Khaosod
Online

วันอาทิตย์ ที่ 9 ส.ค. 2563

บอส อยู่วิทยา : นักวิชาการด้านกฎหมายชี้กระบวนการยุติธรรมไทยถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือหลังไม่สั่งฟ้องบอส

1 ส.ค. 2563 - 18:30 น.
"บอส อยู่วิทยา"
AFP

"อัยการสูงสุด ได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีต่อนายวรยุทธ อยู่วิทยา ในทุกข้อกล่าวหา" ข้อความตอนหนึ่งจากเอกสารแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ทายาทเจ้าของกระทิงแดงสร้างความสั่นสะเทือนต่อความน่าเชื่อถือของขบวนการยุติธรรมไทยในทันทีที่สื่อจากต่างประเทศตีแผ่คำสั่งนี้

จากกระแสการต่อต้านอย่างรุนแรงทางสังคมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้นักกฎหมายและนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดงานเสวนาในวันนี้ (1 ส.ค.) เพื่อร่วมวิเคราะห์และตอบปัญหาสังคมที่มีต่อกรณีนี้ภายใต้ชื่องานเสวนาโต๊ะกลม คดี (กระทิงแดง) ชนตำรวจ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศ.ดร.สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าขั้นตอนการค้นหาหลักฐานยากตรงที่หาพยานบุคคล และมีพยานวัตถุ หรือพยานหลักฐาน แล้วนำเอาหลักฐานมาประกอบเข้าด้วยกัน โดยเขาเน้นย้ำว่า ประเด็นการค้นหาความจริง ถือว่าเป็นประเด็นที่ใหญ่มาก

"เมื่อมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ห้ามไม่ให้มีการสอบสวนคนที่เกี่ยวข้องกับคดีได้อีก เว้นแต่จะได้หลักฐานใหม่อันสำคัญต่อคดีเท่านั้น" ดร.สุรศักดิ์ กล่าวในงานเสวนา

เขาอธิบายว่าการตรวจสอบถ่วงดุลเป็นเรื่องสำคัญ พนักงานสอบสวนสามารถโต้แย้งและนำไปสู่การพิจารณาคดีได้ โดยยกตัวอย่างจากกรณีฆ่าหั่นศพของอดีต นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ ที่มีการสั่งไม่ฟ้องแต่มีรื้อคดีขึ้นมาทีหลังจนนำไปสู่การตัดสินให้อดีต นพ.วิสุทธิ์ จำคุกตลอดชีวิตก่อนได้รับการอภัยโทษหลังถูกจำคุกเป็นเวลา 10 ปี 9 เดือน

สำหรับในกรณีนี้ ดร.สุรศักดิ์ เห็นว่าไม่ว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ ต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงว่าเพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อหรือไม่

"ตลอดเวลา 2 - 3 วันที่ผ่านมานี้มีการแถลงข่าวมั่วไปหมด ก่อให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรม เราต้องดูว่าพยานพอเพียงไหม พยานมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ และเหตุผลเรื่องดุลยพินิจ" ดร.สุรศักดิ์ อธิบาย

Policemen examine a damaged Ferrari at the home of the late Red Bull founder Chaleo Yoovidhaya in Bangkok, Thailand 3 September 2012.
Reuters
หนึ่งในทีมพิสูจน์หลักฐานเหตุนี้บอกว่า ไม่น่าเป็นไปได้ที่การคำนวณความเร็วตอนแรกออกมาที่ 177 กม./ชม. แต่ตอนหลังมีพยานมาแย้งว่าความเร็วรถไม่เกิน 80 กม./ชม. ซึ่งแตกต่างกันมากทั้ง ๆ ที่สูตรคำนวณความเร็วรถมีอยู่เพียงสูตรเดียว

อายุความขาดในมือ

ผศ.ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานเสวนาว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้คือคนไทยกำลังสงสัยในความน่าเชื่อถือทางด้านกระบวนการยุติธรรมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

"ที่ผ่านมาผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่เคยออกมาตอบคำถามนี้ว่าทำไมไม่คัดค้านและไม่ส่งฟ้องในเรื่องการขับรถขณะเมาสุรา เรื่องการขับรถด้วยความเร็วเกินกว่ากฎหมายที่กำหนดก็รอจนขาดอายุความ ขับรถโดยประมาทก็ปล่อยให้ขาดอายุความ ขับรถชนแล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือก็ปล่อยให้ขาดอายุความ ข้อหาตรวจเจอโคเคน ยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ไม่มีการตั้งข้อหา ทั้งหมดขาดอายุความในขณะที่คดีอยู่ในมือตำรวจ" ดร. ปริญญา อธิบาย

ดร. ปริญญาอธิบายเพิ่มเติมว่าตอนนี้ยังเหลือแค่คดีขับรถชนโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ที่มีอายุความ 10 ปี ที่ยังยื่นต่อศาลได้ ถ้าจะมีการสั่งไม่ฟ้องก็ด้วยเหตุผลพยานหลักฐานที่ได้มาไม่น่าเชื่อถือทั้งหมด หรือพยานใหม่สามารถหักล้างได้

"ทำไมสำนักงานตำรวจ แห่งชาติไม่คัดค้าน" เขาตั้งคำถาม

GETTY IMAGES
Getty Images
นายวรยุทธ เป็นลูกคนสุดท้องของนายเฉลิม อยู่วิทยา ลูกชายคนโต จากลูก ๆ ทั้ง 11 คน ของนายเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าสัวกระทิงแดงรุ่นแรก

"คนตายกลายเป็นคนผิด"

ดร. ปริญญาสรุปประเด็นข้อสงสัยจากคำสั่งสำนักงานอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องโดยมีใจความ 3 ประเด็นหลักได้แก่

  1. มีพยานผู้เชี่ยวชาญใหม่ 4 ราย ให้ความเห็นว่านายวรยุทธ ขับรถไม่เกิน 80 กม./ชม. ซึ่งไม่ตรงกับผู้เชี่ยวชาญในชั้นต้น ที่เป็นคนของตำรวจเอง ดร. ปริญญาตั้งคำถามว่าพยานหลักฐานใหม่น่าเชื่อถือได้จริงหรือไม่ ทำไมพยานเพิ่งมาปรากฎตัวปีนี้ และไม่มีหลักฐานพิสูจน์ที่น่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ อัยการต้องตั้งขอสงสัยหรือเอามาหักล้าง
  2. พยานใหม่ที่ขับรถตามมาอ้างว่ามีการขับรถที่ความเร็ว 50 - 60 กม./ชม. และเห็นผู้ตายขี่รถจักรยานยนต์เปลี่ยนเลนจากเลนที่ 1 ไปเลนที่ 3 ทำให้นายวรยุทธไม่สามารถหลบหลีกได้ทันและทำให้ไม่ใช่ความประมาท แต่ไปโทษว่าคนผิดคือดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ที่ไปขับรถปาดหน้า เพราะเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่ประมาททำให้ผู้อื่นถึงความตาย
  3. ในคำสั่งไม่ยื่นฟ้องระบุเอาไว้ว่าผู้ต้องหาที่ 2 คือดาบตำรวจวิเชียร โดยดร. ปริญญา ตั้งคำถามว่าทำไมผู้เสียชีวิตจึงกลายเป็นผู้ต้องหา ทั้งที่จริง ๆ แล้วต้องไม่ใช่การประมาทร่วม แต่ประมาทฝ่ายเดียว

"สิ่งนี้ยิ่งทำให้คนสงสัยไปใหญ่เมื่อคนตายกลายเป็นคนผิด เพื่อให้คนผิดจริงพ้นจากข้อหา ตำรวจไปแจ้งข้อหาเมื่อไหร่ เป็นผู้ต้องหาปีไหน ใครจะเป็นผู้ต้องหาต้องโต้แย้งข้อกล่าวหาได้ แต่คนตายไปแล้วจะแก้ต่างอย่างไร ดาบตำรวจวิเชียร ถูกชนตานยลากไป 200 ม. ทำไมเป็นคนผิด" ดร. ปริญญาตั้งคำถาม

จำเลยของสังคม

นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการและอดีตอัยการสูงสุด กล่าวในงานเสวนาว่าประมวลกฎหมายที่มีอยู่ใช้มาตั้งแต่ 2477 เป็นกฎหมายที่ดีที่สุดในโลก โดยกฎหมายของประเทศไทยอนุญาตให้ผู้ที่ดำเนินคดีเป็นพนักงานอัยการและผู้เสียหายได้ โดยทั้งสองฝ่ายสามารถถ่วงดุลอำนาจกันได้อย่างยุติธรรม

"อัยการกำลังตกเป็นจำเลยของสังคม" อรรถพลกล่าว

เขาอธิบายว่าหากพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องในคดีใดคดีหนึ่งไปแล้ว จะมีการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจกันโดยสำนำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดของคดีนั้น ๆ จ่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2557 มีการเปลี่ยนกฎหมายให้ผู้บังคับบัญชาการตำรวจประจำภาคต่าง ๆ มาร่วมพิจารณาด้วย

"เมื่อปี พ.ศ. 2547 มีการแก้ไขในฉบับที่ 3 ปี 2548 ว่าถ้าเป็นคดีที่เกิดขึ้นแล้ว บุคคลที่มีอำนาจในการสั่งไม่ฟ้อง ผู้ที่ยื่นขอฟ้องต้องยื่นอธิบดีอัยการได้ ถ้ามีการเปลี่ยนคำสั่ง อธิดีไม่สามารถทำได้ รองอัยการสูงสุดเท่านั้นที่ทำได้ผมกล้ายืนยันว่าประเทศไทยมีกฎหมายที่ดีที่สุดในโลก" อรรถพลอธิบาย

คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 225/2563
BBC
คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 225/2563 หน้าแรกจากทั้งหมด 3 หน้า

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่าในทางแพ่งจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญเป็นพยาน แต่ทางอาญาจะต้องมีผู้ชำนาญการพิเศษ ทางคดีแพ่งสามารถยอมรับพยานเอกสารและวัตถุ แต่ไม่ยอมรับพยานบุคคลเพราะสามารถโกหกได้ ส่วนคดีอาญามีพยานบุคคลได้ แต่ต้องเป็นประจักษ์พยานเท่านั้น

"แต่ตอนนี้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์สำคัญที่สุด จะสั่งฟ้องหรือไม่เราจะเชื่อหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ถ้าขัดแย้งกันต้องไปดูพยานบุคคล" อรรถพลกล่าว "คดีที่สั่งไม่ฟ้องแล้วอย่าคิดว่าจบ ถ้ามีหลักฐานใหม่มารือฟื้นได้เสมอ"

เขากล่าวว่าในวันจันทร์ที่ 3 ส.ค. นี้ สำนักงานอัยการจะมีการแถลงเรื่องพยานใหม่เพื่อไขข้อข้องใจต่อประชาชน

ในขณะเดียวกัน ดร. ปริญญา ตั้งคำถามว่าทำไมพนักงานอัยการ ถึงเชื่อพยาน 2 คนใหม่ง่ายดายเหลือเกิน

"พยาน 2 คนนี้มาปรากฎตัวปี 2562 การชนแล้วหนีและลากผู้ตายไป 200 เมตร ไม่เคยพูดถึงเลย ซึ่งเป็นเหตุผลประกอบ ทำไมอัยการไม่สงสัยเหมือนเราสงสัย เพราะหลักฐานใหม่ต้องหักล้างหลักฐานเก่าได้ มีอะไรมายืนยันว่า 2 คนนี้ขับรถตามบอสในวันนั้นมาจริง ๆ"

EPA
EPA
นายวรยุทธ อยู่วิทยา

"ปี 2555 วันที่ขับรถตามมาทำไมไม่มีใครรู้ข้อมูลนี้เลย ถ้าเห็นเหตุการนี้จริงทำไมไม่พูดกับคนใกล้ชิดบ้างเลยเหรอ คดีใหญ่ขนาดนี้ทำไมเพิ่งมาพูดวันนี้ และเรื่องใหญ่ขนาดนี้ จริง ๆ ต้องออกมาแถลงเพื่อคลายข้อสงสัยประกอบเหตุผลการไม่ยื่นฟ้อง แต่นี่เราไม่รู้เลยด้วยซ้ำถ้าสื่อต่างประเทศไม่ลงข่าว"

ตั้งหลักใหม่

ถึงแม้ว่าผู้เสียหายจะได้รับค่าสินไหมไปแล้วและมีการกล่าวอ้างว่าครอบครัวไม่ติดใจกับสาเหตุการตายก็ไม่ใช่สาเหตุที่จะไม่ส่งฟ้องได้ ดร. ปริญญา อธิบายว่าคดีนี้เป็นอาญาแผ่นดิน และยอมความไม่ได้ การประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเป็นอาญาแผ่นดิน ถึงมีการชดเชยค่าเสียหายและสินไหมทดแทนแต่ก็ยังไม่ใช่เหตุผลในการไม่สั่งให้ฟ้อง

"อัยการต้องลงมาตรวจสอบ พนง อัยการ สั่งฟ้องไปแล้ว ทำไมถึงสั่งไม่ฟ้องจากสาเหตุที่มีพยานที่ไม่น่าเชื่อถือเข้ามาใหม่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยู่ในบังคับบัญชาของสำนักนายกรัฐมนตรี นายกมีอำนาจสั่งการตำรวจได้ ถ้าพบว่าการสั่งไม่ฟ้องคดี ที่ไม่เป็นธรรม" ดร. ปริญญา อธิบาย

"ให้หาหลักฐานใหม่และขอให้สั่งฟ้องใหม่ คนทั่วไปคงสงสัยว่ารถราคา 35 ล้านบาทชนด้วยความเร็วไม่เกินกำหนด ทำไมรถถึงได้บุบขนาดนั้น ควรแย้งกันด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ใช้เครื่องวัดความเร็ววัดจากภาพวงจรปิดได้เลย ไม่มีใครเคยทำ หรือเชิญผู้ผลิตรถมาถามเลย"

ส่วนเรื่องคดีเรื่องการเสพโคเคนในขณะขับรถ ถึงแม้จะไม่อยู่ในรายการของยาที่เสพแล้วมีผลต่อการขับรถ ไม่อยู่ในบัญชียาที่ถือว่าผิด ดร. ปริญญา อธิบายว่าการเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ถือเป็นความผิดทางอาญา และตำรวจควรส่งฟ้องเรื่องนี้ ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 มีโทษจำคุก 6 เดือน ถึง 3 ปี อายุความสูงสุด10 ปี ซึ่งตอนนี้ถือว่าอายุความยังไม่ขาด เขาตั้งคำถามว่าตรวจเจอยาเสพติดประเภท 2 อยู่ในตัวผู้ต้องหาแต่ไม่ยื่นฟ้องถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่หรือไม่

"ถ้าเราทำผิดกฎหมาย เราควรได้รับผิดเหมือนกัน เรื่องนี้ต้องไปถึงศาลเพราะสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติกับสำนักงานอัยการอาจต้องตั้งหลักกันใหม่ ในคดีที่เป็นที่สงสัยขนาดนี้ ส่งไปที่ศาลดีกว่า ถ้าสั่งไม่ฟ้องแล้ว มาสั่งฟ้อง จะต้องมีหลักฐานใหม่" ดร. ปริญญา กล่าว

"กฎหมายไทยไม่ได้ล้าหลัง แต่ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องทำอย่างจริงจัง" ดร.สุรศักดิ์ เสริม

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ บอส อยู่วิทยา : นักวิชาการด้านกฎหมายชี้กระบวนการยุติธรรมไทยถูกมองว่าไม่น่าเชื่อถือหลังไม่สั่งฟ้องบอส
ข่าวที่เกี่ยวข้อง