Khaosod
Online

วันอังคาร ที่ 1 ธ.ค. 2563

ประชุมรัฐสภา: พปชร. เชื่อคนรุ่นใหม่ถูกนักการเมือง "ฝังชิป" ส่วน ส.ว. หวั่น "ชักศึกเข้าบ้าน" หลังกลุ่ม "ราษฎร" เคลื่อนไหวหน้าสถานทูตเยอรมนี

28 ต.ค. 2563 - 02:31 น.

ในวันที่สองของการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อหาทางออกประเทศจากสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง รมว.ต่างประเทศ ยืนยันว่านานาประเทศเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย ส่วนภาพรุนแรงที่ปรากฏในสื่อต่างประเทศเป็นเพราะ "ลอกตามข่าวจากสื่อไทยไปลงต่อ" ขณะที่สมาชิกรัฐสภาบางส่วนกังวลว่าการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนีจะเป็นการ "ชักศึกเข้าบ้าน"

นายกิตติ วะสีนนท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อภิปรายตอนหนึ่งว่าการแสดงพลังหลายเรื่องไม่สมควรและไม่บังควร เพราะหลักการที่สำคัญยิ่งของการต่างประเทศคือต้องไม่ก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศอื่น

"สิ่งที่ผู้ชุมนุมทำกำลังนำไฟนอกเข้ามาข้างใน ชักศึกเข้าบ้าน สิ่งเหล่านี้น่ากังวล เช่น เอาธงบางองค์กร ธงไต้หวันมาแสดง ล้วนแต่เป็นการชักศึกเข้าบ้าน ฝ่ายผู้ชุมนุมต้องระมัดระวัง" นายกิตติ อดีตทูตหลายประเทศ กล่าวกลางรัฐสภา

วานนี้ (26 ต.ค.) ผู้ชุมนุมที่เรียกตัวเองว่า "ราษฎร" ได้ร่วมกันเดินขบวนจากแยกสามย่านไปยังสถานทูตเยอรมนี ถ.สาทร เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องรัฐบาลเยอรมนีให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการประทับ การทรงงาน และการเสียภาษีของในหลวงรัชกาลที่ 10 ในเยอรมนี

นายกิตติชี้ว่า ภาษาในจดหมายเป็นภาษาที่เป็นแนวเดียวกับที่คนไทยบางคนที่ลี้ภัยในต่างแดน ซึ่งมีข้อกล่าวหาว่ารับใช้รับจ้างเขียนโจมตีประเทศไทยและโจมตีสถาบันฯ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องน่าห่วง และเชื่อว่ากระทรวงการต่างประเทศคงทราบดี เพราะมีการติดต่อพูดคุยกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะเยอรมนีมาโดยตลอด

ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พูดถึงกรณีเดียวกัน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการให้เป็นธรรม ตรงไปตรงมา ใครทำผิดกฎหมาย จะละเว้นไม่ดำเนินคดีไม่ได้ เพราะวันนี้มีการดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ถ้าเห็นชัดเจนก็ต้องดำเนินการ

ส.ส. สังกัดพรรคอันดับ 2 ของรัฐบาลยังแนะนำให้แยกแยะผู้ชุมนุมประท้วงหน้าสถานทูตเยอรมนีออกเป็น 2 กลุ่ม เพราะไม่เชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจเนื้อหาสาระที่ออกมา

การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญ วันนี้ (27 ต.ค.) เกิดขึ้นตามคำขอของรัฐบาล ภายหลังกลุ่ม "ราษฎร" จัดชุมนุมบนท้องถนนอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศ 3 ข้อเรียกร้องต่อรัฐไทย ได้แก่ 1) ให้นายกฯ ลาออก 2) เปิดสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อเรียกร้องของประชาชน และ 3) ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

กต. แจงกลางสภา OHCHR เข้าใจสถานการณ์ในไทย

จนถึงเวลา 16.45 น. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ยังไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ ต่อการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี

นายดอน ปรมัตถ์วินัย ลุกขึ้นชี้แจงครั้งหนึ่ง แต่เป็นการกล่าวถึงการชุมนุมทั่ว ๆ ไปว่านานาประเทศจับตามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค., วันที่ 19-20 ก.ย. และวันที่ 13, 14, 16 ต.ค. และมีเสียงสะท้อนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (The Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights - OHCHR) ออกมา แต่นั่นเป็นความเห็นของ "ผู้เชี่ยวชาญอิสระ" ที่จ้างมาทำงานเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศต่าง ๆ แต่เมื่อทูตไทยประจำกรุงเจนีวา ได้พูดคุยกับ ผอ.สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ก็เข้าใจในความสมดุล และรับทราบว่ามีการปฏิบัติตามกฎระเบียบกติกาครบถ้วน

ส่วนองค์การพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) เช่น แอมเนสตี้, ฮิวแมนไรท์วอทช์ นายดอนเห็นว่าองค์กรเหล่านี้ "ออกมาประจำอยู่แล้ว" หากเห็นอะไรที่ผิดปกติจากกิจการประจำวัน ก็จะเอาไปเขียนรายงาน ถือเป็นภารกิจหนึ่งของเขา แต่สิ่งที่ไม่เกิดขึ้นเลยคือการออกแถลงการณ์ในนามภาครัฐต่างประเทศ

"เขาถือว่าที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย มีการคลี่คลาย มีพัฒนาการไปในทางที่อยู่ในกรอบที่เป็นสากล" นายดอนกล่าวและว่า มีออสเตรเลียเพียงประเทศเดียวที่เตือนให้พลเมืองที่เดินทางเข้าไทยระแวดระวังเหตุการณ์ ดังนั้นที่หลายคนบอกว่าปฏิบัติการเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ผิดปกติรุนแรง แต่ในสายตาของหลาย ๆ ประเทศไม่ใช่ เพราะในบ้านเขาไปยิ่งกว่านั้น

รมว.ต่างประเทศยังเปิดเผยด้วยว่า ได้ต่อว่าสื่อต่างประเทศไปว่าเวลาเกิดเรื่องในไทย ทำไมถึงนำไปเขียนอย่างกว้างขวางและบางครั้งรุนแรงเกินกว่าที่เป็นจริง ซึ่งได้รับคำชี้แจงว่า "เขาเพียงแต่ลอกตามข่าวจากสื่อไทยไปลงต่อ จริงอยู่ที่เขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่สามารถประเมินได้ว่าสิ่งที่ลงในสื่อประเทศนั้น ๆ ย่อมต้องถูกต้อง ดังนั้นเขาต้องสะท้อนไปสู่บ้านเมืองของเขา สู่วงการที่กว้างขึ้น เขาไม่ได้ทำอะไรผิด"

พปชร. เชื่อคนรุ่นใหม่ถูกนักการเมือง "ฝังชิป"

ในขณะที่ ส.ส. พรรคก้าวไกลได้เรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภาเปิดพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันฯ เพื่อลดความขัดแย้งบนท้องถนน ทว่าบรรดา ส.ว. และ ส.ส. รัฐบาลกลับออกมาเปิดโปงวาระซ่อนเร้นของขบวนการเคลื่อนไหวนอกสภา และตั้งข้อสังเกตว่าว่ามีนักการเมืองและคนในต่างประเทศอยู่เบื้องหลังนักเรียนนักศึกษา

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เริ่มต้นอภิปรายด้วยการเปรียบเปรยว่าหากมีคนชวนไปทานข้าว ก็ต้องดูว่ามีเจตนาอะไร ถ้าหวังดีอยากผูกมิตรก็จะไป "แต่ถ้าคนนี้ด่าผมว่า ไอ้เ-ย ไอ้สัตว์ทั้งวัน ผมคงไม่ไป เพราะไม่จริงใจ เจตนาอาฆาตมาดร้าย" ก่อนชี้ชวนให้เพื่อนร่วมสภาพิจารณาข้อเสนอของผู้ชุมนุม ซึ่งเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศรู้หมดแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่ใส่เสื้อเหลืองออกไปชุมนุมแทบทุกจังหวัด จึงอยากให้สภาเอาความจริงมาพูด อย่ามาดัดจริต

"ปราศรัย 1 ชั่วโมง โจมตีรัฐบาล 10 นาที อีก 50 นาทีโจมตีสิ่งที่อยู่เหนือกว่ารัฐบาล... มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลเป็นหมา บอกถ้าหมาข้างบ้านเห่า เขาจะไม่ไปพูดกับหมา ไม่ทะเลาะกับหมา เขาจะทะเลาะกับเจ้าของหมา" นายชัยวุฒิกล่าว

เมื่อนักการเมืองฝีปากกล้าจาก พปชร. พูดมาถึงตรงนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ได้กล่าวเตือนให้งดนำคำพูดภายนอกมาพูดซ้ำในรัฐสภา แม้ความจริงเป็นความจริง แต่ขออย่าซ้ำเติม เพราะไม่มีประโยชน์ และเหมือนกับไปเห็นด้วยจึงรับคำมาพูด

จากนั้นนายชัยวุฒิได้อภิปรายต่อ โดยไล่เลียงพฤติกรรมของผู้ชุมนุมบางส่วนที่ขัดขวางขบวนเสด็จฯ, ใช้ถ้อยคำหยาบคาย, ฉีกพระบรมฉายาลักษณ์ รวมถึงการเรียกชื่อขบวนการตัวเองว่า "คณะราษฎร 2563" ซึ่งทำให้เขาตั้งข้อสังเกตว่า "จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบไหน"

เขายังวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของฝ่ายประท้วงต่อต้านรัฐบาลว่ามี 3 องค์ประกอบหลัก ดังนี้

  • โซเชียลมีเดีย: ถูกใช้เพื่อส่งต่อข้อมูลและภาพบิดเบือนตัดต่อ เพื่อสร้างความเกลียดชังรัฐบาล และจาบจ้วงสถาบันฯ จึงเห็นว่า "ถึงเวลาแล้วที่ต้องเอาอธิปไตยในการสื่อสารกลับมาเป็นของคนไทย"
  • เงินทุน: เชื่อว่าแหล่งทุนมาจากต่างชาติและผู้ไม่หวังดีต่อชาติ
  • นักการเมือง: เชื่อว่ามีนักการเมืองบางกลุ่มใช้กระแสเรื่องนี้เป็นเครื่องมือในการเข้าสู่อำนาจ "เขาเล่นเรื่องนี้มานานแล้วเพื่อใช้ซื้อคะแนนนิยมและหาเสียง สร้างมวลชน พวกเราทราบกันดี เป้าหมายของเขาไม่ใช่การเป็นนายกฯ เป็นอะไรที่มากกว่านั้นแน่นอน" และ "มีนักการเมืองไปหลอก ไปฝังชิปให้เขาว่าชีวิตจะดีได้คือต้องเปลี่ยนแปลงการปกครอง นักการเมืองคนไหนไม่อยากพูด"

วิเคราะห์นายกฯ ลาออก-ยุบสภา ปัญหาไม่จบ

ส.ส. ชายสังกัดพรรคที่นำเสนอชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ในบัญชี ยังร่ายฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจทางการเมืองด้วยวิธีการต่าง ๆ

หนึ่งในจำนวนนี้คือ นายกฯ ลาออกตามข้อเรียกร้องผู้ชุมนุม ซึ่งเท่ากับ "ยอมแพ้" และ "ยอมรับ" ว่าอยากให้มีการเปลี่ยนแปลง

ส่วนถ้านายกฯ ตัดสินใจยุบสภา แล้วผู้ชุมนุมไปสนับสนุนพรรคการเมืองหนึ่งจนได้ 376 เสียงในสภา ก็จะมีคนเสื้อเหลืองมาประท้วง หรือถ้ารัฐบาลปัจจุบันชนะเลือกตั้ง ก็จะโดนประท้วงโดยอ้างว่าเป็นการเลือกตั้งตามกติกาเดิม จึงมองว่าการยุบสภาเป็นการซื้อเวลา 3-6 เดือน แต่ไม่ทำให้ปัญหาจบลง

ฉากทัศน์ที่นายชัยวุฒิส่งสัญญาณสนับสนุนคือการทำประชามติสอบถามประชาชนว่าอยากเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และเห็นด้วยกับผู้ชุมนุมหรือไม่ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะเป็นทางออกให้ประเทศไทย ทว่ามีความเสี่ยงคืออาจมีการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นละเอียดอ่อน ซึ่งบางคนอาจรับไม่ได้

ส.ว. ยกสารพัดเหตุผลหนุน พล.อ. ประยุทธ์อยู่ต่อ

ขณะที่ ส.ว. หลายคนได้อภิปรายสนับสนุนให้ พล.อ. ประยุทธ์อยู่ทำหน้าที่นายกฯ ต่อไป โดยให้เหตุผลหลากหลาย อาทิ "ไม่เห็นความจำเป็นต้องออก แต่ควรอยู่ทำหน้าที่รับผิดชอบแก้ปัญหาบ้านเมืองต่อไป", "เป็นตัวเลือกเพียงตัวเดียวที่เหมาะสมในการปกป้องสถาบันฯ", "ยังไม่ได้ทำอะไรผิดรุนแรงถึงขั้นจะไล่กัน", "ไม่เคยทุจริตคอร์รัปชันตลอด 6 ปีที่ทำหน้าที่" ฯลฯ

"ส.ว. เฉพาะกาล" ซึ่งมีที่มาจากกระบวนการคัดสรรของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังพากันแสดงความเคลือบแคลงใจต่อบุคคลที่อยู่เบื้องหลังขบวนการนักศึกษาประชาชนกลุ่ม "ราษฎร" ที่นำเสนอแนวคิดปฏิรูปสถาบันฯ

นายถวิล เปลี่ยนศรี ส.ว. กล่าวเตือนผู้ชุมนุมที่เขาเรียกว่า "ลูก ๆ หลาน ๆ น้อง ๆ" ให้ทบทวนการแสดงออกให้เหมาะสมแก่กาลเทศะ และให้เกียรติคนรุ่นก่อนด้วย หลังเกิดกรณีขัดขวางขบวนเสด็จฯ เมื่อ 14 ต.ค.

"ในฐานะที่ทำงานความมั่นคงมาตลอด สถาบันฯ เป็นเสาหลักค้ำยันและประกันความมั่นคงและความเป็นบึกแผ่นของประเทศนี้มาโดยตลอด ท่านจะเลื่อมใสหรือไม่ก็ตาม แต่ท่านรื้อทำลายเสาหลักของบ้านเมืองนี้ลงไม่ได้ เพราะจะเป็นอันตรายต่อชาติบ้านเมือง" อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าว

สมาชิกสภาสูงรายนี้ยังพูดถึงข้อเสนอในการปฏิรูปสถาบันฯ ด้วยว่า การปฏิรูปต้องเริ่มต้นด้วยความรัก อยากเห็นสิ่งนั้นดีขึ้น แต่ถ้าทำด้วยความเกลียดชังแบบที่เห็นทุกวันนี้ คิดว่าทำไม่ได้ พร้อมประณามพฤติกรรมของ "ไอ้โม่ง" หรือ "อีแอบ" ที่เอาความเห็นเกลียดชังใส่ไปในเด็ก เพียงเพื่อสนองความมักใหญ่ใฝ่สูง สนองความเกลียดโดยไม่รับผิดชอบใด ๆ

เช่นเดียวกับ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว. ที่ให้ความเห็นว่ามีผู้ต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ต้องการอำนาจทางการเมือง เข้าไปสนับสนุนนักเรียนนักศึกษาซี่งเป็นพลังบริสุทธิ์ จึงเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศเรียก 3 ประเทศที่มี "ผู้อยู่เบื้องหลัง" และอิทธิพลต่อการชุมนุมอย่างมากมาพูดคุย ได้แก่ ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น หรือดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ไม่เช่นนั้นก็จะส่งข้อมูลผ่านโซเเชียลมีเดียถึงผู้ชุมนุม และทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ ประชุมรัฐสภา: พปชร. เชื่อคนรุ่นใหม่ถูกนักการเมือง "ฝังชิป" ส่วน ส.ว. หวั่น "ชักศึกเข้าบ้าน" หลังกลุ่ม "ราษฎร" เคลื่อนไหวหน้าสถานทูตเยอรมนี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง