สกุลธร : คณะก้าวหน้าเชื่อข้อกล่าวหาต่อน้องชายธนาธร หวังผลทางการเมือง กองปราบฯ ยันสอบต่อ

9 ธ.ค. 2563 - 21:08 น.

สกุลธร : คณะก้าวหน้าเชื่อข้อกล่าวหาต่อน้องชายธนาธร หวังผลทางการเมือง กองปราบฯ ยันสอบต่อ – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

หนึ่งสัปดาห์หลังจากเว็บไซต์ “เดอะทรูธ” เผยแพร่คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางโดยพาดหัวข่าวว่า “เปิดคำพิพากษา!! คดีหลอก ‘น้องธนาธร’ ยัดเงินใต้โต๊ะสำนักงานทรัพย์สินฯ” กรณีนี้ก็ได้กลายมาเป็นประเด็นร้อนจนสำนักงานอัยการสูงสุดและผู้บังคับการกองปราบปรามต้องออกมาแถลงข่าวชี้แจง

วันที่ 2 ธ.ค. “เดอะทรูธ” (The Truth) ซึ่งอ้างว่าเป็นเว็บไซต์ข่าวแต่ไม่ปรากฏชื่อผู้ผลิตเนื้อหาหรือสถานที่ติดต่อ เผยแพร่คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ ลงวันที่ 27 พ.ย. 2562 ซึ่งพิพากษาจำคุกนายประสิทธิ อภัยพลชาญ อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และนายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช นายหน้าค้าที่ดิน ในข้อหาเรียกรับสินบนและปลอมแปลงเอกสารราชการของสำนักทรัพย์สินฯ

คำพิพากษานี้จำเลยได้อ้างถึงชื่อนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้บริหารบริษัท บริษัทเรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นน้องชายของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ว่าได้จ่ายเงินจำนวน 20 ล้านบาทในการว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองดำเนินการติดต่อประสานงานเพื่อให้ทางบริษัทได้เช่าที่ดิน 2 แปลงใน ซ.ร่วมฤดี และย่านชิดลม จากสำนักงานทรัพย์สินฯ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการประมูลตามปกติ

อย่างไรก็ตามคดีนี้มีจำเลยเพียง 2 คน คือนายประสิทธิและนายสุรกิจ ส่วนนายสกุลธรนั้น ตำรวจไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและไม่ได้ระบุชื่อเป็นผู้ต้องหา

หลังจากประเด็นนี้ถูกเผยแพร่ต่อในโซเชียลมีเดียและสื่อกระแสหลักอย่างกว้างขวาง นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เรียกร้องให้มีการตรวจสอบพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้ว่าเหตุใดจึงไม่ระบุชื่อนายสกุลธรเป็นผู้ต้องหาในสำนวนคดีที่ส่งให้อัยการ และในวันนี้ (9 ธ.ค.) นายวัชระได้ยื่นหนังสือร้องเรียนในประเด็นเดียวกันนี้อีกครั้งต่อคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ของสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายสิระ เจนจาคะ เป็นประธาน

แม้ว่าคำพิพากษาออกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่การกลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้งของคดีนี้ทำให้สำนักงานอัยการสูงสุดและกองบังคับการปราบปรามซึ่งเป็นสองหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจง

ขณะที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า เชื่อว่าข้อกล่าวหาเรื่อง “สกุลธรฮุบที่หลวง” ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างจงใจโดยฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของคณะก้าวหน้า เพื่อโจมตีนายธนาธรซึ่งกำลังอยู่ในช่วงช่วยหาเสียงให้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 20 ธ.ค. นี้

FACEBOOK/คณะก้าวหน้า – PROGRESSIVE MOVEMENT
พรรณิการ์ วานิช

น.ส. พรรณิการ์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่าข้อกล่าวหานี้อาจเป็นความพยายามที่จะ “ปิดปาก” นายธนาธรและแนวร่วมที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปและตรวจสอบความโปร่งใสของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ก็เป็นได้

บีบีซีไทยติดต่อไปยังบริษัทเรียลแอสเสทฯ เพื่อขอสัมภาษณ์นายสกุลธร แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่านายสกุลธรอาจจะชี้แจงเรื่องนี้ต่อสาธารณะเร็ว ๆ นี้

คำชี้แจงจากสำนักงานอัยการสูงสุด

วันนี้ (9 ธ.ค.) นายอิทธิพร แก้วทิพย์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ปฏิเสธรายงานข่าวที่ว่า อสส. “สั่งไม่ฟ้อง” นายสกุลธร โดยระบุว่าขณะนี้นายสกุลธรยังไม่ได้เป็นผู้ต้องหา และพนักงานสอบสวนกองปราบปรามยังอยู่ระหว่างการสอบสวน อัยการจึงยังไม่มีอำนาจที่จะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง

นายอิทธิพรยังได้สรุปเนื้อหาและลำดับความเป็นมาของคดีตามคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ ดังนี้

  • ต้นปี 2560 นายสุรกิจ ตั้งวิทูวนิช นายหน้าค้าที่ดินอิสระไปพบกับนายสกุลธร ซึ่งเป็นประธานบริษัทเรียลแอสเสทฯ เพื่อนำที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จำนวน 2 แปลงตั้งอยู่ใน ซ.ร่วมฤดี และที่ตั้งขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ย่านชิดลม มาเสนอให้เช่า ซึ่งนายสกุลธรให้ความสนใจ จึงได้ทำสัญญาว่าจ้างให้นายสุรกิจติดต่อประสานงานพื่อให้ทางบริษัทได้เช่าที่ดินโดยมีค่าตอบแทนวงเงิน 500 ล้านบาท หลังจากทำสัญญากันแล้ว นายสุรกิจและนายประสิทธิ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ได้แนะนำให้นายสกุลธรยื่นหนังสือขอเช่าที่ดินตามช่องทางปกติกับสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งนายสกุลธรได้จ่ายเงินงวดแรก 5 ล้านบาท เพื่อดำเนินการในเรื่องนี้
  • มี.ค. 2560 นายประสิทธิ์ได้ปลอมเอกสารราชการของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่ระบุว่าบริษัทเรียลแอสเสทฯ ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในการเป็นผู้เช่าที่ดินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อนายสกุลธรได้รับหนังสือแล้วจึงจ่ายเงินอีก 5 ล้านบาท
  • พ.ย. 2560 เมื่อปรากฏว่าบริษัทยังไม่ได้สิทธิในการเช่าที่ดินทั้ง 2 แปลง นายสกุลธรจึงได้เร่งรัดให้นายสุรกิจไปดำเนินการ นายสุรกิจและนายประสิทธิจึงร่วมกันปลอมเอกสารของสำนักงานทรัพย์สินฯ อีกฉบับหนึ่งเป็นจดหมายเชิญตัวแทนบริษัทเรียลแอสเสทฯ ไปประชุม เมื่อได้รับหนังสือเชิญประชุม นายสกุลธรจึงจ่ายเงินอีก 10 ล้านบาท รวมยอดจ่ายเงิน 3 ครั้งเป็นเงิน 20 ล้านบาท ซึ่งนายสุรกิจและนายประสิทธิได้นำเงินไปแบ่งกัน แต่เมื่อใกล้ถึงวันประชุม นายสกุลธรได้รับแจ้งว่าการประชุมถูกยกเลิก จึงได้ทวงถามเอาเงินคืน ซึ่งจากการสอบสวนได้ความว่ามีการคืนเงินให้นายสกุลธร 7 ล้านบาท หลังจากนั้นสำนักงานทรัพย์สินฯ ทราบเรื่องจึงมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่เข้าร้องทุกข์กับกองบังคับการปราบปรามเพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • เม.ย. 2562 หลังจากจับกุมนายสุรกิจและนายประสิทธิ ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนได้ พนักงานสอบสวนกองปราบปรามการได้ดำเนินการสอบสวนจนเสร็จสิ้นและส่งสำนวนให้สำนักงานอัยการ โดยกล่าวหาว่าทั้งสองคนร่วมกันเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจงใจหรือไม่จงใจให้เจ้าพนักงานโดยวิธีการอันทุจริตหรือผิดกฎหมายให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือโทษแก่บุคคลไทย ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พนักงานอัยการพิจารณาสำนวนคดีและมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จำเลยทั้งสองคนให้การรับสารภาพ
  • 27 พ.ย. 2562 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 2 คน ๆ ละ 3 ปี

โฆษก อสส. อธิบายเพิ่มเติมว่า พนักงานสอบสวนกองปราบปรามไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหานายสกุลธร เขาจึงไม่ได้เป็นผู้ต้องหาในสำนวนคดีนี้ พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องนายสกุลธร

คนเดินผ่านสำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
Reuters

อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนได้เขียนไว้ตอนท้ายของรายงานการสอบสวนว่า

“ในส่วนของนายสกุลธร ผู้ให้เงินแก่ผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 โดยมีเจตนาให้นำไปให้แก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำผิดหน้าที่ ช่วยเหลือบริษัทเรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ให้ได้สิทธิเช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ โดยไม่ผ่านขั้นตอนตามปกติ จึงเข้าลักษณะเป็นการใช้ให้ผู้ต้องหาทั้งสองไปกระทำความผิด นายสกุลธร จึงไม่ใช้ผู้เสียหายโดยนิตินัย ซึ่งพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีต่อไป”

นายอิทธิพรกล่าวต่อไปว่า บันทึกของพนักงานสอบสวนแสดงให้เห็นว่าพนักงานสอบสวนกองปราบฯ ประสงค์จะแยกการดำเนินคดีนายสกุลธรเป็นอีกคดีหนึ่ง ดังนั้นอัยการจึงต้องรอให้พนักงานสอบสวนทำหน้าที่ เมื่อสอบสวนเสร็จแล้วจึงจะส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องซึ่งอัยการจะพิจารณาไปตามหลักฐานที่อยู่ในสำนวน

ผบก.ป. ยืนยันยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

วานนี้ (8 ธ.ค.) สื่อหลายสำนักรายงานคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) ถึงความคืบหน้าคดีนี้ว่า กองปราบฯ ได้แยกการดำเนินคดีนี้ออกเป็น 2 สำนวน เพื่อให้คดีมีน้ำหนัก สำนวนหนึ่งเป็นคดีของผู้ให้สินบนและอีกสำนวนหนึ่งเป็นตัวกลางเรียกรับสินบนคือนายประสิทธิและนายสุรกิจซึ่งได้ส่งสำนวนให้อัยการและศาลมีคำพิพากษาแล้ว

ส่วนสำนวนคดีของผู้ให้สินบน พนักงานสอบสวนได้สืบสวนคดีมาโดยตลอด เพื่อให้คดีมีรายละเอียดรอบคอบมากที่สุด

“ตอนนี้ (การสอบสวน) มีความคืบหน้าไปมากแล้ว ขอทำงานอีกระยะหนึ่งเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ชัดเจนที่สุด จึงระบุได้ว่ามีการกระทำผิดอย่างไร ใครร่วมกระทำผิดบ้าง โดยจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หากพบว่ามีความผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเช่นกัน” สำนักข่าวอิสรารายงานคำพูดของ พล.ต.ต.สุวัฒน์

พล.ต.ต.สุวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่าขณะนี้ยังไม่มีการเรียกผู้ใดมาสอบสวนหรือแจ้งข้อกล่าวหา

“พรรณิการ์” ระบุไม่กระทบธนาธร-คณะก้าวหน้า

เนื่องจากนายสกุลธรเป็นน้องชายของนายธนาธร ประธานคณะก้าวหน้าซึ่งส่งผู้สมัครลงสนามเลือกตั้งสมาชิก อบจ.ในวันที่ 20 ธ.ค. และกำลังหาเสียงอย่างเข้มข้นในหลายพื้นที่ขณะนี้ บีบีซีไทยจึงได้สัมภาษณ์ตัวแทนคณะก้าวหน้าถึงผลกระทบจากคดีสินบนต่อการทำงานของนายธนาธรและคณะก้าวหน้า โดยเฉพาะในช่วงหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น

น.ส.พรรณิการ์ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ยืนยันว่าคดีนี้ไม่มีผลกระทบต่อการทำงานของคณะก้าวหน้า และตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดคดีนี้จึงกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้งทั้งที่ศาลมีคำพิพากษาไปตั้งแต่ปีที่แล้ว

“ดิฉันคงพูดอะไรในสาระสำคัญของคดีไม่ได้เพราะอยู่ในระหว่างกระบวนการ…แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าคดีเกิดมาหลายปี อยู่ดี ๆ ก็มีการออกมาตีข่าวกันอย่างเป็นขบวนการในช่วงสองสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นในวันที่ 20 ธ.ค.” น.ส.พรรณิการ์กล่าว

เธอเชื่อว่าการหยิบเรื่องนี้มาพูดอีกครั้งค่อนข้างชัดเจนว่า “หวังผลทางการเมือง” กล่าวคือให้นายธนาธรเสียคะแนนในการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่น

น.ส. พรรณิการ์กล่าวว่าข้อกล่าวหาประเภท “ฮุบที่หลวง” นั้นเป็นเรื่องใหญ่โดยเฉพาะในความคิดของคนในต่างจังหวัด “แต่เราก็เชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจว่าเป็นการโจมตีทางการเมือง”

นอกจากหวังจะทำให้เกิดความคลางแคลงในตัวนายธนาธรและคณะก้าวหน้าแล้ว น.ส.พรรณิการ์ยังเชื่อว่าการหยิบคดีนี้ขึ้นมา “อาจเป็นความพยายามที่จะปิดปากพวกเราไม่ให้พูดถึงการปฏิรูปและความโปร่งใสในสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ สกุลธร : คณะก้าวหน้าเชื่อข้อกล่าวหาต่อน้องชายธนาธร หวังผลทางการเมือง กองปราบฯ ยันสอบต่อ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง