เลือกตั้งท้องถิ่น : 4 ปัจจัยบวก 1 ปัจจัยลบของ “คณะก้าวหน้า” ในศึกชิงนายก อบจ. ก่อนถูก กกต. สอบปมดำเนินการ “คล้ายพรรค”

2 ธ.ค. 2563 - 02:23 น.

เลือกตั้งท้องถิ่น : 4 ปัจจัยบวก 1 ปัจจัยลบของ “คณะก้าวหน้า” ในศึกชิงนายก อบจ. ก่อนถูก กกต. สอบปมดำเนินการ “คล้ายพรรค” – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งท้องถิ่น และแกนนำคณะก้าวหน้าประเมิน 4 ปัจจัยบวก กับ 1 ปัจจัยลบ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และนายก อบจ. ในรอบ 8 ปี ในจำนวนนี้คือการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ราษฎร”

ทันทีที่เข้าสู่ช่วง 20 วันสุดท้ายก่อนประชาชน 76 จังหวัดจะเข้าคูหาเลือกตั้งนายกฯ เล็ก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สั่งสอบ “คณะก้าวหน้า” ฐานดำเนินการคล้ายคลึงกับพรรคการเมือง

ที่ประชุม กกต. เมื่อ 30 พ.ย. มีมติให้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และ น.ส. พรรณิการ์ วานิช ในนามคณะก้าวหน้า ช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง อบจ. ว่าเข้าลักษณะเป็นพรรคการเมือง ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 111 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 หรือไม่ หลังพิจารณาข้อมูลและหลักฐานตามที่ฝ่ายกิจการพรรคการเมืองของสำนักงาน กกต. เสนอมา

1 ใน 7 กรรมการ กกต. กล่าวยอมรับกับบีบีซีไทยเพียงสั้น ๆ ว่า “กกต. เห็นว่าพยานหลักฐานพอมีมูล จึงให้ดำเนินการต่อไป”

กองโฆษก คณะก้าวหน้า

สำหรับนายธนาธร, นายปิยบุตร และ น.ส. พรรณิการ์ อยู่ระหว่างการถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 21 ก.พ. 2563 ให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และตัดสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เป็นเวลา 10 ปี จากคดีหัวหน้าพรรคปล่อยเงินกู้ให้พรรคตัวเอง โดยห้ามเป็น กก.บห. หรือมีส่วนร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองอื่น

ต่อมาพวกเขาได้ก่อตั้งองค์กรเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองในนาม “คณะก้าวหน้า” โดยหนึ่งในภารกิจ “สืบทอดอุดมการณ์” ต่อจาก อนค. คือการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นทุกระดับทั่วประเทศ

หากผลการสืบสวนของ กกต. พบว่าเข้าข่ายลักษณะความผิดทางกฎหมาย นายธนาธรกับพวกอาจต้องรับผลในคดีเพิ่มเติม โดยระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองอีก 5 ปี

ส่วนจะส่งผลต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ. และสมาชิก อบจ. ในนามของคณะก้าวหน้า ถึงขั้นถูกระงับสิทธิสมัครไว้เป็นการชั่วคราว หรือที่เรียกว่า “แจกใบส้ม” หรือไม่นั้น กรรมการ กกต. ตอบเพียงว่า “ยังไม่เกี่ยว”

ช่อ-พรรณิการ์ ชี้คนถูกแบนการเมืองเป็นผู้ช่วยหาเสียงได้

น.ส. พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ตั้งคำถามกลับไปยัง กกต. ว่า “อะไรทำให้เรามีพฤติกรรมเหมือนพรรคการเมือง” พร้อมย้ำว่า แม้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ในฐานะประชาชนยังมีสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่ม และมีสิทธิแสดงออกในทางสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ อีกทั้งนายธนาธร, นายปิยบุตร และเธอก็ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ช่วยหาเสียงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ บุคคลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองก็เคยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหาเสียงได้

“ในการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ได้ระบุให้ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคการเมือง คณะก้าวหน้าก็เป็นในหลายกลุ่มที่ส่งผู้สมัคร ถ้ากฎหมายกำหนดให้ส่งผู้สมัครในนามพรรค แล้วเราส่ง อันนั้นถึงจะเข้าข่ายเลียนแบบพรรคการเมือง… มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่สารพัดกลุ่มส่งผู้สมัคร แต่มีคณะก้าวหน้าคณะเดียวที่ถูกดำเนินคดี” น.ส. พรรณิการ์กล่าวระหว่างการแถลงข่าว

เธอยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการใช้คดีความ “ข่มขู่และปิดปาก” ซึ่งทุกครั้งที่โดนแบบนี้ถือเป็นนิมิตหมายว่าพวกเธอกำลังประสบความสำเร็จ จึงงัดเอามุกเดิมมาใช้ เพื่อทำให้ประสิทธิภาพในการหาเสียงช้าลง ทำให้ประชาชนไขว้เขวในการลงคะแนน แต่ยืนยันเดินหน้าหาเสียงต่อใน 42 จังหวัดที่ส่งผู้สมัคร อบจ. ต่อไป

ภาคต่ออนาคตใหม่ หาเสียงเชิงนโยบาย+อุดมการณ์

“เปลี่ยนประเทศไทยเริ่มได้ที่บ้านเรา” คือคำรณรงค์หาเสียงหลักของผู้สมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ. ในนามคณะก้าวหน้า ซึ่งถือเป็น “ภาคต่อ” ของ อนค. ที่เข้าสู่สนามเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อ 24 ก.พ. 2562 ด้วยการชูธง “เปลี่ยนประเทศไทย” ผ่าน 3 นโยบายหลักคือ “ปฏิรูปกองทัพ-ทลายเศรษฐกิจทุนผูกขาด-ยุติรัฐราชการรวมศูนย์”

“ภารกิจในการเลือกตั้ง ส.ส. คือการทำให้ประชาชนกลับมาศรัทธาการเมืองในระบบรัฐสภา ส่วนภารกิจในการเลือกตั้งท้องถิ่น คือการทำให้ผู้คนเห็นว่า อบจ. มีความหมายและมีผลต่อชีวิตของพวกเขา” น.ส. พรรณิการ์กล่าวกับบีบีซีไทย

กองโฆษก คณะก้าวหน้า

ในทัศนะของแกนนำหญิงคณะก้าวหน้า การยุติรัฐราชการรวมศูนย์ต้องทำ 2 ฐานควบคู่กันคือฐานสภาฯ และฐานท้องถิ่น พร้อมทำให้คนกลับมามีความหวัง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าคนบางส่วนหมดหวังกับรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ในระหว่างลงพื้นที่อีสาน 5 จังหวัดเพื่อหาเสียงให้กับผู้สมัคร อบจ. จ.อุบลราชธานี, อุดรธานี, มุกดาหาร, นครพนม และบึงกาฬ เมื่อสัปดาห์ก่อน น.ส. พรรณิการ์เล่าว่าถูกประชาชนตั้งสารพัดคำถาม เช่น จะมีรัฐประหารหรือไม่ และม็อบนักศึกษาจะเป็นอย่างไร ซึ่งเธอประเมินว่ากระแสชุมนุมต่อต้านรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ในส่วนกลาง ทำให้ประชาชนตื่นตัวทางการเมืองสูง


คำตอบที่ น.ส. พรรณิการ์บอกกับประชาชนคือ “อิทธิพลของการเมืองท้องถิ่นคือนั่งร้านของเผด็จการ เราทำเรื่องเดียวกันกับม็อบที่กรุงเทพฯ ที่ออกมาต่อต้านอำนาจเผด็จการ แต่พวกเราอยู่ในสมรภูมิท้องถิ่น เราจะมาช่วยกันทำลายนั่งร้านของเผด็จการในแต่ละท้องถิ่น”

น.ส. พรรณิการ์ระบุว่า คณะก้าวหน้าเป็นกลุ่มเดียวที่หาเสียงเชิงนโยบายและเชิงอุดมการณ์ และจัดทำแคมเปญการเมืองท้องถิ่นที่เป็นแคมเปญระดับชาติ พร้อมประเมินว่าหากจำนวนผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อบจ. เพิ่มขึ้น 10-20% จากเดิมที่อยู่ราว 50% เศษ ผู้สมัครหน้าใหม่ก็มีโอกาสกำชัยชนะได้ ภายใต้สมมติฐานที่ว่าผู้ลงคะแนนหน้าใหม่น่าจะเลือกผู้สมัครของคณะก้าวหน้า

THAI NEWS PIX
นักศึกษาเริ่มจัด “แฟลชม็อบ” ช่วงต้นปี 2563 หลังพรรคอนาคตใหม่ถูกสั่งยุบพรรค

4 ปัจจัยบวก กับ 1 ปัจจัยลบ

เข้าสู่ช่วง 3 สัปดาห์สุดท้าย ก่อนที่ประชาชน 76 จังหวัดจะเข้าคูหาเลือกตั้งสมาชิก อบจ. และนายก อบจ. หนึ่งในทีมยุทธศาสตร์และนโยบายคณะก้าวหน้าชี้ให้เห็น 4 ปัจจัยบวกที่เกื้อหนุนผู้สมัครของกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้

หนึ่ง การวางเว้นจากการเลือกตั้งท้องถิ่นมา 7-8 ปี ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายต่อสภาพที่เป็นอยู่ และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง

สอง การเลือกตั้ง อบจ. ครั้งนี้ จะมีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นครั้งแรกจำนวนมาก (อายุ 18-26 ปี) ซึ่งคนรุ่นใหม่ถือเป็นฐานเสียงสำคัญของ อนค. จึงมีอีกแคมเปญรณรงค์ “เปลี่ยนประเทศไทย กลับบ้านไปเลือกตั้ง”

สาม การจัดการเลือกตั้ง อบจ. เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งประเทศ ทำให้มีโอกาสจัดทำแคมเปญระดับชาติ และเป็นเหตุผลที่คณะก้าวหน้าตัดสินใจส่งผู้สมัคร 42 จาก 76 จังหวัด และสร้างชุดนโยบาย 42 ชุด

สี่ การจุดกระแสต่อต้านรัฐบาลของผู้ชุมนุมกลุ่ม “ราษฎร” ทำให้ประชาชนตื่นตัวทางการเมืองสูง ทว่าก็ไป “กลบข่าวเลือกตั้งท้องถิ่น” ด้วย

ส่วนปัจจัยด้านลบจากการถูกขั้วตรงข้ามทางการเมืองเชื่อมโยงว่าอยู่ “เบื้องหลังม็อบ” และมีแนวคิด “ล้มเจ้า” นั้น ทีมยุทธศาสตร์ฯ คณะก้าวหน้าประเมินว่า “ไม่มีผลต่อคะแนนเสียง แต่มีผลต่อการจัดตั้งมวลชนไปขัดขวางการรณรงค์ของคณะก้าวหน้า และสกัดกั้นการตื่นรู้ของประชาชน”

วานนี้ (30 พ.ย.) คณะก้าวหน้าเพิ่งประกาศว่าจะร้องเรียนต่อ กกต. กรณีถูกขัดขวางการหาเสียงเลือกตั้ง 6 กรณี

  • นราธิวาส : ข้าราชการ อบจ.นราธิวาส ประกาศ “ลงขัน” ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ให้ทำร้ายนายธนาธร
  • นครศรีธรรมราช : ผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองขัดขวางและปิดล้อมทางเข้าออกโรงแรม
  • สมุทรปราการ : ชายฉกรรจ์เดินตามตะโกนด่าขบวนหาเสียง
  • นครราชสีมา : กลุ่มบุคคลยุยงให้เกิดการกระทบกระทั่งที่ตลาดนัดเทศบาลปากช่อง
  • สุรินทร์ : ชายเสื้อเหลืองชูป้ายตะโกนด่า
  • ระยอง : กลุ่มบุคคลตะโกนขับไล่นายธนาธร

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากคำแถลงของ น.ส. พรรณิการ์ วานิช เมื่อ 30 พ.ย. 2563

นักรัฐศาสตร์ชี้เป็นครั้งแรกที่ “การเมืองระดับชาติสู้ศึกท้องถิ่นเต็มรูปแบบ”

ข้อวิเคราะห์บางส่วนของคณะก้าวหน้า สอดคล้องกับความเห็นของ ผศ.ดร. วสันต์ เหลืองประภัสร์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ทั้งประเด็นเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ “ว่างเว้น” และ “ถูกแช่แข็ง” มายาวนาน และการตัดสินใจของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นหนแรก ทว่าสิ่งที่นักวิชาการรายนี้เห็นว่าน่าพิจารณาเพิ่มเติมคือการเลือกตั้ง อบจ. มีความสำคัญและสัมพันธ์โดยตรงกับการเมืองระดับชาติ

“ผมคิดว่าโครงข่ายความนิยม และฐานคะแนนของนายก อบจ. และสมาชิก อบจ. คือฐานเดียวกับ ส.ส. หมายความว่าถ้าพรรคไหนดึง อบจ. มาเป็นพวกได้ ก็จะมีนัยสำคัญมากกับการเลือกตั้งทั่วไปในอนาคต และนายก อบจ. หลายคนก็มีส่วนกำหนดชัยชนะของ ส.ส.” ผศ.ดร. วสันต์กล่าว

WASAN LUANGPRAPAT/FB
ผศ.ดร. วสันต์ เหลืองประภัสร์ ชี้ว่าการเลือกตั้ง อบจ. ครั้งนี้ถูกจัดขึ้นอย่างฉุกละหุกมาก ซึ่งเชื่อว่าเกิดจาก “เหตุผล” บางประการ

อีกประเด็นที่นักวิชาการผู้ศึกษาวิจัยด้านการกระจายอำนาจและการปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความสนใจคือ กรณีที่การเมืองระดับชาติอย่างคณะก้าวหน้าประกาศตัวสู้ศึกเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างเต็มรูปแบบ และมีทิศทางผลักดันการกระจายอำนาจอย่างชัดเจน ซึ่ง ผศ.ดร. วสันต์ชี้ว่า “เป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นครั้งแรก” ถ้าทั้ง ส.ส. ในสภา และมีสมาชิกในสภาท้องถิ่น ก็จะช่วยให้ท้องถิ่นมีปากเสียง ทำให้เกิดการปรับแก้ข้อกฎหมายต่าง ๆ ของท้องถิ่น ไม่ใช่เป็นได้แค่ลูกน้องหรือลูกไล่ ถูกตรวจสอบควบคุมทั้งจากฝ่ายการเมือง ฝ่ายประจำ รวมถึงสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

ส่วนการจัดทำแคมเปญระดับชาติ ไปขัดแย้งกับพฤติกรรมของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นที่เน้นเลือกคนรู้จัก-คนใกล้ตัวหรือไม่นั้น ผศ.ดร. วสันต์มองว่า การเมืองท้องถิ่นและการเมืองระดับชาติของไทยมีความสัมพันธ์กัน อย่างในยุคที่กระแสนิยมของพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ขึ้นสูง ผู้สมัคร อบจ. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทางตรงครั้งแรกจำนวนมาก ก็พยายามมีรูปคู่กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้า ทรท. หรือใช้โลโก้ ทรท. ดังนั้นการตัดสินของประชาชน นอกจากเครือข่ายฐานคะแนนแล้ว กระแสนิยมในพรรคก็มีส่วนต่อการตัดสินใจ

“มายุคนี้ การมีชื่อพรรคเป็นเงาของผู้สมัคร มีแนวโน้มเป็นลบมากกว่าบวก เพราะขณะนี้การเมืองแบ่งขั้วกันอย่างแปลก ๆ และมีหลายประเด็นเกี่ยวพันซับซ้อนกันทั้งในหมู่คนชอบและไม่ชอบรัฐบาล ทำให้ผู้สมัครหน้าเก่าบางส่วนหลีกเลี่ยงการทำให้ตัวเองมีภาพลักษณ์ผูกพันกับพรรคใดอย่างชัดแจ้ง” ผศ.ดร. วสันต์กล่าว

ถึงขณะนี้ ผศ.ดร. วสันต์ยังไม่อาจคาดเดา “จุดชี้ขาดชัยชนะ” ของแต่ละสนามเลือกตั้ง เนื่องจากวัฒนธรรมการเมืองและโครงข่ายหัวคะแนนแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน แต่เชื่อว่า “คนหน้าเก่าจำนวนมากมีแนวโน้มอาจได้กลับเข้าสภา (ท้องถิ่น) เพราะอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบเหนือกว่าในช่วงเวลา 6-8 ปีที่ผ่านมา”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ เลือกตั้งท้องถิ่น : 4 ปัจจัยบวก 1 ปัจจัยลบของ “คณะก้าวหน้า” ในศึกชิงนายก อบจ. ก่อนถูก กกต. สอบปมดำเนินการ “คล้ายพรรค”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง