (บชร.2) ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ชี้ว่ามูลเหตุจูงใจมาจากปัญหาขัดแย้งเรื่องค่าซื้อขายที่ดินกับ “นายพัน” ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา และ “แม่ยาย” อีกทั้งอาวุธที่ใช้ก่อเหตุก็ถูกปล้นจากคลังอาวุธ จนก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วในเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยคลังอาวุธของกองทัพ

วันนี้ (11 ก.พ.) พล.อ.อภิรัชต์ได้เปิดห้องรับรองภายในกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) แถลงข่าวและตอบสารพัดข้อซักถามจากสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง โดยที่ ผบ.ทบ. ได้ยกร่างคำชี้แจงไว้ 8 ข้อหลัก แล้วค่อย ๆ แจกแจงไปตามลำดับ โดยมีเสียงถอนหายใจดังขึ้นบ่อยครั้ง ขณะที่บางช่วงเขาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและถึงต้องปาดน้ำตา

“ขอโทษ และแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ที่มีผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นกำลังพลของกองทัพบก” คือบทเริ่มต้นของ พล.อ.อภิรัชต์หลังประจำการที่โพเดียมแถลงข่าว

บีบีซีไทยสรุปสาระสำคัญไว้ ดังนี้

ลำดับเหตุการณ์ “กราดยิงโคราช” ฉบับ ผบ.ทบ.

พล.อ.อภิรัชต์ได้ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เวลาราว 14.00 น. เมื่อผู้ก่อเหตุใช้ “อาวุธปืนส่วนตัว” ตัดสินใจสังหารคู่กรณีและเครือญาติ (พ.อ.อนันต์ฐโรจน์ กระแสร์ ผบ.พัน. กระสุน 22 ผู้บังคับบัญชา และนางอนงค์ มิตรจันทร์ แม่ยาย) ณ บ้านพักของคู่กรณี ทั้งนี้อาวุธปืนส่วนตัวที่ใช้ก่อเหตุ 5 ชนิด ประกอบด้วย ปืนบก 9 มม. ปืน 11 มม. ปืนลูกโม่แม็กนั่ม .44 ปืนเล็กยาว .22 และปืนลูกซองแบบ 870 ทั้งหมดเป็นการซื้ออย่างถูกต้องด้วยการกู้เงินไปซื้อมา และมีใบอนุญาตการครอบครอง

ต่อมาเวลา 15.00 น. ผู้ก่อเหตุใช้ “รถยนต์ส่วนตัว” ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีน้ำเงิน ขับไปที่ป้อมยามรักษาการในค่ายสุรธรรมพิทักษ์ ก่อนก่อเหตุ ดังนี้

จุดเกิดเหตุ

ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

อาวุธที่ถูกปล้นไป

ป้อมรักษาการณ์

ใช้อาวุธปืนส่วนตัวขู่เจ้าหน้าที่ยามรักษาการณ์ให้ส่งมอบอาวุธให้

ปืนเล็กยาวแบบ 11 (ปืนเอชเค) จำนวน 1 กระบอก และกระสุน 5.56 จำนวน 40 นัด

กองร้อยรักษาการณ์ (คลังอาวุธ)

ใช้ปืนเอชแคที่ปล้นจากจุดแรกกราดยิงพลทหารที่เป็นยามรักษาการณ์คลังอาวุธเสียชีวิต ยิงยามฝั่งตรงข้ามได้รับบาดเจ็บอีก 2 นาย และใช้ปืนลูกซอง 870 ยิงทำลายประตูและลูกกุญแจ

ปืนเอชเค จำนวน 1 กระบอก และปืนกลเอ็ม 60 จำนวน 1 กระบอก

กองบังคับการกองพัน

รถยนต์บรรทุก (รยบ.51บี) หรือรถจี๊ฟ

คลังกระสุนกองพันฯ

ขับรถจี๊ฟชนประตูคลังกระสุน

กระสุน 5.56 จำนวน 736 นัด

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากคำแถลงข่าวของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.

ขณะนั้นนายทหารในค่ายได้ใช้ปืนพกไล่ยิง จนผู้ก่อเหตุออกมาพ้นนอกค่าย ขณะเดียวกันก็ได้แจ้งตำรวจ ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะไปกราดยิงประชาชนตามรายทาง และเข้าไปก่อเหตุที่ห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช ในเวลาต่อมา

เผยแรงจูงใจของ “จ่าคลั่ง”

พล.อ.อภิรัชต์ชี้ว่ามูลเหตุของผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ เนื่องจาก “ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาและเครือญาติ” โดย 2 ฝ่ายได้ซื้อขายที่ดินผิดสัญญากันในเรื่องผลตอบแทน ซึ่งในรายละเอียดต้องสืบต่อไปว่ามีผู้บังคับบัญชารายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกหรือไม่

“ณ นาที ณ วินาทีที่ผู้ก่อเหตุได้ลั่นไกสังหารคู่กรณี ณ วันนั้น ณ นาทีนั้น เขาคืออาชญากร ไม่ใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว” ผบ.ทบ.ระบุ

มาตรการ “ล้อมคอก” คลังอาวุธ

พล.อ.อภิรัชต์ยืนยันว่า ทบ. มีมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยและป้องกันคลังอาวุธกระสุนมานานแล้ว ทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) ยามรักษาการณ์ บางหน่วยมีสุนัขร่วมด้วย พร้อมปฏิเสธข่าวเรื่อง “วัวหายล้อมคอก” แต่ยอมรับว่าอาจมีหน่วยงานที่หละหลวมก็ต้องลงโทษ และเพิ่มมาตรการให้รอบคอบรัดกุมยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นกับตัว ผบ.หน่วยนั้น ๆ

อย่างไรก็ตามในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผบ.ทบ. ชี้ว่า ผู้ก่อเหตุปฏิบัติราชการในหน่วยงานนั้น มีความเชี่ยวชาญช่ำชองทั้งการใช้อาวุธ และรู้จักพื้นที่เป็นอย่างดี จึงรู้ว่าต้องไปเอาอะไรตรงไหน

เผยความสัมพันธ์กับ “จักรทิพย์” โตมาพร้อมกัน ผ่านวิกฤตด้วยกัน ให้เกียรติกัน

พล.อ.อภิรัชต์ระบุว่า ทันทีที่ “จบภารกิจ” บางประการที่เจ้าตัวไม่ขอเปิดเผย แต่บอกให้สื่อมวลชนไปสืบเอาเอง ก็ได้รายงานสถานการณ์ที่โคราชให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รับทราบ ก่อนที่นายกฯ จะมอบหมายให้ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. เดินทางไปถึงที่เกิดเหตุราว 22.00 น. เพื่อตัดสินและไปดูการบริหารสถานการณ์เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ตลอดจนไปประเมินภัยคุกคาม โดยได้ประชุมร่วมกับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รายงานให้นายกฯ ทราบ แล้วจึงดำเนินการใน 3 ข้อ

  • ใช้อำนาจตามกฎหมายปกติ นั่นหมายความว่าให้ ผบ.ตร. เป็นผบ.เหตุการณ์ มีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารสถานการณ์ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายบ้านเมืองปกติ เพราะนี่คือการก่ออาชญากรรม
  • นายกฯ สั่งการว่าการดำเนินการทุกอย่างให้คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน เพราะ “เรายอมรับความสูญเสียของประชาชนมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว” (เสียงสั่นเครือ ก้มหน้ามองเอกสารในมือ) จึงขอให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานใช้ความระมัดระวัง ปฏิบัติตามขั้นตอน เพื่อให้ประชาชนที่ยังติดอยู่ในห้างและอยู่ในสภาพตัวประกันปลอดภัยมากที่สุด อย่างไรก็ตามหากต้องใช้กำลังทหารเข้าร่วมปฏิบัติการตามที่ ผบ.เหตุการณ์ร้องขอ ก็ได้สั่งกำลังหน่วย ฉก. 90 หรือกรมรบพิเศษที่ 3 ให้เตรียมพร้อมอยู่แล้ว
  • ฝ่ายทหารได้ถอนกำลังออกไปอยู่รอบนอก แบ่งวงกันชัดเจน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ตำรวจ อาทิ จัดยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ อุปกรณ์การแพทย์ เตรียมโรงพยาบาล ทำงานร่วมกับภาครัฐ เอกชน รวมถึงจัดทหารไปบริจาคโลหิตเกือบพันนายเพื่อสำรองโลหิตไว้

กระทั่งเวลาราว 05.00 น. ของวันที่ 9 ก.พ. รมช.กลาโหม และ ผบ.ทบ. จึงได้ออกนอกพื้นที่ ไปเตรียมบรรยายสรุปให้นายกฯ ที่จะลงถึงพื้นที่ในเวลา 10.00 น. แต่ระหว่างนั้นได้ติดตามสถานการณ์และประสานงานกับชุดควบคุมสถานการณ์โดยตลอด

ในระหว่างบรรยายภารกิจในปฏิบัติการปิดล้อมห้าง-ล่าตัวจ่าทหารซึ่งกินเวลานาน 17 ชั่วโมง ปรากฏว่า พล.อ.อภิรัชต์ได้ก้มหน้า ถอนหายใจใส่ไมโครโฟนเสียงดังเป็นระยะ ๆ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพทำงานของ ผบ.ทบ. ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ผบ.ตร. โดยผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์พร้อมใจยกย่อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ว่าเป็น “ฮีโร่” จากเหตุการณ์ ตรงข้ามกับ ผบ.ทบ. ที่ถูกเรียกร้องให้ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ผม และ ผบ.ตร. ร่วมทำงานกันมา เติบโตกันมาตั้งแต่ผมยังเป็นนายทหารชั้นผู้น้อย และเขาเป็นนายตำรวจชั้นผู้น้อย เราผ่านวิกฤตสถานการณ์หลาย ๆ อย่างมาด้วยกัน เราทำงานให้เกียรติซึ่งกันและกัน เราเคารพการตัดสินใจซึ่งกันและกัน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดคือการรักษาชีวิตของประชาชน” พล.อ.อภิรัชต์กล่าว

พล.อ.อภิรัชต์ยืนยันด้วยว่า ทบ. จะเยียวยาทหารที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ตามสิทธิและสวัสดิการ และเปิดโรงพยาบาลค่ายสุรนารีพร้อมรองรับผู้ได้รับบาดเจ็บ จะเยียวยารักษาทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

เมื่อพูดถึงตรงนี้ ผบ.ทบ. เม้มปากแล้วหยุดไปพักหนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้นว่า “ผมในฐานะ ผบ.ทบ. พร้อมที่จะทำทุกอย่างให้สภาพจิตใจ… ทั้งครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นดีขึ้น ส่วนประชาชนที่เสียชีวิต (นำมือขึ้นมาปาดน้ำตา) ทบ. ก็พร้อจะรับครอบครัวเข้ารับราชการตามคุณวุฒิการศึกษา อีกทั้งผู้บาดเจ็บที่เสียโอกาสประกอบวิชาชีพ ทบ. อ้าแขนรับท่านโดยไม่มีข้อแม้” พล.อ.อภิรัชต์กล่าวก่อนกระแอม โดยมีน้ำตารื้นออกจากนัยต์ตาของเขา

ขู่ลงโทษ “นาย” เอาเปรียบลูกน้อง ให้ร้องผ่าน “ช่องทางลับ”

จาก “ข้อพิพาทส่วนตัว” ระหว่าง “จ่าทหาร” กับ “ผู้พันและแม่ยาย” ได้ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่มีผู้เสียชีวิตถึง 30 ราย และบาดเจ็บอีก 58 ราย ทำให้ พล.อ.อภิรัชต์สั่งการให้เปิด “ช่องทางลับ” ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ถูกเอาเปรียบส่งเรื่องร้องเรียนโดยตรงถึงเขา รวมถึงผู้บังคับบัญชาที่ไม่ใส่ใจดูแลทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชา

“เดิมผมไม่มีเฟซบุ๊ก ไม่เล่นไอจี (อินสตราแกรม) เพราะรับไม่ไหวในหลาย ๆ เรื่อง แต่ก็จะมีช่องทางให้สามารถรายงาน โดยไม่ผ่านช่องทาง ทบ. ซึ่งผมจะสถาปนาและหาบุคลากรมาทำ.. ผมจะลงโทษอย่างเต็มที่ในขีดความสามารถที่ผมจะทำได้” ผบ.ทบ. ให้คำมั่น

พล.อ.อภิรัชต์ยังแย้มด้วยว่าจะมีการล้างบางธุรกิจภายในกองทัพด้วย โดยบอกใบ้ว่าในเดือน ก.พ., มี.ค. เม.ย. นี้ “ตั้งแต่นายพลยันพันเอกไม่มีงานทำแน่หลายคน และผมก็ไม่สนด้วย รู้สึกว่ามันไม่ถูก” และยังขีดเส้นตายไว้ด้วยว่าภายในสิ้นเดือนนี้ นายทหารที่เกษียณอายุราชการแล้ว แต่พักอาศัยในพื้นที่ราชการ ให้ย้ายออก

“อย่าด่ากองทัพบก ให้ด่า พล.อ.อภิรัชต์”

เมื่อการแถลงข่าวมาถึงการอ่านเอกสารข้อสุดท้าย พล.อ.อภิรัชต์สูดหายใจยกใหญ่ ถอนใจเสียงดัง และกล่าวย้ำว่าเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ตลอดระยะเวลาตั้งแต่นาทีที่เกิดเหตุ (ถอนใจ ก้มหน้าอยู่นาน) มีคำตำหนิกองทัพบก มีคนด่าว่ากองทัพบก ซึ่งกองทัพบกนั้นเป็นองค์กรด้านความมั่นคง เป็นองค์กรที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มีคนมากมายด่าทหาร แต่ผมอยากให้ทราบว่า ท่านอย่าด่ากองทัพบก ท่านอย่าด่าทหาร กองทัพบกเป็นองค์กร ไม่มีความรู้สึก กองทัพบกเป็นองค์กรแห่งความศักดิ์สิทธิ์ องค์กรด้านความมั่นคง” พล.อ.อภิรัชต์กล่าว

เขายังยกสารพัดภารกิจของทหารที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน, ปราบปรามยาเสพติด, ปกป้องอธิปไตยของชาติ, ช่วยเหลือน้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟไหม้ป่า และย้ำว่าทหารดี ๆ มีอยู่มาก อย่าไปด่าเขาเลย เขาจะเสียกำลังใจในการทำงาน

“ไม่มีใครในโลกนี้อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในประเทศของตัวเอง ผมว่าไม่มีคนไทยคนไหนอยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ดังนั้นท่านอย่าด่าว่ากองทัพบก อย่าว่าทหาร ถ้าจะด่า จะตำหนิ ท่านมาด่า พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผมน้อมรับคำตำหนิ การแสดงความคิดเห็นทุกอย่าง ท่านมาด่าผม เพราะผมเป็น ผบ.ทบ.” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเสียงสั่นเครือ

ก่อนบรรยายต่อไปว่า ในคนหมู่มากทุกองค์กรก็ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจและพูดไปแล้วคือถ้าจะด่า ให้ด่าตรงมาที่ พล.อ.อภิรัชต์ แม้จะเหลือเวลาราชการอีก 7-8 เดือน แต่จำไว้ว่าเขาจะไม่ย่อท้อในการปรับปรุง ทบ. พัฒนาบุคลากร เข้มงวด รักษามาตรฐานให้ดีขึ้น เรียกความเชื่อมั่นให้กลับมา

“จะใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะ ผบ.ทบ. ในวันสุดท้ายที่ผมส่งมอบธงให้ ผบ.ทบ. ท่านต่อไป” พล.อ.อภิรัต์กล่าวในนาทีที่ 44 หลังเปิดแถลงข่าวร่ายยาวอยู่ฝ่ายเดียว ก่อนเปิดให้สื่อมวลชนซักถามคำถาม

ในระหว่างนี้ พล.อ.อภิรัชต์เผยว่าต้องทำการการบ้านมา 2 คืน 3 วัน แทบไม่ได้นอน เพราะ “เสียใจ” และต้องเรียกเจ้าหน้าที่มาเสริฟน้ำและกาแฟเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ของตัวเอง และยังบอกด้วยว่าบุตรสาวเตือนมาว่าอย่าพูดจาไม่ดี หยาบคาย ใช้อารมณ์ ซึ่ง ผบ.ทบ. บอกว่า “ไม่ได้โกรธ ไม่ว่าสื่อจะถามอะไรก็ตาม แต่เป็นอารมณ์แห่งความเศ้าสลดจริง ๆ”

ไม่สามารถรับผิดชอบต่อการกระทำส่วนตัว

หนึ่งในคำถามที่เกิดขึ้นจากผู้สื่อข่าวอย่างน้อย 3 สำนัก หนีไม่พ้นคำถามที่ว่า ผบ.ทบ. จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร จะลาออกหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าไม่ได้คุยกับสื่อมวลชนมาก่อน แต่เป็นคำถามข้อแรกที่เขาเตรียมเอาไว้ว่าจะถูกยิงคำถามใส่ โดยแรก ๆ พล.อ.อภิรัชต์ก็อธิบายความซ้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องระหว่างผู้ก่อเหตุกับคู่กรณี เป็นเรื่องการบาดหมางจิตใจกัน และมาก่ออาชญากรม ไม่ใช่เรื่องปฏิบัติการทางทหาร ซึ่ง ทบ. ก็จะรับผิดชอบดูแลครอบครัวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต แต่เมื่อถูกย้ำถามคำถามเดียวกันเรื่องลาออกเป็นรอบที่ 2 และ 3 เขาก็เริ่มมีอารมณ์

“มันสมควรที่จะใช้คำถามนี้กับผมหรือเปล่า ผมมีความรับผิดชอบเพียงพอต่อภารกิจทุกอย่างที่ผมสั่ง ในการดำเนินการทุกตำแหน่งที่ผ่านมา ทุกวิกฤตที่ผ่าน… อะไรที่สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำ ผมรับผิดชอบ แต่ผมไม่สามารถที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำที่เกิดจากเหตุการณ์ส่วนตัว กระทำผิดกฎหมายอาชญกรรม อันนั้นผมรับไม่ได้” พล.อ.อภิรัชต์กล่าว

ผบ.ทบ. บอกด้วยว่า ขอให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานก่อนความความจริงคืออะไร และผลกระทบที่เกิดขึ้นคืออะไร ควรตอบสนองอย่างไร และตั้งข้อสังเกตว่าคนถามมุ่งให้เขาตอบบางสิ่งบางอย่างที่พอเขาตอบไปแล้ว คนถามก็จะพึงพอใจ รู้สึกว่าตัวเองชนะ “ผมบอกเลยว่าผม่ไม่ยอมแพ้ ผมแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้ก่อเหตุเป็นทหาร”

พล.อ.อภิรัชต์เผยว่าได้ติดตามข้อมูลในโซเชียลมีเดีย โดยพบว่าตัวเองถูกตั้งคำถามว่าจะลาออกหรือไม่ ทำไมแต่งตัวชุดนี้ไปปฏิบัติภารกิจ ซึ่งเขาบอกว่าเป็นเรื่องแบบปกติ ซึ่งไม่ว่าแต่งชุดอะไร ก็โดนด่า จริง ๆ “ไม่อยากพูดเรื่องนี้เพราะรู้ว่าพูดไปแล้ว มันก็ต้องไปกระทืบทวิตเตอร์ เอาไปใส่อีก” แต่ในวันนั้นได้ให้นายทหารคนสนิท (ทส.) แบกกระเป๋าไป 2 ใบ หากได้รับการร้องขอจากตำรวจก็พร้อมเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน บางครั้งหากโอเวอร์รีแอคเกินไป ก็จะทำให้สถานการณ์ตึงเครียด

“เหตุการณ์ครั้งนี้ ผมเสียใจ ขณะเดียวกันก็จะทำให้ผมเข้มแข็งในระยะเวลาที่เหลือในการเป็น ผบ.ทบ. ในการแน่วแน่ แก้ไข ในสิ่งผิด” พล.อ.อภิรัชต์ยุติการแถลงข่าวด้วยการอัญเชิญข้อความในเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด”

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ กราดยิงโคราช : ผบ.ทบ. ปาดน้ำตา อย่าด่ากองทัพบก-ทหาร "ให้ด่า พล.อ.อภิรัชต์" แต่ไม่ลาออก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง