Khaosod
Online

วันจันทร์ ที่ 26 ต.ค. 2563

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020 : ความคาดหวังของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนชาวไทยในอเมริกา

17 ต.ค. 2563 - 13:30 น.

"พี่รู้สึกว่าทรัมป์ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ยั่วยุตลอดให้คนแตกแยกกัน ให้คนแบ่งฝ่าย…ด้วยคำพูดของเขานี่แหละ" รุ่งฟ้า รังสีมงคล ชาวไทยในเมืองดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน เปิดมุมมองต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ที่เธอเห็นว่าเป็นผู้ลดทอน "ศักดิ์ศรี" ความเป็นอเมริกันลงเมื่อเทียบกับเมื่อ 26 ปีก่อน ที่เธอเพิ่งย้ายไปอยู่อเมริกา

"ถือเป็นช่วงตกต่ำสุด ๆ ในทุกด้าน เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพจิต มันรวมกันหมดเลยในยุคนี้"

จากที่เคยมองการเปลี่ยนขั้วการเมืองไม่ว่ายุคไหนก็ไม่ส่งผลกระทบกับเธอซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่แม่บ้านมากนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับสหรัฐฯ ภายใต้การกุมบังเหียนของโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้เธอมั่นใจว่า "ทรัมป์ต้องออกไป"

"ที่ผ่านมา เขาเข้ามาแล้วเราก็ต้องยอมรับ" รุ้งฟ้า ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย ผ่านวิดีโอคอล "แต่เรามีโอกาสจะเลือกอีกครั้งหนึ่ง อยากได้คนใหม่ อยากจะเปลี่ยน เราก็ต้องมานั่งลุ้นกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น"

สี่ปีแรกมันแค่เริ่มต้น

สำหรับคนไทยที่ใช้ชีวิตในอเมริกามานานกว่า 30 ปี อย่างอรัญ โลห์ตระกูล ชาวเมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัส การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งนี้ "มีความสำคัญอย่างยิ่ง" เขาเห็นว่าหากทรัมป์ยังอยู่ในอำนาจปัญหาหลายอย่างจะหนักหนากว่าเดิม

"การที่ครอบครัวต้องพลัดพรากตรงพรมแดน การลุกฮือของกลุ่มหัวรุนแรงไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเคเคเค (คลู คลักซ์ แคลน) และกลุ่มที่นิยมคนผิวขาวเป็นใหญ่ ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา มันแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น"

อรัญ ย้ายมาอยู่สหรัฐฯ หลังจบชั้นประถมปีที่ 4 ปัจจุบันทำงานเป็นวิศวกรโครงการน้ำมัน การมีลูกเล็ก 2 คน ทำให้เขาต้องใส่ใจการเมือง และอนาคตของประเทศ เพราะเหตุกราดยิง-สังหารหมู่ และแนวคิดหัวรุนแรงที่แทรกซึมในหมู่เยาวชนในสหรัฐฯ ทำให้ "แม้แต่ในรั้วโรงเรียน ก็ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ๆ"

ในการเลือกตั้งครั้งผ่าน ๆ มา อรัญไม่เคยยึดติดกับพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่กับการเลือกตั้งครั้งนี้ เขาหวังว่า "ทรัมป์จะออก และไบเดนได้เข้ามา" แม้ว่าจะไม่ได้ชื่นชอบ โจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต มากนักและเห็นเป็นเพียง "คุณปู่ใจดี ที่ไม่เข้าใจคนยุคนี้"

การตัดสินใจของอรัญและรุ่งฟ้า สอดคล้องกับ จิตภวัน สีวลีพันธ์ ชาวไทยในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย ที่รู้สึกว่าแทนที่สหรัฐฯ จะ "กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง" ตามคำขวัญของทรัมป์ แต่กลับกลายเป็นก้าวถอยหลังไปอีก

"อเมริกาเคยเป็นประเทศผู้นำของโลก…แต่รู้สึกว่า 4 ปีที่ผ่านมามันไม่ใช่" นักวิเคราะห์การตลาดที่อยู่ในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 1999 ระบุ

"ถ้าผู้นำดี ฉันคิดว่าอเมริกาจะกลับมาเป็นประเทศที่ไม่ใช่ว่าคิดถึงแต่ตัวเอง"

ชีวิตแสนลำบาก…ใต้รัฐบาลโอบามา

ย้อนกลับไปในยุคที่นายบารัค โอบามา บริหารประเทศ เขาได้ปรับโครงสร้างระบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 60 โดยออกรัฐบัญญัติคุ้มครองผู้ป่วยและการดูแลที่จ่ายได้ (The Patient Protection and Affordable Care Act) ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อโอบามาแคร์

กฎหมายนี้มีเป้าหมายลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขสหรัฐฯ ซึ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ และสูงที่สุดในโลก ตั้งใจจะช่วยชาวอเมริกันราว 15% ที่ไม่มีประกันสุขภาพ และก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการประกันสุขภาพอื่น ๆ สำหรับคนจนและคนสูงอายุ

แต่โอบามาแคร์ คือดาบสองคมที่ซ้ำเติมชนชั้นกลาง ตามความเห็นของพุทธชาติ แองกลิน ที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ มาเกือบ 30 ปี

"คนตรงกลางมันถูกบีบจากภาษี…แล้วเราต้องมาจ่ายเบี้ยประกันเพิ่ม"

เธอศึกษาจบสาขาการจัดการงานวิศวกรรม (Engineering Management) และทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในบริษัทหนึ่งนาน 18 ปี "แล้วพี่ก็ถูกปลดจากงาน เพราะช่วงนั้นเศรษฐกิจไม่ดี"

ข้อกำหนดอย่างหนึ่งของโอบามาแคร์คือปรับเงินผู้ที่ไม่ยอมซื้อประกันสุขภาพ ซึ่งนั่นทำให้สถานการณ์ของพุทธชาติ ที่ขณะนั้นถูกให้ออกจากงาน ย่ำแย่ลงไปอีก

"แล้วจะทำไง เงินก็ต้องเสีย หมอที่เคยเจอก็ไม่ได้ ยาก็แพง แล้วพอไม่มีประกัน เราก็ถูกปรับ"

จากวิศวกรควบคุม พุทธชาติเปลี่ยนสายงานสู่การแพทย์ทางเลือก เปิดคลินิกฝังเข็มเป็นอาชีพหลักอยู่ในเมืองฟูลตัน รัฐแมรีแลนด์ มาถึงปัจจุบัน

ประสบการณ์ที่เลวร้าย ทำให้จุดยืนทางการเมืองของเธอยิ่งชัดเจน คือ เลือกพรรครีพับลิกัน และมองว่า '4 ปีของทรัมป์' ที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีแต่ปัญหา เป็น "4 ปีที่ได้พักหายใจบ้าง"

หลังจากสภาคองเกรสได้มีมติยกเลิกข้อกำหนดหลายอย่างรวมทั้งเรื่องปรับเงินผู้ที่ไม่ยอมซื้อประกัน ล่าสุดรัฐบาลทรัมป์ ยังผลักดันให้ยกเลิกโอบามาแคร์โดยสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้ พุทธชาติจึงอยากให้ทรัมป์ดำรงตำแหน่งต่ออีก 1 สมัย เพื่อสานต่อนโยบายเหล่านี้ เพราะตัวเธอเองได้เห็นว่า "งานกลับมา ประเทศก็ดีขึ้น…แล้วพี่ไม่อยากให้มาเก็บภาษีพี่ มาเก็บภาษีชนชั้นกลางเพิ่มอีก"

คนรวย รวยขึ้น…คนจน ยิ่งจน

หากพิจาณาสัดส่วนคนไม่มีงานทำในสหรัฐฯ ตั้งแต่สมัยของนายโอบามา มาถึงยุคปัจจุบัน จะเห็นว่าจำนวนคนไม่มีงานทำลดลงเรื่อยมานับตั้งแต่ปี 2010 จนถึงปี 2020 แต่การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้บริษัทหลายแห่งต้องปิดกิจการและเลิกจ้างงาน

รุ่งฟ้าเล่าว่า คนที่เธอรู้จักหลายคนในเมืองดีทรอยต์ ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ ถูกเลิกจ้าง

"เอาแค่สองที่ คือจีเอ็ม และฟอร์ด ซึ่งใหญ่สุดแล้ว ถูกเลย์ออฟเต็มเลย เพื่อน ๆ สามีเพื่อน หรือคนรู้จัก ถูกเลย์ออฟมาเป็นระลอก ๆ จนเยอะมาก ไม่เห็นใครได้งานเพิ่ม…ไม่รู้นะว่าในด้านเศรษฐกิจมัน เกรท (Great) หรือยัง"

ฟอร์ด และ จีเอ็ม ปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในเมืองดีทรอยต์ ช่วงโควิด-19 ระบาด
Getty Images
ฟอร์ด และ จีเอ็ม ปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในเมืองดีทรอยต์ ช่วงโควิด-19 ระบาด

ส่วนนโยบายลดภาษีที่ ปธน.ทรัมป์ ชูเป็นนโยบายหลัก จิตภวัน นักวิเคราะห์การตลาด บอกว่าชนชั้นกลางอย่างเธอต้องจ่ายภาษีมากขึ้น แต่กิจการขนาดใหญ่กลับ "ได้รับยกเว้นภาษี"

"ที่ข่าวบอกว่าคนรวย รวยขึ้น คนจน จนลง ที่นี่มันเป็นจริง ๆ" จิตภวันยังห่วงว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จะยิ่งซ้ำเติมสถานะทางเศรษฐกิจ

ชุมชนคนไทยในสหรัฐฯ
Getty Images

ยุทธศาสตร์ปราบทรัมป์

อรัญ เป็นคนไทยอีกคนหนึ่งที่ลงคะแนนให้นางฮิลลารี คลินตัน เมื่อปี 2016 แม้ว่าเธอจะตกเป็นข่าวเรื่องที่ใช้อีเมลส่วนตัวติดต่องานราชการขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และไม่สามารถรับมือกับเหตุการณ์ความไม่สงบในเมืองเบงกาซีของลิเบียได้ จนทำให้เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เสียชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีสถานกงสุลสหรัฐฯ

แต่ความบกพร่องเหล่านี้เมื่อเทียบกับสิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ทำแล้ว "มันแค่นิดเดียว" อรัญ กล่าว

ในสายตาของวิศวกรโครงการน้ำมันชาวไทย ทรัมป์ใช้วิถี 'นักธุรกิจ' บริหารประเทศเพื่อตัวเองมาตลอด 4 ปี "คำถามควรจะเป็นว่า นโยบายที่ทำมันดีต่อประชาชนไหม ไม่ใช่มันดีต่อโดนัลด์ ทรัมป์ไหม" อรัญ พูดอย่างหนักแน่น

เขายังตั้งคำถามเรื่องที่นายทรัมป์ไม่สวมหน้ากากอนามัยและไม่เว้นระยะห่างทางสังคมในขณะที่สถานการณ์โรคโควิด-19 ยังน่าวิตก

"โจทย์ของเขาไม่ใช่ว่าจะปราบโควิดยังไง โจทย์ของเขาคือจะทำยังไงให้เขาเสียหน้าน้อยที่สุด ดูเด่นที่สุด ดูเจ๋งที่สุด นั่นคือหาเสียงแบบไม่มีหน้ากาก เหมือนโควิดไม่ได้เกิดขึ้น เขาอยากให้ประชาชนเห็นว่าเขาแข็งแกร่ง เป็นผู้สมัครที่เข้มแข็ง"

และในที่สุดประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ติดเชื้อโรคโควิด-19 และเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 3 วัน

ทรัมป์ปราศรัยหาเสียงในรัฐเพนซิลวาเนีย
Getty Images
นายทรัมป์มักออกปราศรัยหาเสียงโดยไม่สวมหน้ากาก

อรัญจึงเห็นด้วยกับ 'ยุทธศาสตร์ปราบทรัมป์' ของพรรคเดโมแครต ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งขั้นต้น ลดการต่อสู้กันเองระหว่างผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรค

"หลายคนออกมาสนับสนุนโจ ไบเดน กันแล้ว เพราะทุกคนเข้าใจว่า การปราบทรัมป์มันสำคัญกว่า"

เบื้องหน้าหนุนเดโมแครต…เข้าคูหาการีพับลิกัน

สำหรับพุทธชาด การเป็นผู้ที่มีใจโน้มเอียงไปทางทรัมป์อย่างเธอ รู้สึกได้ถึง 'การตีตราคนสนับสนุนรีพับลิกัน'

"เฮ้ย ฉันเลือกทรัมป์แล้วต้องเป็นคนเหยียดผิวหรือ…ทรัมป์พูดจาไม่ดีก็เรื่องของเขา ที่ฉันเลือกไม่ได้เลือกตัวเขา แต่เขาเป็นตัวแทนพรรค มาสานต่อนโยบาย"

วิศวกรควบคุมที่ผันตัวเป็นหมอฝังเข็ม ยอมรับว่าบางครั้งเธอก็ไม่สามารถยอมรับสิ่งที่ทรัมป์พูด-ทวิตได้ และแท้จริงแล้วทัศนคติทางสังคมของเธอสอดคล้องกับนโยบายของพรรคเดโมแครตมากกว่า ทั้งในเรื่องการสนับสนุนการแต่งงานของบุคคลเพศเดียวกัน สิทธิสตรี และกระแส Black Lives Matter จนเคยถูกตั้งคำถามว่า "คุณอยู่ผิดค่ายหรือเปล่า"

"พี่ต้องไปดูละว่ามีใครมาโยนไข่หน้าบ้านพี่หรือเปล่า" เธอพูดติดตลก ก่อนอธิบายต่อว่า "ที่นี่ประหลาดมากนะ ถ้าใครพูดถึงทรัมป์นี่ เป็นเรื่องเลยนะ อีกฝ่ายหนึ่งบอกไม่ได้ แล้วชี้ว่าคุณเป็นพวกเหยียดผิว"

การประท้วงเรื่องเหยียดผิวในสหรัฐฯ
EPA
"เฮ้ย ฉันเลือกทรัมป์แล้วต้องเป็นคนเหยียดผิวหรือ" พุทธชาดถาม

แต่เหตุผลที่ทำให้เธอเลือกรีพับลิกัน เพราะมีนโยบายที่สร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมให้มากกว่า โดยเฉพาะเรื่องภาษีและประกันสุขภาพ

เธอเชื่อว่ายังมีคนอื่นที่คิดและมีจุดยืนทางการเมืองเช่นเดียวกันแต่ไม่ค่อยออกมาพูดในที่สาธารณะเพราะเกรงจะถูก "ตีตรา"

"ที่นี่เขาเรียกว่าคลื่นใต้น้ำ" เธอเอียงหลังพิงพนักเก้าอี้ กอดอก แล้วพูดต่อว่า "แต่เขาออกมาพูดไม่ได้ เพื่อนพี่มีร้านอาหาร ต้องเปิดซีเอ็นเอ็น เพราะกลัวว่าถ้าเปิดฟ็อกซ์นิวส์แล้ว จะไม่มีใครเข้า"

ฟ็อกซ์นิวส์เป็นสถานีข่าวที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม และมักรายงานข่าวที่เป็นบวกแก่รัฐบาลรีพับลิกัน

"แต่ถามหน่อยเถอะค่ะ เวลาเดินเข้าไปในคูหา เวลาคุณกาบัตร ไม่มีใครรู้หรอกว่าคุณกาอะไร"

การเลือกตั้ง ปธน. สหรัฐฯ มีความหมายอย่างไร ?

เมื่อได้ยินคำถามนี้ พุทธชาตินิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนโน้มตัวเข้ามาแล้วตอบว่า

"พี่อยากให้อีกฝั่ง ไม่ว่าฝ่ายใด ยอมรับในการตัดสินใจของผลที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ยอมรับธรรมดา แต่ยอมรับและพร้อมที่จะทำงานด้วยกันจริง ๆ" เพราะเธอมองว่า ช่วงที่ทรัมป์ขึ้นรับตำแหน่งใหม่ ๆ พรรคเดโมแครต "ไม่เปิดใจ" และ "ไม่ให้โอกาส" เวลารีพับลิกันเสนอกฎหมายอะไรเข้าสภา จะค้านไว้ก่อน ทั้งที่อาจเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

"เหมือนเด็กโกรธกันแล้วก็ทะเลาะ พี่อยากให้หยุดทะเลาะ แล้วเดินหน้าไปด้วยกัน อย่างน้อยก็แสดงให้เด็ก ๆ เห็น"

สำหรับจิตภวัน มองว่าถ้า "เรามีผู้นำสหรัฐฯ ที่ดี นโยบายมันก็จะมีผลกับทั้งโลกเหมือนกัน อย่างเช่น การแก้ปัญหาโลกร้อน"

ส่วนชาวไทยในรัฐเท็กซัสอย่างอรัญมองการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง เป็นจุดเริ่มต้น "การรักษามะเร็งร้ายของชาติ"

"ผมปวดหัว หมอให้ยาแก้ปวดมา ผมกินหาแล้วหาย แต่ปัญหาก็ยังอยู่คือมะเร็ง…การเอาทรัมป์ออก คือเอาอาการปวดหัวออกไปก่อน แล้วค่อยแก้ปัญหาของอเมริกาทีละขั้นตอน"

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020 : ความคาดหวังของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนชาวไทยในอเมริกา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง