สหรัฐฯ: โซเชียลมีเดียเป็นแรงผลักดันให้ผู้สนับสนุน ปธน. ทรัมป์ บุกอาคารรัฐสภาหรือเปล่า

11 ม.ค. 2564 - 10:41 น.

สหรัฐฯ: โซเชียลมีเดียเป็นแรงผลักดันให้ผู้สนับสนุน ปธน. ทรัมป์ บุกอาคารรัฐสภาหรือเปล่า – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

นี่เป็นเหตุโจมตีที่รุนแรงที่สุดที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เคยเผชิญมานับตั้งแต่กองทัพอังกฤษจุดไฟเผาอาคารแห่งนี้ระหว่างสงครามในปี 1814

ทวิตเตอร์ตัดสินใจระงับบัญชีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นการถาวรไปแล้ว หลังเฟซบุ๊กระงับบัญชีของเขา “อย่างไม่มีกำหนด”

คำถามคือ โซเชียลมีเดียมีบทบาทมากน้อยแค่ไหนในการชักนำให้ผู้สนับสนุนทรัมป์บุกเข้าไปยังอาคารรัฐสภาเป็นครั้งแรกในรอบ 207 ปี เพื่อกดดันสภาคองเกรสไม่ให้รับรองชัยชนะของนายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 46

มารีอานา สปริง ผู้เชี่ยวชาญของบีบีซีด้านข้อมูลเท็จบอกว่า รากฐานความรู้สึกโกรธแค้นของผู้สนับสนุนทรัมป์เริ่มมาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้วเสียอีก

ผู้ชุมนุม
Reuters

“ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้ทวิตเตอร์ตัวเองในการชี้และขยายความคิดว่าจะมีการโกงการเลือกตั้งในครั้งนี้ และกระบวนการลงคะแนนเสียงจะเต็มไปด้วยความฉ้อฉล”

สปริงบอกว่า หลังการเลือกตั้ง เธอเริ่มเห็นกลุ่มในเฟซบุ๊กเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ใช้สำนวนอย่างเช่น “หยุดการขโมย[คะแนนเลือกตั้ง]” ซึ่งเป็นภาษาที่ทรัมป์ใช้เอง

เฟซบุ๊กได้ทำการลบกลุ่มเหล่านี้หลายกลุ่ม แต่ความเสียหายก็ได้เกิดขึ้นแล้ว เหมือนกับที่ได้ลบเนื้อหาเกี่ยวกับทฤษฎีสมคบคิด “คิวอะนอน” (QAnon) สายเกินไป

“เมื่อความเชื่อเกี่ยวกับทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ฝังรากลึกมาก มันก็ไม่น่าแปลกใจที่มีการข่มขู่คุกคามและการแพร่กระจายข้อมูลเท็จต่อไป”

“คิวอะนอน” เป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ปราศจากมูลความจริง โดยมีความเชื่อหลัก ๆ ว่าประธานาธิบดีทรัมป์กำลังทำสงครามกับพวกใคร่เด็กที่บูชาซาตาน ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มชนชั้นนำที่แฝงอยู่ในรัฐบาล ธุรกิจ และสื่อต่าง ๆ

ผู้ที่เชื่อใน QAnon คาดว่า การต่อสู้นี้จะนำไปสู่การจับตัวคนผิดมาลงทัณฑ์ โดยหนึ่งในบุคคลมีชื่อเสียงที่สาวก QAnon กล่าวหาว่าเป็นวายร้ายในขบวนการค้ากามเด็กก็คือนางฮิลลารี คลินตัน อดีตคู่ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของนายทรัมป์ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2016

Picture of a snake in the shape of a letter Q and the slogan "where we go one we go all"
BBC
Where we go one we go all หรือ WWG1WGA! (เมื่อคนหนึ่งไป เราไปด้วยกันทุกคน) เป็นหนึ่งในคำขวัญที่สาวก QAnon ใช้บ่อยที่สุดเพื่อเรียกให้ผู้มีแนวคิดเดียวกันไปร่วมชุมนุม

สปริงบอกว่า คนที่ร่วมบุกอาคารรัฐสภาหลายคนรู้สึกอย่างแรงกล้าเรื่องนี้ และก็เชื่ออย่างปักใจเรื่องการกล่าวอ้างอย่างเป็นเท็จในโลกออนไลน์ว่ามีการโกงการเลือกตั้ง

ดร.อเล็กซี ดรูว์ นักวิจัยด้านข้อมูลเท็จจากคิงส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน บอกว่า หลายคนพูดมาสักพักแล้วว่านี่เป็นเรื่องเสี่ยงจริง ๆ

“น่าเศร้าที่มันต้องกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาก่อนที่คนอื่นจะหันมาฟัง ถึงจะตระหนักว่าสิ่งที่เราพูดมากว่าสี่ปีแล้วไม่ได้เป็นเรื่องเกินจริงเลย”

นักสร้างทฤษฎีสมคบคิดหลายคนหันไปใช้แพลตฟอร์มของคนมีแนวคิดขวาจัดอย่าง พาร์เลอร์ (Parler) แทน เมื่อถูกเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ระงับบัญชี


ล่าสุด แอมะซอน ตัดสินใจระงับพาร์เลอร์ จากเครือข่ายให้บริการแล้ว ตามหลังแอปเปิล และกูเกิล

อย่างไรก็ดี ดร.ดรูว์ บอกว่าบริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ไม่มีข้อแก้ตัวเลยที่จะไม่จัดการกลุ่มที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จที่ทำให้เกิดอันตรายเร็วกว่านี้

ในบรรดาบริษัทโซเชียลมีเดียใหญ่ ๆ เธอวิพากษ์วิจารณ์เฟซบุ๊กมากที่สุดเพราะเฟซบุ๊กใช้ระบบอัลกอริทึมในการชี้ชวนให้คนมาร่วมกลุ่มดังกล่าว

“พวกเขามีเครื่องมือควบคุมและความสามารถในการจัดระบบการแนะนำให้เข้ากลุ่ม รวมทั้งกลุ่มแบบปิดและเนื้อหาในนั้น ตั้งแต่มีผู้สร้างกลุ่มเหล่านี้ขึ้น”

“พวกเขาแค่ไม่ได้ทำจนกระทั่งมาถึงตอนนี้”

ทีวียังมีอิทธิพล

Pro-Trump protesters break in to the US Capitol
Getty Images
ผู้ชุมนุมฝ่ายสนับสนุนทรัมป์พากันไปถ่ายภาพกับรูปปั้นของประธานาธิบดีในดวงใจที่อยู่ในตัวอาคาร

คำถามคือ จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ คุณอาจจะคิดว่าทั้งฝ่ายเดโมแครตและรีพับลิกันคงจะไม่พอใจและวิพากษ์วิจารณ์โซเชียลมีเดียอย่างหนัก และคงจะมีกฎและมาตรการจัดการที่แน่นหนามากขึ้นเมื่อโจ ไบเดน เข้าเป็นประธานาธิบดีคนใหม่

แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น จะมีการยกเลิกมาตรา 230 ของกฎหมายว่าด้วยความเหมาะสมในการสื่อสารโทรคมนาคม ปี ค.ศ. 1996 (1996 Communications Decency Act) ซึ่งเป็นเกราะให้บริษัทโซเชียลมีเดียไม่ถูกฟ้องจากข้อความที่ผู้ใช้เขียน หรือไม่

ปัญหาที่ตามมาคือ กฎที่เข้มงวดขึ้นเท่ากับบริษัทเทคโนโลยีต้องใช้ทุนในการดำเนินการสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้บริษัทใหญ่ยิ่งครองตลาด และไม่มีบริษัทที่เป็นผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา

แต่ใช่ความผิดของโซเชียลมีเดียอย่างเดียวหรือ

อย่าลืมช่องฟ็อกซ์นิวซ์ (Fox News) รายการวิทยุต่าง ๆ และช่องโทรทัศน์ใหม่ ๆ อย่าง คิวเอเอ็นเอ็น (QANN) และนิวซ์แมกซ์ (NewsMax) ที่ให้ข้อมูลข่าวสารผู้ชมโดยเน้นเสริมความคิดแบบทรัมป์มานานแล้ว

จากข้อมูลวิจัยของศูนย์เบิร์กแมน ไคลน์ (Berkman Klein Center) ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ข้อมูลเท็จเรื่องการโกงเลือกตั้งมีเพิ่มขึ้นในโซเชียลมีเดียเมื่อสื่อช่องหลัก ๆ อาทิ ฟ็อกซ์นิวซ์ รายงานคำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์ในเรื่องนี้

หลังรัฐบาลของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ยกเลิกหลักที่ว่าด้วยความเป็นธรรม (Fairness Doctrine) ในทศวรรษที่ 80 และช่องโทรทัศน์ต่าง ๆ เริ่มมีอิสระในการรายงานข่าวอย่างเลือกข้างได้ ผลลัพธ์คือเวลาดูข่าวทางช่องฟ็อกซ์นิวส์และเอ็มเอสเอ็นบีซี (MSNBC) ทุกวันนี้ คุณอาจจะรู้สึกราวกับว่ากำลังดูข่าวเหตุการณ์ที่เกิดคนละประเทศกัน

ดังนั้นจึงยากที่การปรับกฎเกณฑ์ควบคุมบริษัทโซเชียลมีเดียอย่างเดียวจะช่วยได้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ สหรัฐฯ: โซเชียลมีเดียเป็นแรงผลักดันให้ผู้สนับสนุน ปธน. ทรัมป์ บุกอาคารรัฐสภาหรือเปล่า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง