ประชามติ 7 ก.ค. ชี้ชะตา ชาวรัสเซียจะยอมให้ วลาดิเมียร์ ปูติน เป็นประธานาธิบดีอีก 12 ปีหรือไม่

25 มิ.ย. 2563 - 11:32 น.

ประชามติ 7 ก.ค. ชี้ชะตา ชาวรัสเซียจะยอมให้ วลาดิเมียร์ ปูติน เป็นประธานาธิบดีอีก 12 ปีหรือไม่ – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

สองทศวรรษมาแล้วที่ชาวรัสเซียลงคะแนนเสียงเลือกวลาดิเมียร์ ปูติน เป็นผู้นำประเทศ ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นในฐานะประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรี

การลงประชามติทั่วประเทศในวันที่ 7 ก.ค. นี้จะเป็นการวัดความไว้วางใจของประชาชนอีกรอบหนึ่ง ว่าจะเปิดทางให้ปูตินเป็นประธานาธิบดีต่อไปอีก 2 สมัย สมัยละ 6 ปี หรือไม่

แม้จะมีอายุ 67 ปีแล้ว แต่ปูตินก็ไม่เคยออกปากว่าจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้นำประเทศอีก เมื่อครบวาระในปี 2024

การลงประชามติครั้งนี้จะจัดขึ้นในวันถัดจากวันจัดพิธีสวนสนามในกรุงมอสโกเนื่องในวันแห่งชัยชนะ (Victory Day) เหนือนาซีเยอรมนี และการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป

งานพิธีนี้ช่วยสร้างเสริมความภาคภูมิใจในชาติหลังจากผ่านพ้นช่วงล็อกดาวน์มาได้ และถูกมองว่าจัดขึ้นเพื่อเรียกคะแนนนิยมให้นายปูติน

ทำไมถึงต้องจัดการลงประชามติ

President Vladimir Putin, 10 Mar 20
AFP
ผู้นำรัสเซียในศตวรรษที่ 21 มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น

ย้อนไปเมื่อเดือน ม.ค. ปูตินเสนอให้มีการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะช่วยให้เขาดำรงตำแหน่งต่อไปได้อีก 2 สมัย สมัยละ 6 ปี

วิกฤตโควิด-19 ทำให้รัสเซียต้องเลื่อนการลงประชามติจากเดือน เม.ย. มาเป็น ก.ค. ทางการเตรียมใช้มาตรการการรักษาระยะห่างทางสังคมระหว่างการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลา 5 วันทั่วประเทศ แม้ว่าสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในบางภูมิภาคจะยังย่ำแย่อยู่

แผนของปูติน

Russian MP Valentina Tereshkova, 10 Mar 20
Reuters
วาเลนตินา เทเรชโควา สมาชิกผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้สนับสนุนปูติน ออกมาเสนอแล้วว่าให้ยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไปเลย

ในศตวรรษที่ 21 รัสเซียมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำ เริ่มจากการเป็นนายกรัฐมนตรี (1999) ขยับไปเป็นประธานาธิบดี (2000 – 2008) แล้วก็กลับไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง (2008 – 2012) ก่อนจะกลับไปเป็นประธานาธิบดีอีก (2012)

ปูตินไม่ได้พูดว่าเขาอยากได้รับเลือกตั้งอีก แต่ก็ไม่ได้ออกมาปฏิเสธ นี่ทำให้ผู้วิพากษ์วิจารณ์มองว่าเขากำลังจะหาทางอยู่ในอำนาจตลอดไป หรือไม่ก็ถึงปี 2036 เป็นอย่างน้อย

วาเลนตินา เทเรชโควา สมาชิกผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้สนับสนุนปูติน ออกมาเสนอแล้วว่าให้ยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไปเลย

และดูเหมือนว่าคนรัสเซียก็ยังสนับสนุนเขาอยู่ โดยครั้งสุดท้ายที่มีการเลือกตั้งในปี 2018 ปูตินได้คะแนนเสียงมากกว่า 76%

มาในครั้งนี้ “เขาพยายามอย่างดีที่สุดที่จะทำให้ดูเหมือนเขาไม่เต็มใจกับข้อเสนอนี้ ทำเหมือนกับว่ามันเป็นความต้องการจาก “เบื้องล่าง”…” ซาราห์ เรนซ์ฟอร์ด ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำกรุงมอสโกกล่าว

นอกจากนี้ ปูตินยังบอกเป็นนัยด้วยว่าประชาชนยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนประธานาธิบดี ซึ่ง เรนซ์ฟอร์ด บอกว่าคนจำนวนมากไม่ว่าอะไรกับความคิดนี้

“หากพวกเขาไม่ได้ชอบปูตินจริง ๆ พวกเขาก็ไม่ได้เกลียดเขามากขนาดนั้นเหมือนกัน หลายคนมองว่าเขาเป็นผู้นำที่เข้มแข็งที่ยืนหยัดต่อสู้กับชาติตะวันตกได้” เรนซ์ฟอร์ด กล่าว

ปูตินกลายเป็นบุคคลสำคัญเช่นนี้ได้อย่างไร

Young Vladimir Putin in KGB uniform
Rex Features
ปูตินขณะเป็นสายลับเคจีบี

ช่วงท้าย ๆ ของสงครามเย็นเป็นช่วงที่ปูตินเริ่มไต่เต้าปูทางสู่อำนาจ การปฏิวัติปี 1989 ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน เกิดขึ้นในช่วงที่ปูตินทำงานเป็นสายลับเคเจบีที่ยศไม่ใหญ่โตในเมืองเดรสเดน ซึ่งตอนนั้นอยู่ในเขตเยอรมนีตะวันออก

ประสบการณ์ในช่วงนั้นทำให้เขากลัวการลุกฮือของประชาชนและรังเกียจภาวะสุญญากาศทางอำนาจ หรือช่วงที่ไม่มีฝ่ายใดครองอำนาจอย่างแท้จริง หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

ปูตินเคยเล่าว่าเขาขอช่วยความช่วยเหลือหลังศูนย์บัญชาการใหญ่ของหน่วยเคจีบีในเดรสเดนถูกยึดโดยฝูงชนเมื่อเดือน ธ.ค. ปี 1989 แต่มอสโก ซึ่งมิคาอิล กอร์บาชอฟ เป็นผู้นำฝ่ายสหภาพโซเวียตในตอนนั้น กลับไม่ตอบรับให้การช่วยเหลือ และเขาเป็นผู้ริเริ่มลงมือเผาหลักฐานจำนวนมากเอง

ขึ้นสู่อำนาจ

Vladimir Putin rides a horse during his holiday in Southern Siberia in August 2009
Getty Images
เขากลายเป็นภาพแทนของรัสเซียยุคใหม่ที่ยิ่งใหญ่

หลังกลับไปเมืองเลนินกราด (ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อกลับไปเป็นนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไม่นานหลังจากนั้น) เขาได้เป็นมือขวาของอนาโตลี ซอบชัค นายกเทศมนตรีเมืองคนใหม่

แม้ว่าเยอรมนีตะวันออกจะล่มสลาย แต่ปูตินเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายกลุ่มคนที่มีโอกาสก้าวหน้าทั้งในเรื่องส่วนตัวและทางการเมืองในรัสเซียยุคใหม่

แม้ว่าต่อมา ซอบชัค จะเสียอำนาจไป แต่ปูตินก็ยังไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจต่อโดยอาศัยเครือข่ายชนชั้นนำรัสเซีย

ต่อมา ปูตินย้ายไปกรุงมอสโก และหน้าที่การงานในหน่วยความมั่นคงรัสเซีย หรือเอฟเอสบี ซึ่งมาแทนที่หน่วยเคจีบี ก็รุ่งเรือง และได้ร่วมรัฐบาลในที่สุด

บอริส เยลต์ซิน ประธานาธิบดีคนแรกของรัสเซีย คอยระแวดระวังพรรคคอมมิวนิสต์เก่า โดยอาศัยแรงสนับสนันจากชนชั้นสูงรัสเซียอย่าง บอริส เบเรซอฟสกี ซึ่งได้ผลประโยชน์ทั้งด้านความมั่งคั่งและความมีอิทธิพลในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่รัสเซียยุคใหม่

มาในปี 1999 เยลต์ซิน แต่งตั้งให้ปูตินเป็นนายกรัฐมนตรีของรัสเซีย

ได้เป็นประธานาธิบดีโดยไม่คาดคิด

Retiring Russian President Boris Yeltsin shakes hands with Prime Minister and acting President Vladimir Putin.
Getty Images
เยลต์ซิน (ขวา) ลาออกจากตำแหน่งในปี 1999 โดยปูตินเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดี

ในเวลาต่อมา ท่าทีและการกระทำของ เยลต์ซิน เริ่มเอาแน่เอานอนไม่ได้ขึ้นเรื่อย ๆ และจู่ ๆ เขาก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. ปี 1999

ปูติน ภายใต้การหนุนหลังของเบเรซอฟสกี และกลุ่มชนชั้นนำรัสเซีย ได้ดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดี และได้รับชัยชนะอย่างเป็นทางการในการเลือกตั้งเดือน มี.ค. ปี 2000

กลุ่มชนชั้นนำและเครือข่ายการเมืองเก่าพอใจกับผลลัพธ์นี้ เพราะดูเหมือนปูตินจะเป็นคนที่พวกเขาสามารถควบคุมได้ง่าย ๆ

แต่ภายในสามเดือนหลังขึ้นสู่อำนาจ ปูตินเข้าควบคุมสื่อในรัสเซียทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มชนชั้นนำและกลุ่มอำนาจเก่าคาดไม่ถึง เอ็นทีวี (NTV) ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์อิสระถูกสั่งปิด และสำนักข่าวอื่น ๆ ก็ถูกบุกเข้าตรวจค้น และจากนั้นการรายงานข่าวก็ถูกตรวจสอบโดยรัฐบาล

นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการปกครองประเทศแบบใหม่สไตล์ปูติน

จัดการผู้เห็นต่าง

Soviet winter fur hat
Getty Images

การเข้าควบคุมสื่อของปูตินมีประโยชน์สองแง่ หนึ่ง กำจัดผู้วิพากษ์วิจารณ์ที่ทรงอิทธิพล และสอง ปรับเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์เสียใหม่ ตั้งแต่เรื่องสงครามเชชเนีย มาจนถึงเหตุก่อการร้ายในกรุงมอสโก

นอกจากนี้ยังช่วยให้เขาได้รับคะแนนนิยมมากขึ้นด้วย โดยเขากลายเป็นภาพแทนของรัสเซียยุคใหม่ที่ยิ่งใหญ่

จากนั้นเป็นต้นมา ชาวรัสเซียในต่างจังหวัดได้เห็น “ภาพ” ปูติน ในแบบที่เขาอยากให้เห็นเท่านั้น และเกือบทั้งหมดของช่องโทรทัศน์ราว 3,000 ช่องในรัสเซีย ไม่มีการนำเสนอข่าวบ้านการเมืองเลย หรือหากจะมีก็ต้องผ่านการตรวจสอบโดยรัฐก่อน

ควบคุมทั่วประเทศ

Russian soldiers march next to a giant poster of the Russian President Vladimir Putin at an army barrack in Grozny, Chechnya
Getty Images

ปูตินค่อย ๆ เข้าควบคุมภูมิภาคทั้ง 83 ภูมิภาคของรัสเซียโดยเบ็ดเสร็จ โดยแต่งตั้งนักการเมืองที่เขาไว้ใจเป็นนายกเทศมนตรี

เขายกเลิกการเลือกตั้งในระดับภูมิภาคในปี 2004 และกำหนดให้สมาชิกสภานิติบัญญัติส่วนภูมิภาคเลือกนายกเทศมนตรีจากตัวเลือก 3 คนที่กำหนดไปให้

แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งในระดับภูมิภาคอีกครั้งในช่วงเวลาสั้น ๆ ในปี 2012 หลังจากการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ต่อมาในเดือน เม.ย. ปี 2013 ปูตินสามารถกลับมาคุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จได้อีกครั้งด้วยการออกกฎหมายฉบับใหม่

ดูเหมือนเสรี

Russian opposition leader and blogger Alexei Navalny at a protest in Moscow in May 6 2012
Getty Images
ปูตินมองว่าการลุกฮือของประชาชนอาจเปิดช่องทางให้รัฐบาลชาติตะวันตกเข้ามาแทรกแซงได้

มีการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงปี 2011 ถึง 2013

ปูตินมองว่าการลุกฮือของประชาชนอาจเปิดช่องทางให้รัฐบาลชาติตะวันตกเข้ามาแทรกแซงได้

ดังนั้นการเปลี่ยนวิธีบริหารประเทศ-แม้จะเป็นการปรับปรุงแค่ฉากหน้าเท่านั้น-เป็นเรื่องจำเป็น ปูตินเริ่มแสดงท่าทีว่าอยากให้มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลาง ให้คำมั่นสัญญาว่าภูมิภาคอื่น ๆ ในประเทศจะมีอำนาจควบคุมเศรษฐกิจตัวเองมากขึ้น

มีการใช้คำว่า “ปฏิรูป” บ่อยครั้งในช่วงนั้น แต่ก็แค่นั้น เมื่อความเสี่ยงว่าคนจะลุกฮือขึ้นประท้วงผ่านไป ปูตินก็ไม่ได้ดำเนินการตามที่สัญญาไว้ต่อ

ผนวกคาบสมุทรไครเมีย

Russian President Vladimir Putin stands near a portrait of a Russian Tsar Nicholas II during a visit to a museum in Vladivostok in 2008.
Getty Images
นักวิเคราะห์บางคนมองว่า นี่เป็นการปูทางของปูตินสู่การเป็นเสมือน “พระเจ้าซาร์” ของรัสเซียสมัยใหม่ ซึ่งยืนอยู่เหนือการเมืองแบบพรรค

ภาวะสุญญากาศทางอำนาจหลังการปฏิวัติในยูเครน เปิดโอกาสให้รัสเซียเข้าผนวกคาบสมุทรไครเมียเมื่อเดือน ก.พ. ปี 2014 และเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปูติน แต่นำมาซึ่งความน่าอับอายแก่ชาติตะวันตกเพราะพวกเขาไม่สามารถหยุดยั้งรัสเซียได้

นานมาแล้วที่ปูตินพยายามขยายอาณาเขตรัสเซียไปยังรัฐต่าง ๆ โดยรอบซึ่งก่อตั้งขึ้นมาหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และก็ประสบความสำเร็จจากสงครามจอร์เจียเมื่อปี 2008

ซีเรีย

Russia's President Vladimir Putin speaks at Red Square in Moscow, on May 9, 2014, during a Victory Day parade. Thousands of Russian troops marched in Red Square to mark 69 years since victory in World War II, in a show of military might amid tensions in Ukraine following Moscow's annexation of Crimea
Getty Images

ในขณะที่ชาติตะวันตกไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเรื่องนโยบายการต่างประเทศ การเข้าไปแทรกแซงในซีเรียโดยการสนับสนุนประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด มีประโยชน์ต่อปูตินหลายอย่าง

ในด้านหนึ่ง นี่ทำให้ไม่มีใครมีอำนาจควบคุมเหนือดินแดนที่สำคัญต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลางอย่างเบ็ดเสร็จ และอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นโอกาสให้เขาทดลองอาวุธ และกลยุทธ์ทางทหารใหม่ ๆ ด้วย

นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสารไปยังพันธมิตรของรัสเซียในอดีต รวมถึงประเทศใกล้เคียง ว่า “รัสเซียจะไม่ทอดทิ้งเพื่อนเก่า”

พระเจ้าซาร์องค์ใหม่ของรัสเซีย ?

Putin unveiling a monument to Tsar Alexander III, father of the last Romanov Tsar Nicholas II, in Yalta, Crimea, on November 18, 2017.
Getty Images
ปูตินในพิธีเปิดอนุสาวรีย์พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 พระบิดาของพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ซึ่งเป็นพระเจ้าซาร์องค์สุดท้ายของราชวงศ์โรมานอฟ ที่ไครเมีย เมื่อปี 2017

ระหว่างเป็นผู้นำประเทศ ปูตินฟื้นฟูความคิดแบบระบบศักดินาขึ้นมาสำเร็จ ซึ่งทำให้นโยบายการขยายดินแดนของรัสเซียมีความชอบธรรมขึ้นมา

นักวิเคราะห์อย่าง อาร์คาดี ออสโตรฟสกี มองว่า นี่เป็นการปูทางของปูตินสู่การเป็นเหมือน”พระเจ้าซาร์” ในรัสเซียสมัยใหม่ ซึ่งยืนอยู่เหนือการเมืองแบบพรรค

ข้อสังเกตดังกล่าวน่าสนใจเมื่อเราย้อนดูการเลือกตั้งคราวที่แล้วที่ปูตินเป็นผู้สมัครเลือกตั้งอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด ๆ

ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่มีใครสามารถแตะต้องปูตินได้ แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเขาครบสมัยการเป็นประธานาธิบดีในปี 2024

ไม่มีใครสามารถคาดเดาอนาคตได้ แต่ระหว่างนี้ ปูตินก็สามารถใช้เวลาวางแผนต่อไปได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ประชามติ 7 ก.ค. ชี้ชะตา ชาวรัสเซียจะยอมให้ วลาดิเมียร์ ปูติน เป็นประธานาธิบดีอีก 12 ปีหรือไม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง