เมื่อ TikTok กลายเป็นสมรภูมิใหม่ ในการสู้รบทางความคิดของกลุ่มคนเรียกร้องประชาธิปไตย-ปกป้องสถาบันฯ

19 พ.ย. 2563 - 22:19 น.

เมื่อ TikTok กลายเป็นสมรภูมิใหม่ ในการสู้รบทางความคิดของกลุ่มคนเรียกร้องประชาธิปไตย-ปกป้องสถาบันฯ – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนไทยเริ่มนิยมแอปพลิเคชันสัญชาติจีนอย่างติ๊กต็อก (TikTok) เนื่องจากในช่วงที่ต้องล็อกดาวน์กักตัวอยู่ในบ้านผู้คนต่างเริ่มแสวงหาความบันเทิงและช่องทางสื่อสารกับผู้คน

เมื่อสถานการณ์โรคระบาดในไทยเริ่มคลี่คลาย ความนิยมติ๊กต็อกไม่ได้จางหายไปด้วย และเมื่อมีการชุมนุมทางการเมือง ติ๊กต็อกก็ได้กลายเป็นพื้นที่ในการต่อสู้ทางความคิด ไม่แตกต่างจากเวลาที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและกลุ่มปกป้องสถาบันเผชิญหน้ากันบนท้องถนน

ผู้ใช้งานติ๊กต็อกสองราย ซึ่งเป็นผู้ที่สนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยบอกกับบีบีซีไทยว่า พวกเขาตัดสินใจใช้แฟลตฟอร์มนี้เป็นช่องทางในการสื่อสารหลังการสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวันในค่ำวันที่ 16 ต.ค. แม้มีราคาที่ต้องจ่ายก็ยอม เพราะพวกเขาต้องการเผยแพร่ความคิดและข้อมูลออกไปในวงกว้างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเชื่อว่าสิ่งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

ภาพประกอบ
BBC

ด้านผู้ใช้งานติ๊กต็อกที่ประกาศตัวว่าเป็นผู้ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ระบุว่า เหตุที่เยาวชนมีมุมมองต่อสถาบันฯ แตกต่างไปอาจเป็นเพราะยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันฯ มากพอ เขาจึงขอใช้ติ๊กต็อกเป็นช่องทางให้ข้อมูลเหล่านี้ ในขณะที่ผู้ใช้งานอีกรายระบุว่า เนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันฯ มีมากขึ้นในติ๊กต็อกส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัชกาลที่ 10 ทรงใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น ทำให้ภาพและข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันฯ แพร่หลายในสังคมออนไลน์รวมทั้งในติ๊กต็อกที่เป็นศูนย์รวมของคนรุ่นใหม่ด้วย

ขอใช้ฐานเสียงเพื่อเสนอความจริงกระตุกความคิด

สุภัทรา ปิ่นทอง นักแสดงอิสระและผู้ผลิตเนื้อหาออนไลน์ และเจ้าของบัญชีติ๊กต็อกในชื่อ “น้องมอดาราสาว” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 69,700 คน บอกว่า ก่อนหน้าเหตุการณ์สลายการชุมนุมเธอเองก็ลงคลิปขำ ๆ บันเทิง ๆ แต่ภาพที่เธอเห็นในวันที่ 16 ต.ค. ทำให้รู้สึกโกรธ เจ็บปวด ร้องไห้ และเกิดคำถามว่าทำไมการชุมนุมด้วยความสงบถึงถูกกระทำเช่นนั้น

เธอคิดอยู่นานว่าจะทำอย่างไรดี หลังจากติดตามข่าวสารผ่านทวิตเตอร์ตลอด และเริ่มมีกระแสเรียกร้องให้บรรดาผู้มีชื่อเสียงและดาราออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่อเรื่องดังกล่าว เธอจึงรวบรวมความกล้ามาทำคลิปออกเผยแพร่ในติ๊กต็อกในคืนที่เกิดเหตุนั้นเลย คลิปดังกล่าวมีเนื้อหาประชดประชันคนในสังคมออนไลน์ที่นิ่งเฉยกับเหตุการณ์ที่แยกปทุมวัน ทั้ง ๆ ที่เมื่อเกิดเหตุร้ายแรงในต่างประเทศ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในไทยจะพากันใช้แฮชแท็ก #prayfor(ชื่อประเทศ) เพื่อส่งกำลังใจให้ผู้คนในประเทศนั้น แต่เมื่อเกิดเหตุความรุนแรงในประเทศของตัวเองอย่างการสลายการชุมนุม แต่คนในโลกออนไลน์กลับเลือกที่จะเงียบ

“ตอนแรกก็กลัวเหมือนกัน แต่เราเองก็พอมีเสียงอยู่ในแพลตฟอร์มนี้อยู่บ้าง จึงคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ และเผยแพร่ความจริง ทำให้คนฉุกคิด แต่ยอมรับว่ามีราคาต้องจ่าย มีผลต่อการทำงาน โดยเฉพาะในงานการแสดง” เธออธิบาย

ผู้ใช้งานติ๊กต็อกในชื่อบัญชี “_nutder” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 1 แสนราย เป็นอีกคนหนึ่งที่สะเทือนใจจากเหตุการณ์ที่แยกปทุมวัน เขาเป็นชายหนุ่มวัย 23 ปี อาศัยอยู่ใน จ.นครราชสีมา หลังเกิดเหตุเขาเริ่มประนามการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม ตามมาด้วยการแต่งเพลงเล่าเรื่องราวสถานการณ์เพื่อสื่อสารกับผู้ติดตาม

“สิ่งที่ผมทำได้คือแต่งเพลง และเพลงนี้มอบให้ทุกคนที่พร้อมสู้ไปด้วยกันครับ #เยาวชนปลดแอก #16ตุลา” นี่คือข้อความที่เขาสื่อสารกับผู้ติดตาม คลิปนี้มีผู้ชมจำนวนมากถึง 5.13 แสนครั้ง แชร์กว่า 2,000 ครั้ง และมีผู้เข้ามาแสดงความเห็นกว่า 1,500 ครั้ง

คลิปหลายชิ้นของเขาที่เผยแพร่ต่อจากนั้นอธิบายว่า ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าใจสถานการณ์และประวัติศาสตร์มากขึ้น ผ่านแฮชแท็กที่ได้รับความนิยมของทวิตเตอร์

India app
Getty Images

“เราต้องอยู่กับปัจจุบัน อย่ายึดติดกับอดีตมากเกินไป ดังนั้นผมจึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดันให้มีอนาคตที่ดี” เขากล่าวและสรุปว่า อนาคตสร้างได้ ส่วนอดีตเปลี่ยนแปลงไม่ได้

ปกป้องชุดความคิดของตนเอง

เอิ้น ผู้ใช้งานติ๊กต็อกในชื่อบัญชีว่า “Earn.Energy” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 8,500 รายบอกกับบีบีซีไทยว่า เธอก็เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ใช้ติ๊กต๊อกเพื่อความสนุกสนานและแบ่งปันความรู้ในเรื่องการพัฒนาตนเอง แต่การชุมนุมของกลุ่มนักศึกษาและประชาชนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้เธอรู้สึกเศร้าและทนไม่ได้ที่มีคนออกมาว่าสถาบันพระมหากษัตริย์

“ทนไม่ได้ มันเศร้ามาก ไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนในชีวิต ที่มาลบหลู่แบบนี้ เห็นจากเพื่อนในเฟซบุ๊กที่แชร์ข้อความต่าง ๆ เข้ามาในฟีด เราตกใจ พอเราแสดงความคิดเห็น ก็มีคนมาด่า มาอันเฟรนด์ และบอกว่าลองไปเยอรมนีสิ” เธอกล่าวพร้อมน้ำเสียงสั่นเครือ

หลังจากถูกเพื่อนและญาติบางคน “อันเฟรนด์” หรือยกเลิกการเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก เธอจึงตัดสินใจลงคลิปอธิบายชุดความคิดที่เธอเข้าใจบนติ๊กต็อก และหวังให้เกิดการรวมตัวของคนที่ต้องการปกป้องสถาบันฯ เหมือนกัน และเธอเองก็จะใช้ทักษะด้านการสื่อสารมาทำประโยชน์จากการทำธุรกิจส่วนตัว เปิดเพจเพื่อทำมาร์เก็ตติ้งคอนเทนต์และรับจัดวางเลขมงคล

เนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ที่เธอพยายามสื่อสารในติ๊กต็อก เช่น การยกเลิกกฎหมายห้ามวิจารณ์พระมหาษัตริย์ คลิปตอบคำถามที่ว่าโครงการในพระราชดำริ 4,000 โครงการ ทำสำเร็จกี่โครงการ นอกจากนี้ยังมีคลิปตอบโต้ผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อเนื้อหาที่เธอเผยแพร่ในติ๊กต็อกด้วย

คลิปที่ได้รับความสนใจมากที่สุดเป็นคลิปที่เธอพูดถึง “การยกเลิกกฎหมายห้ามวิจารณ์พระมหากษัตริย์” ซึ่งมียอดการชมกว่า 5.89 แสนครั้ง ยอดแชร์กว่า 1,400 ครั้ง มีผู้แสดงความคิดเห็นกว่า 4,100 ข้อความ


เมื่อสถาบันปรับตัวใกล้ชิดประชาชน ทำให้ชุดข้อมูลใหม่มีมากขึ้น

เอิ้นยอมรับว่าตอนเป็นเด็ก เธอไม่สนใจดูข่าวในพระราชสำนักเลย แต่สิ่งที่ทำให้เธอหันมาสนใจศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับสถาบันมากขึ้นคือภาพที่เห็นในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2549 ที่มีภาพพสกนิกรสวมเสื้อสีเหลืองมารวมตัวกันที่ลานพระราชวังดุสิตอย่างเนืองแน่น

จากประสบการณ์ดังกล่าวเธอจึงเข้าใจว่า “ศรัทธาเกิดจากชุดความรู้ความเข้าใจ” หากสำนักพระราชวังทำให้คนได้เห็น แล้วคนได้เข้าใจมากขึ้น

เธอตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ระเบียบปฏิบัติในการเฝ้ารับเสด็จพระมหากษัตริย์ได้เปลี่ยนแปลงไป จากครั้งหนึ่งที่พระมหากษัตริย์ “แตะต้องไม่ได้” มาเป็นการเข้าเฝ้าได้อย่างใกล้ชิด

เธอจำได้ว่าเมื่อก่อนนี้เวลาไปรอรับเสด็จ เจ้าหน้าที่ต้องบอกกับประชาชนที่เฝ้ารอรับเสด็จว่าอย่าเงยหน้าขึ้นขณะที่มีขบวนเสด็จผ่านและห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด แต่ตอนนี้ ประชาชนสามารถจับพระกรของพระองค์ได้ด้วย การที่พสกนิกรได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดทำให้มีภาพถ่ายและวิดีโอเผยแพร่ในโลกออนไลน์มากขึ้น กลายเป็นชุดความรู้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจำนวนมาก

ขณะที่ อุมาวดี ศิริอักษร หรือในอดีตรู้จักกันในชื่อ “เทพธิดาพยากรณ์” ที่เพิ่งเริ่มทำคลิปลงในติ๊กต็อกเพื่อปกป้องสถาบันและมีผู้ติดตามราว 1,000 คน บอกว่า จากประสบการณ์การเข้าเฝ้ารับเสด็จฯ ทั้งในหลวง ร.9 และ ร.10 ก็ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชน แต่สมัยก่อนไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพ แต่มารัชสมัยนี้พระองค์ทรงผ่อนคลายมากขึ้น

“นี่ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญของการปรับตัวของสถาบัน ที่เข้าถึงสื่อประชาชนแล้ว” เธอกล่าว

อย่างไรก็ตาม ทั้งเอิ้นและอุมาวดีเชื่อว่าการออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นเพียงกระแสสั้น ๆ เท่านั้น

“อารมณ์ที่กำลังเกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องจริง เดี๋ยวก็จะหายไป ถ้าวันนี้เอิ้นขับรถไปแล้วยางแตกสักที่ในต่างจังหวัด เด็ก ๆ ที่ขี่จักรยานผ่านมาก็จะเข้ามาช่วยโดยไม่ถามว่าพี่ใช่คนที่ทำติ๊กต็อกไหม” เอิ้นกล่าว

อะไรคือสิ่งที่ต้องกังวลและพึงระวัง

การเติบโตของจำนวนผู้ใช้งานติ๊กต็อกถือว่ามีนัยสำคัญ เว็บไซต์เทคซอร์สระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ สถิติของปี 2562 พบว่าผู้ใช้งานติ๊กต็อกกว่า 50% มีอายุระหว่าง 18 – 34 ปี และเป็นแฟลตฟอร์มที่คนนิยมใช้เพิ่มมากขึ้น คาดกว่าหลังจากช่วงมี.ค.มีผู้ใช้มากกว่า 10 ล้านบัญชี

TikTok logo
BBC

รศ. พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่น่ากังวลในสมรภูมิติ๊กต็อกก็คือคลิปนั้นมีโอกาสที่จะกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่นำไปสู่ความรุนแรงได้หรือไม่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อหาดังกล่าวมีจำนวนผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมมากเท่าไหร่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อดีก็คือติ๊กต็อกเป็นสื่อใหม่ที่เปิดสำหรับการสื่อสารแบบสองทาง ผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็โต้ตอบได้

รศ.พิจิตราเตือนว่าสิ่งที่พึงระวังในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะการเผยแพร่เนื้อหาที่เกี่ยวกับการเมือง คือ ข้อมูลที่นำเข้าระบบจะกลายเป็นหลักฐานหากมีการแจ้งความดำเนินคดี เช่น การละเมิดสิทธิผู้อื่น การยุยงปลุกปั่น การเผยแพร่ข่าวปลอมหรือเฟคนิวส์

อีกประเด็นที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันในหลายประเทศคือปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ให้บริการติ๊กต็อก ขณะนี้มีหลายประเทศที่พยายามบังคับใช้มาตรการห้ามใช้แอปฯ ดังกล่าว โดยอ้างถึงเหตุผลด้านความมั่นคง

“แม้ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มตะวันตกก็ยังมีรายงานการรั่วไหลข้อมูลและนำไปสู่เพื่อใช้หวังผลทางการตลาด” นักวิชาการรายนี้ตั้งข้อสังเกต

บีบีซีไทยติดต่อผู้บริหารของติ๊กต็อก ประเทศไทย แต่ได้รับคำตอบว่าผู้บริหารไม่สามารถให้ความเห็นต่อเนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง

TikTok logo.
Getty Images

อย่างไรก็ตามเว็บไซต์ติ๊กต็อกได้เผยแพร่ “แนวทางปฏิบัติสำหรับชุมชน” โดยระบุว่าติ๊กต็อก “เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของการแสดงออกเชิงสร้างสรรค์” และระบุถึงข้อห้ามอื่น ๆ เช่น

  • ไม่อนุญาตให้บุคคลและองค์กรที่เป็นอันตรายต่าง ๆ ใช้แพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนการก่อการร้าย อาชญากรรม หรือพฤติกรรมต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย
  • ห้ามทำการค้า จำหน่าย ส่งเสริม และใช้สินค้าควบคุมบางประเภท ตลอดจนการแสดงภาพหรือส่งเสริมการกระทำที่เป็นอาชญากรรม
  • ไม่อนุญาตให้มีเนื้อหาที่น่าสยดสยองหรือน่าตกใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาที่ส่งเสริมหรือสรรเสริญความรุนแรงหรือเจ็บปวด โดยมีข้อยกเว้นสำหรับบางสถานการณ์ เช่น เนื้อหาการรายงานข่าวหรือมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับการตระหนักถึงปัญหา
  • ไม่อนุญาตให้มีเนื้อหาที่โจมตีหรือยั่วยุให้เกิดความรุนแรงต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่าง ๆ รวมถึงเนื้อหาที่มีวาจาที่สร้างความเกลียดชัง
  • ไม่อนุญาตให้มีเนื้อหาหรือพฤติกรรมข่มเหงรังแก
  • ไม่อนุญาตให้มีเนื้อหาที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อหลอกลวงหรือทำให้สมาชิกในชุมชนเกิดความเข้าใจผิด เป็นอันตรายต่อชุมชน เช่น การส่งข้อความขยะ การปลอมเป็นผู้อื่น และการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ เมื่อ TikTok กลายเป็นสมรภูมิใหม่ ในการสู้รบทางความคิดของกลุ่มคนเรียกร้องประชาธิปไตย-ปกป้องสถาบันฯ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง