รมว. ต่างประเทศสหรัฐฯ เผย แอปฯ ติ๊กต็อก ของจีนอาจถูกแบน

8 ก.ค. 2563 - 11:30 น.

รมว. ต่างประเทศสหรัฐฯ เผย แอปฯ ติ๊กต็อก ของจีนอาจถูกแบน – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

นายไมก์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ถูกถามว่า คุณจะแนะนำให้ดาวน์โหลดติ๊กต็อก (TikTok) ไหม ทางช่องฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

“ถ้าคุณอยากให้ข้อมูลส่วนตัวของคุณตกอยู่ในมือของพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็เอาสิ” เขาตอบ

เมื่อถูกถามว่า จะแบนแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ของจีนรวมถึงแอปฯ ติ๊กต็อกหรือไม่ เขากล่าวว่า “ผมไม่อยากข้ามหน้าข้ามตาท่านประธานาธิบดี แต่มันเป็นเรื่องที่เรากำลังพิจารณาอยู่”

นั่นคือข้อความที่น่ากังวลใจอย่างยิ่งสำหรับติ๊กต็อก

บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ของจีนรายนี้เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการดาวน์โหลดแอปฯ มากกว่า 2 พันล้านครั้ง

อย่างไรก็ตาม ติ๊กต็อกกำลังเผชิญกับกระแสตีกลับจากทั่วโลก ไม่เพียงแต่ในสหรัฐอเมริกา

การก้าวไปเป็นบริษัทเทคโนโลยีระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อมีความเกี่ยวโยงกับประเทศจีน

จนถึงขณะนี้ อินเดีย ตลาดที่ใหญ่ที่สุดของติ๊กต็อก ได้แบนติ๊กต็อกและแอปฯ อื่น ๆ ของจีนอีก 58 แอปฯ จากเหตุผลเกี่ยวกับความกังวลด้านความมั่นคงของทางการ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องราวทั้งหมด

สองสัปดาห์ก่อนหน้า มีการปะทะกันบริเวณพรมแดนทางตอนเหนือของอินเดียกับจีน เป็นเหตุให้ทหารอินเดียเสียชีวิต 20 นาย ไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่าทหารจีนเสียชีวิตกี่นาย

นายปอมเปโอกล่าวว่า เขายินดีกับการเคลื่อนไหวของอินเดียเรื่องการแบนแอปฯ ของจีน เพราะแอปฯ เหล่านี้ “อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐสอดแนมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน”

ซึ่งนับว่าเป็นข้อความจากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ไม่มีใครคาดคิดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

“เป็นเรื่องดีที่เห็นอินเดียแบนแอปฯ ยอดนิยม 59 แอปฯ ของบริษัทจีน” นิกกี เฮลีย์ อดีตทูตประจำสหประชาชาติของสหรัฐฯ ทวีตข้อความนี้

เจมส์ ซัลลิแวน หัวหน้าฝ่ายวิจัยไซเบอร์ของรูซี (Rusi) สถาบันด้านความมั่นคงของอังกฤษ กล่าวว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวพันกับหัวเว่ย

“หัวเว่ยเป็นกรณีทดสอบ” เขากล่าว “นี่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มทางฝั่งตะวันตก ที่ใช้วิธีคว่ำบาตรเพื่อบีบหรือทำลายบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีน”

รักษาระยะห่างจากทางการจีน

ข้อความดังกล่าวทำให้ติ๊กต็อกกังวลใจเป็นอย่างยิ่ง และได้ออกมาอธิบายถึงความพยายามในการรักษาระยะห่างกับทางการจีน

ติ๊กต็อกประกาศเมื่อวันจันทร์ว่าจะออกจากฮ่องกง “ภายในไม่กี่วัน” หลังจากที่มีการใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่

การประกาศนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และวอตส์แอป ระบุว่าจะไม่ส่งมอบข้อมูลให้แก่รัฐบาลฮ่องกง

นี่คือสัญญาณชัดเจนจากทางติ๊กต็อกที่บ่งบอกว่า “ติ๊กต็อกไม่ได้มีความใกล้ชิดกับรัฐบาลจีน”

ติ๊กต็อกใช้กลยุทธ์นี้มาสักพักแล้ว ช่วงก่อนหน้าในปีนี้ ติ๊กต็อกได้ว่าจ้าง เควิน เมเยอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารชาวอเมริกัน

นอกจากนี้ ติ๊กต็อกก็ยังเปิดสำนักงานขนาดใหญ่หลายแห่งในกรุงลอนดอนและนครลอสแอนเจลิส

‘เราจะไม่ทำตาม’

ติ๊กต็อกระบุว่าจะไม่ให้ข้อมูลใด ๆ แก่ทางการจีน

เมื่อวันศุกร์ นายเมเยอร์ได้เขียนจดหมายถึงรัฐบาลอินเดีย

“ผมยืนยันได้ว่า รัฐบาลจีนไม่เคยขอข้อมูลผู้ใช้งานชาวอินเดียบนติ๊กต็อกจากเรา” เขาระบุ

“หากเราได้รับคำร้องขอเช่นนั้นในอนาคต เราจะไม่ทำตาม”

TikTok logo.
Getty Images

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผู้ที่มีข้อกังขาเบาใจลงได้

สมาชิกรัฐสภาจากพรรครีพับลิกันของสหรัฐฯ คนหนึ่ง ทวีตข้อความเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากที่อินเดียแบนติ๊กต็อกว่า “ติ๊กต็อกต้องไป และควรไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” นี่ไม่ใช่ความเห็นที่แปลกตาจากพรรครีพับลิกัน

“นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งของจีน” ดร. อวี๋ เจี๋ย จากสถาบันวิจัยชาทัม เฮาส์ (Chatham House) กล่าว

“บริษัทจีนเหล่านี้ต่างปรารถนาที่จะสร้างฐานที่มั่นในสหรัฐฯ และยุโรป แต่ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันทางด้านภูมิศาสตร์การเมืองระดับโลก”

ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊กกำลังผลักดันฟีเจอร์อินสตาแกรมรีลส์ (Instagram Reels) ให้ผู้ใช้งานโพสต์วิดีโอความยาว 15 วินาทีได้ในอินเดียและที่อื่น ๆ ในโลก ฟังดูคุ้น ๆ ไหม

ตั้งแต่ติ๊กต็อกถูกแบน พบว่าบริษัทหลายแห่งของอินเดียที่มีแพลตฟอร์มคล้ายกับติ๊กต็อกมีการดาวน์โหลดพุ่งสูงขึ้น

ติ๊กต็อกไม่ใช่บริษัทโครงสร้างพื้นฐาน 5 จี เช่นเดียวกับหัวเว่ย ติ๊กต็อกเป็นเพียงบริษัทโซเชียลมีเดีย

แต่การมีส่วนเกี่ยวข้องกับจีน ก็ทำให้ติ๊กต็อกถูกพูดถึงในทำนองเดียวกัน ในการให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ นายปอมเปโอ ได้เปรียบเทียบติ๊กต็อกกับหัวเว่ยโดยตรง

“ด้วยความเคารพต่อแอปฯ ของจีนที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือของประชาชน ผมยืนยันได้ว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการอย่างถูกต้อง” เขากล่าว

เจมส์ ซัลลิแวน จากรูซี เชื่อว่า จำเป็นต้องพิจารณาปัญหาด้านความมั่นคงแยกต่างหากกับการคว่ำบาตรจีน

“มีข้อกังวลด้านความมั่นคงในทางเทคนิคหลายอย่างกับหลายบริษัทอย่างหัวเว่ย แต่ไม่ควรนำไปรวมกับการคว่ำบาตรที่เกิดจากการตัดสินใจด้านนโยบายต่างประเทศของจีน” เขากล่าว

ทำร้ายจีน

นี่คือข้อสรุปอย่างสั้นในประเด็นการแบนติ๊กต็อก การตัดสินใจจากเหตุผลด้านความมั่นคงถูกออกแบบมาเพื่อลงโทษจีนด้วยเช่นกัน

ค่อนข้างชัดเจนว่าสหรัฐฯ กำลังหาทางทำให้จีนเจ็บโดยมุ่งเน้นไปที่ภาคเทคโนโลยีของจีน

บริษัทจีนหลายแห่งอย่างเทนเซ็นต์ (Tencent) หนึ่งในบริษัทเกมขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และอาลีบาบา (Alibaba) ก็คงกังวลใจไม่ต่างกัน

แต่บริษัทที่กำลังต่อสู้เอาชีวิตรอดอยู่ในขณะนี้คือติ๊กต็อก ซึ่งถูกแบนจากตลาดที่ใหญ่ที่สุดอย่างอินเดีย และอาจจะสูญเสียสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่อีกแห่ง

หลายประเทศเริ่มไม่เป็นมิตรกับติ๊กต็อกเพิ่มขึ้น ในออสเตรเลีย รองประธานการไต่สวนการแทรกแซงของต่างชาติผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่าติ๊กต็อกอาจเป็น “บริการเก็บข้อมูลที่แฝงตัวมาในรูปแบบของโซเชียลมีเดีย”

ติ๊กต็อกเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า”เราให้ความสำคัญสูงสุดกับการมอบประสบการณ์การใช้งานแอปฯ ที่มั่นคงและปลอดภัยแก่ผู้ใช้งานของเรา เราไม่เคยให้ข้อมูลผู้ใช้งานแก่รัฐบาลจีน และหากเราได้รับการร้องขอ เราก็จะไม่ทำเช่นนั้น”

ติ๊กต็อกอาจได้รับการออกแบบมาเพื่อความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ แต่นักการเมืองหลายคนยังคงต้องการให้แบนติ๊กต็อกอย่างจริงจัง ตราบใดก็ตามที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับชาติตะวันตกยังคงเย็นชาต่อกัน ซึ่งไม่น่าเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเร็ว ๆ นี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ รมว. ต่างประเทศสหรัฐฯ เผย แอปฯ ติ๊กต็อก ของจีนอาจถูกแบน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง