ข่าวปลอม : บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทำอะไรเพื่อ "ปิดปาก" ปธน.ทรัมป์ และผู้สนับสนุนของเขา

13 ม.ค. 2564 - 06:56 น.

ข่าวปลอม : บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทำอะไรเพื่อ “ปิดปาก” ปธน.ทรัมป์ และผู้สนับสนุนของเขา – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

หากต้องการตัวอย่างดี ๆ ว่า “Big Tech” หรือชื่อเรียกกลุ่มบริษัทด้านเทคโนโลยีด้านข้อมูลยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ อย่าง แอมะซอน, แอปเปิล, กูเกิล, เฟซบุ๊ก และไมโครซอฟต์ มีอำนาจแค่ไหน ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย ที่ชื่อ พาร์เลอร์ (Parler) ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่คนที่มีความคิดขวาจัด เป็นตัวอย่าง

เช้าวันจันทร์ ที่ 11 ม.ค. เป็นเส้นตายที่แอมะซอนวางไว้ให้บริษัทแอปพลิเคชันดังกล่าวไปหาผู้ให้บริการเครือข่ายเว็บไซต์ใหม่ ก่อนที่บริษัทจะถอดแอปพลิเคชันนี้ออกจากระบบออนไลน์

นี่เป็นอีกก้าวสำคัญหลังบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อื่น ๆ อย่างเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ ตัดสินใจระงับบัญชีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไปแล้ว หลังเขาถูกกล่าวหาว่ายุยงให้เกิดเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภา สหรัฐฯ

trump shhh
Getty Images

ไม่ใช่เรื่องใหม่

สเตฟานี แฮร์ นักวิจัยด้านเทคโนโลยีและจรรยาบรรณ บอกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ จัดการเว็บไซต์ด้วยเหตุผลคล้ายกัน

เธอยกตัวอย่างว่า บริษัทคลาวด์แฟลร์ (Cloudflare) ตัดสินใจถอนระบบที่ให้การสนับสนุนเว็บไซต์ เดอะ เดลี สตอร์มเมอร์ (The Daily Stormer) ซึ่งสนับสนุนความคิดคนขาวเป็นใหญ่ ในปี 2017 และลบเว็บไซต์ 8chan ในปี 2019 หลังมือปืนเหตุกราดยิงที่รัฐเท็กซัสเมื่อปี 2019 ใช้เว็บไซต์นี้ในการเผยแพร่ข้อมูลก่อนก่อเหตุ

กูเกิลและแอปเปิลก็ลบพาร์เลอร์ ออกจากบริการของพวกเขาแล้ว และเมื่อ 11 ม.ค. ทวิตเตอร์ก็ประกาศลบบัญชีมากกว่า 70,000 รายที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายทฤษฎีสมคบคิด “คิวอะนอน” (QAnon)

ด้านเฟซบุ๊กก็บอกว่ากำลังลบเนื้อหาที่มีการพูดว่า “หยุดการขโมย[คะแนนเลือกตั้ง]” ซึ่งเป็นคำที่ทรัมป์ใช้กล่าวหาอย่างไม่มีหลักฐานว่ามีการโกงการเลือกตั้งในสหรัฐฯ เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว

การระงับที่เป็นปัญหา

Twitter page showing Trump's account suspended
Getty Images
Trump’s Twitter page on 8 January 2020

ตอนนี้ทรัมป์ใช้โซเชียลมีเดียของบริษัทใหญ่ ๆ ไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม ส่วนยูทิวบ์ก็ลบวิดีโอบางชิ้นของเขาไป

อย่างไรก็ดี ผู้นำชาติในยุโรปหลายคน รวมถึงนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี บอกว่า การสั่งระงับเป็นปัญหาที่ทำให้คนตั้งคำถาม

เธียร์รี เบรตัน กรรมาธิการสหภาพยุโรป เขียนลงเว็บไซต์พอลิติโค (Politico) ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เหมือนเป็นเหตุการณ์โศกนาฏกรรม “9/11” ของโลกโซเชียลมีเดีย “น่างุนงงมากว่าซีอีโอคนหนึ่งสามารถริบกระบอกเสียงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องมีกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลใด ๆ”

นายอเล็กเซ นาวาลนี แกนนำฝ่ายค้านรัสเซีย ผู้ต่อต้านการทุจริตและคู่ปรับคนสำคัญที่มักวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน บอกว่าการระงับบัญชีทวิตเตอร์ของทรัมป์ก็เหมือนกับการเซ็นเซอร์ของรัฐ

โควิด-19 ทำให้โซเชียลมีเดียเปลี่ยนไป

ก่อนหน้านี้ บริษัทโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ มองว่า เนื้อหาที่นักการเมืองสื่อสารสำคัญต่อบทสนทนาของคนในสังคม และจะมีท่าทีอะลุ้มอล่วยเวลาบุคคลสำคัญอย่าง ปธน.ทรัมป์ ละเมิดกฎที่กำหนดไว้ไปบ้าง

แต่ตั้งแต่การระบาดใหญ่ของโควิด-19 เริ่มขึ้น บริษัทโซเชียลมีเดียมีท่าทีที่เปลี่ยนไป ย้อนไปเมื่อเดือน มี.ค. เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ตัดสินใจลบข้อความที่ให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับโควิด-19 ของประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร ของบราซิล และประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา

มาในเดือน พ.ค. ทวิตเตอร์ใส่คำเตือนแนบไปกับทวีตของทรัมป์ที่พูดเรื่องการชุมนุมประท้วง Black Lives Matter ว่า “เมื่อการปล้นเริ่มขึ้น การยิงตอบโต้ก็จะเริ่มขึ้น” (“When the looting starts, the shooting starts”)

ทรัมป์ประกาศสู้กลับ

นักวิเคราะห์บอกว่าการระงับบัญชีทรัมป์อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการควบคุมเนื้อหาโดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

เมื่อวันจันทร์ที่11 ม.ค. เฟซบุ๊กลบบัญชีหลายบัญชีที่บอกว่าเชื่อมโยงกับรัฐบาลยูกันดา โดยบัญชีเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่านำไปใช้เพื่อชักใยในการเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้น

ก่อนที่ทรัมป์จะถูกระงับไม่ให้ใช้ทวิตเตอร์ เขาทวีตวิพากษ์วิจารณ์ มาตรา 230 ของกฎหมายว่าด้วยความเหมาะสมในการสื่อสารโทรคมนาคม ปี ค.ศ. 1996 (1996 Communications Decency Act) ซึ่งเป็นเกราะให้บริษัทโซเชียลมีเดียไม่ถูกฟ้องจากข้อความที่ผู้ใช้เขียน หลังจากที่ได้พยายามจะยกเลิกกฎหมายนี้มาแล้วก่อนหน้านี้

หลายคนบอกว่า การยกเลิก มาตรา 230 จะส่งผลเสียต่อเสรีภาพในการแสดงออก เพราะบริษัทโซเชียลมีเดียต้องเข้ามาควบคุมสิ่งที่ผู้ใช้บริการเขียนเพิ่มมากขึ้น

โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่าเขาเองก็อยากจะให้ยกเลิกกฎหมายนี้เพื่อให้มีการควบคุมเนื้อหาและลดการแพร่ข่าวปลอม

ในทวีตข้อความสุดท้ายของ ปธน.ทรัมป์ เขาบอกว่า กำลังเจรจากับ “เว็บไซต์อื่น ๆ อีกมาก” และจะมี “ประกาศใหญ่เร็ว ๆ นี้”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่กี่วันมานี้ทำให้ทรัมป์และผู้สนับสนุนของเขาต้องเผชิญอุปสรรคครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่จากสมาชิกสภาสหรัฐฯ แต่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ด้วย ก่อนจะกลับมาแสดงออกบนโซเชียลมีเดียได้อีกครั้ง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ข่าวปลอม : บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทำอะไรเพื่อ "ปิดปาก" ปธน.ทรัมป์ และผู้สนับสนุนของเขา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง