บริจาค : ความคิดคนเมือง กับ “ความฝัน” คนดอย สองเส้นทางที่อาจไม่บรรจบกัน

17 ม.ค. 2564 - 00:33 น.

บริจาค : ความคิดคนเมือง กับ “ความฝัน” คนดอย สองเส้นทางที่อาจไม่บรรจบกัน – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

บ้านแม่เกิบ หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่แทบไม่มีคนรู้จักใน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ กลายมาเป็นชื่อที่ทุกคนได้ยินผ่านประเด็นถกเถียงร้อนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังยูทิวเบอร์ชื่อดัง “พิมรี่พาย” เดินทางไปทำกิจกรรมให้เด็ก ๆ ในหมู่บ้านเพื่อฉลองวันเด็กแห่งชาติในปีนี้

หมู่บ้านที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง “ไม่เคยกินไข่เจียว” และเด็กที่ “ไร้ความฝัน” และ “มองไม่เห็นอนาคต” เป็นประเด็นหลัก ๆ ที่พิมรี่พายยกขึ้นมาพูดจากการไปทำกิจกรรมของเธอ เธอบริจาคเงินกว่า 5 แสนบาทกับการซื้อและติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ให้กับหมู่บ้านได้ใช้ และบริจาคโทรทัศน์เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ “เปิดโลกกว้าง” เพื่อ ชี้ทางเลือกในการประกอบอาชีพให้แก่เด็ก ๆ

การบริจาคของพิมรี่พาย หรือ พิมรดาภรณ์ เบญจวัฒนะพัชร์ ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการโจมตีภาครัฐทันทีต่อความบกพร่องในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กับคนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เสียงชื่นชมยูทิวเบอร์สาวมาพร้อมกับเสียงวิจารณ์จากนักวิชาการบางคนต่อการกระทำของเธอ แต่สังคมกลับไม่ได้ถามกลุ่มคนชาติพันธุ์ว่ารู้สึกอย่างไรกับการที่มีคนเข้าไปบริจาคสิ่งของ พวกเขาต้องการสิ่งของเหล่านั้นหรือไม่ บีบีซีไทยคุยกับตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์และผู้ที่ทำงานใกล้ชิดร่วมกับกลุ่มคนเหล่านี้ เพื่อถามถึงความรู้สึก และความเห็นว่าประเด็นร้อนแรงนี้จะนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

การให้ที่มากเกินความจำเป็น

สุพจน์ หลี่จา นายกสมาคมสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนชาติพันธุ์ และชาวลีซู พบเห็นการบริจาคสิ่งของให้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์อยู่บ่อยครั้ง โดยทั่วไปแล้วของบริจาคมักมาตามฤดูกาล

“ช่วงหน้าหนาวก็จะเห็นหน่วยงานต่าง ๆ เอาเสื้อผ้าสภาพดีมาบริจาคเพื่อคลายหนาว หรือวัสดุอุปกรณ์ เช่นสื่อการเรียน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องชัดเจนว่าต้องเป็นของที่มีประโยชน์และเป็นที่ต้องการของชุมชนจริง ๆ ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลายเป็นขยะที่ไปกองรวมกัน” สุพจน์กล่าว

SUPOT LEEJA
สุพจน์ หลี่จาเห็นว่าการบริจาค้ป็นเรื่องดีแต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของบริบทชุมชนด้วย

“การมีน้ำใจของคนในสังคมต่อคนที่ด้อยโอกาสเป็นสิ่งที่ดีงามไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ เอกชน หรือใครก็ตามที่มีน้ำใจต่อผู้คนที่คิดว่าเขาด้อยโอกาสกว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามเช่นเสื้อผ้า อาหาร หรืออะไรก็ตามที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อชุมชน คิดว่าเป็นการสร้างความภาคภูมิใจของคนที่มีโอกาสมากกว่าไปให้คนที่ด้อยโอกาสกว่า”

ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร ประธานกรรมการ บริษัท สตาร์ฟิช เอ็ดดูเคชั่น จำกัด เป็นอีกหนึ่งคนที่ทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์มามากกว่าสิบปีและมองถเห็นถึงปัญหาว่าการบริจาคสิ่งของจากผู้ใจบุญในบางครั้งเกินความจำเป็นของคนในชุมชน

ดร.นรรธพร มองว่า การนำของอุปโภคบริโภคไปให้ ในบางกรณีก็ยังมีความจำเป็น เป็นการให้ในลักษณะบรรเทาทุกข์ คนที่เอาไปบริจาค ไปด้วยความตั้งใจที่ดี คนรับเขาก็อยากได้ แต่มีบางครั้งที่เราต้องคิดว่าการที่เราเอาไปให้เขา มันเกิดจากการที่เราอยากจะเอาไปให้ หรือเป็นสิ่งที่เขาอยากได้จริง ๆ

“ตอนแรกขึ้นไปเห็นใหม่ ๆ ก็รู้สึกหดหู่ใจและอยากช่วยด้วยความบริสุทธิ์ใจของเรา แต่ความอยากช่วยมันอาจจะไม่ได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจริง ๆ” ดร.นรรธพรอธิบาย

“จากที่เราไปทำงาน เราจะเห็นว่ามีคนเอาของเข้าไปบริจาคเยอะมาก ตามโรงเรียนในหมู่บ้านมีของบริจาคเยอะแต่เขาไม่ได้ใช้เพราะไม่รู้ว่าจะใช้ทำอะไร ซึ่งเป็นของที่ไม่ได้เป็นตามที่คนรับต้องการ แต่เป็นตามความต้องการของคนอยากให้ เคยเห็นโรงเรียนที่ใช้โซล่าเซลล์เป็นแหล่งไฟฟ้าหลัก และคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่เต็มห้อง แต่พวกเขาไม่ได้ใช้หรอก เพราะถ้าจะต้องใช้คอมพิวเตอร์ขึ้นมา ไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ก็จ่ายไม่ไหว จะเห็นว่าการให้กับการรับไม่สอดคล้องกัน”

KONG INSANG

เธอกล่าวเสริมว่าในบางหมู่บ้านที่ได้เยอะแล้วก็อาจจะมีความคาดหวังว่าเขาอยากจะได้อีกและขาดการพึ่งพาตัวเอง และบางหมู่บ้านจะพาเด็ก ๆ ออกมาให้เจอนักท่องเที่ยวเพื่อจะได้รับของบริจาค คนที่เขาต้องการจริง แต่สำหรับบางกลุ่มที่ได้บ่อย ๆ ก็มองการรับบริจาคเป็นเหมือนธุรกิจของเขาในการดำรงชีวิต

“การที่คนมีความสงสารและอยากช่วยเป็นเรื่องดี แต่บางที่อาจต้องคิดให้เกินในเรื่องของการให้สิ่งของและปัจจัย อาจต้องคิดว่ามีอะไรที่เราจะทำได้อีกที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ดร. นรรธพร กล่าว

พชร คำชำนาญ เจ้าหน้าที่รณรงค์สื่อสาร มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือกล่าวว่า การบริจาคเป็นการส่งเสริมค่านิยมเรื่องการสังคมสงเคราะห์ด้วยแนวคิดที่ว่าเค้าด้อยกว่าและเขาไม่มีเท่าเรา

“มันเกิดจากฐานคิดแบบนั้น ถึงแม้ว่าคนที่ให้อาจจะไม่ได้คิด แต่สิ่งที่ชาวบ้านคิดคือเราดูลำบากยากจนขนาดนั้นเลยเหรอ หลาย ๆ อย่างที่เอามาก็เป็นขยะ” พชร กล่าว

อะไรมา ต้องเอาไว้ก่อน

วิสุทธิ์ เหล็กสมบูรณ์ นักมานุษยวิทยาชุมชนและชาติพันธุ์ ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน และทำงานร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์มาหลายสิบปีให้คำอธิบายจากมุมมองมองของชาวบ้านว่า วัฒนธรรมการรับของของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้เกิดจากความโลภ แต่คนกลุ่มนี้จำเป็นจะต้องตุนของเอาไว้ในยามฉุกเฉินเพราะพวกเขามีชีวิตที่ไม่แน่นอน ต้องใช้ชีวิตทุกวันอยู่บนความเสี่ยง

WISUT LEKSOMBUN
วิสุทธิ์ เหล็กสมบูรณ์อธิบายว่าของบริจาคจำเป็นต่อชาวบ้านบนพื้นที่สูงเพราะพวกเขามีชีวิตอยู่บนความเสี่ยง

“ทั้งจากภัยธรรมชาติต่าง ๆ และความยากจน โคลนถล่ม ดินสไลด์ โรคติดต่อ เจ็บไข้ขึ้นมาจะทำอย่างไร คนกลุ่มนี้ให้อะไรมาเขาก็เอาหมด ต้องเอาไว้ก่อนแล้วค่อยมาคิดอีกทีว่าจะใช้เมื่อไหร่ คนเหล่านี้แค่ฟางเส้นเดียวลอยตามน้ำมาเขาก็เก็บแล้ว” วิสุทธิ์อธิบาย

เขากล่าวว่าชีวิตของชาวบ้านบนพื้นที่สูงมีความเสี่ยงมาก แค่ท้องร่วง ก็เสียชีวิตได้ ถ้าไปหาหมอไม่ทัน อะไรที่เขาพอจะระดมเก็บได้เขาเก็บไว้ก่อนและค่อยไปแบ่งสรรปันส่วนกันทีหลัง อะไรที่มีประโยชน์ก็เก็บไว้

“ภาพในหัวของคนในเมือง คือ ชาวเขาใสซื่อ ซึ่งเขาก็ซื่อจริง แต่ก็มีหลายแบบ ชาวเขาก็มีส่วนหนึ่งที่ไม่รู้จริง ๆ และอีกส่วนหนึ่งก็คือถูกสังคมหล่อหลอมมาให้พูดแบบนี้ ให้ทำตัวแบบนี้ถึงจะได้ของ พวกเขาต้องแสดงตนว่าพวกเขาขาดแคลนไว้ก่อน ซึ่งก็ขาดแคลนจริง ๆ” วิสุทธิ์กล่าว และเสริมว่า นี่คือผลกระทบจากแผนการพัฒนาของไทยที่ทำให้คนรู้สึกว่าต้องรอรับ ต้องเข้าแถวแล้วจะได้รับ และต้องทำตัวน่าสงสาร ซึ่งคนเหล่านี้จะชินกับการสงเคราะห์ในลักษณะที่เป็นผู้รับ

“จากที่เคยสัมผัสมากลุ่มชาวชาติพันธุ์ที่พบเจอเวลาลงพื้นที่ สิ่งแรกที่พวกเขาถามเลยก็คือ พวกเขาจะได้อะไร ถ้าไม่ให้อะไรก็อาจจะไม่ให้ความร่วมมือหรือโดนครหา โดยกลุ่มคนเหล่านี้จะคิดว่าทำไมคนเมืองมาก็จะเอาแต่ได้ไม่รู้จักให้เลย แต่เราเข้าใจว่าด้านหนึ่งคือเขาถูกหล่อหลอมโดยองค์กรสารพัดองค์กรที่เข้ามาในพื้นที่ องค์กรเหล่านี้สอนพวกเขาแบบกลาย ๆ ว่าถ้าอยากจะได้ของต้องปฏิบัติตัวอย่างไร”

“เวลาไปหมู่บ้านบางที่ก็จะเห็นกลุ่มเด็ก ๆ ชาติพันธุ์เข้ามาถึงที่รถเลย และเสนอขายของหรือถ่ายรูปคู่เพื่อแลกเงิน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของการสอนเรื่องการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่ภาครัฐมีต่อกลุ่มชาติพันธุ์ อาจจะเป็นนโยบายของภาครัฐในสมัยก่อนก็ได้ ที่ต้องทำให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ก็เลยเอาวัตถุไปแจก ใช้หลักประชานิยม และอีกส่วนหนึ่งคือความพยายามในการดึงกลุ่มชาติพันธุ์ออกมาจากการปลูกฝิ่น หรือป้องกันเขาไม่ให้เข้ากลุ่มคอมมิวนิสต์ ซึ่งมันถูกสืบทอดมาเรื่อย ๆ”

ไร้ความฝัน ไม่เห็นอนาคต ?

ในช่วงหนึ่งของวิดีโอของพิมรี่พาย คุณครูบอกกับเธอว่า เด็กที่นี่ไม่มีความฝันและมองไม่เห็นอนาคต แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ความฝันและอนาคตเป็นนิยามที่แต่ละคนให้ความหมายไม่เหมือนกัน แม้ว่าเป็นคนที่ถูกเลี้ยงดูมาในเมือง หรือมีการศึกษาสูง คำว่าความฝันกับอนาคตก็ยังเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้

NANTHAPORN SERIBUTRA/DR PRAE SERIBUTRA
ดร. นรรธพร มีมถมมองว่านิยามเรื่องความฝันของเด็กในเมืองกับเด็กบนดอยมีบริบทที่แตกต่างกัน

“ถ้าจะนิยามความฝันของคนในเมืองกับฝันของเด็กบนดอยมันไม่เหมือนกัน ด้วยบริบทสังคม และวัฒนธรรมที่ต่างกัน ด้วยวิธีการมองแบบนี้เรากำลังจะนิยามว่าความฝันของเด็กในเมืองมันสวยงามกว่าฝันของเด็กบนดอยหรือเปล่า” ดร. นรรธพรกล่าว

“การที่เราอยู่ในเมืองที่รายล้อมด้วยเครื่องอำนวยความสะดวกเยอะแยะ มีทีวี อินเทอร์เน็ต มีเทคโนโลยี อาชีพ และอะไรอีกมากมาย แต่สุดท้ายแล้วเวลาที่จะหลับตาลงนอนในแต่ละวันเราต้องคิดว่าในหัวใจเรามันถูกเติมเต็มและมีความสุขหรือเปล่า ถ้ามันยังใช่มันก็ไม่น่าจะเป็นคำตอบว่าคนอื่นต้องฝันเหมือนเรา”

ดร. นรรธพร เสริมว่า ทัศนคติต่อคุณค่าของชีวิตของคนเมืองและคนชนบท ก็ต่างกันมาก และบ่อยครั้งที่คนเมืองก็เอากรอบความคิดแบบเมืองไปตัดสิน

“ถ้าคุณค่าของเขาคือการได้อยู่บ้าน ได้พัฒนาชุมชนของเขา หรือเรื่องอาหารการกินที่เรามองว่าเขากินแบบไม่มีประโยชน์แต่มันก็ไม่แปลก เพราะมันเป็นวิถีชีวิตของเขา ซึ่งคิดว่านี่คือสิ่งที่เราขาดคือความเข้าใจทางด้านวัฒนธรรมของพวกเขา ว่าเขาไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนเราชีวิตเขาถึงจะดี”

ในเรื่องความฝันและอนาคต วิสุทธิ์ มานุษยวิทยาชุมชนและชาติพันธุ์ ในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน อธิบายว่าเด็ก ๆ บนดอยจะมองไม่เห็นอนาคต เพราะการคิดเรื่องอนาคตมันเป็นเรื่องยากไม่ว่าจะอยู่บนดอยหรือในเมืองก็ตาม โดยทั่วไปแล้ววิถีชีวิตของคนที่อยู่บนที่ราบสูงคือเขาจะอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับ ดิน ฟ้า อากาศ คือถ้าคนอยู่กับความเสี่ยง เขาจะไม่ค่อยคิดถึงอนาคตไกลมาก เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะคิดกันแค่ว่ามีอายุอยู่ถึงปีหน้าก็ดีแล้ว พอมีภาพลาง ๆ ว่าตอนแก่เฒ่าไปแล้วจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าจะให้มาออกแบบอนาคตของตัวเอง พวกเขาจะไม่กล้าจะคิด

“มีบางคนที่เคยถามถึงเรื่องอนาคต พวกเขาก็จะน้ำตาไหลและบอกว่าไม่อยากคิดถึงอนาคต เพราะพอคิดแล้วอยากตาย คนกลุ่มนี้ไม่ใช่ไม่คิดถึงอนาคต แต่พวกเขาไม่กล้าแม้จะคิดถึงอนาคต บางครั้งการคิดว่าจะทำวันนี้ให้ดีที่สุดได้อย่างไรอาจจะดีกว่าการคิดถึงอนาคตก็ได้สำหรับพวกเขา” วิสุทธิ์กล่าว

PIMRYPIE

วันเพ็ญ เดียวสมคิด ครูโรงเรียนบ้านผาหมอน บนดอยผาหมอนที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เสริมว่าในฐานะครูเธอก็อยากให้ทุกอย่างกับเด็ก แต่เด็ก ๆ กลุ่มนี้มองไม่เห็นอนาคตของตัวเองเพราะพวกเขามีชีวิตอยู่กับวิถีชุมชนว่าเป็นคนทำไร่ ทำนา อาชีพอื่นแทบไม่รู้จัก

“เขาโดนจำกัดด้วยสิทธิขั้นพื้นฐานของเขาที่รัฐบาลเป็นตัวกำหนดว่าคุณเป็นชนเผ่า สิทธิคุณมีได้แค่นี้ สิทธิขั้นพื้นฐานที่เข้าถึงอาจจะมีไม่ครบก็ได้ พวกเขาก็เลยไม่ได้คิดอะไรไปไกล” วันเพ็ญอธิบาย

การให้ที่ยั่งยืน

ดร. นรรธพร แห่ง สตาร์ฟิช เอ็ดดูเคชั่น มองว่า ปัญหาที่พบบ่อยของแนวทางการพัฒนา คือ ทุกคนที่ไปช่วย ส่วนใหญ่มีวาระเป็นของตัวเอง เช่น ภาครัฐมักทำตามแผนพัฒนาที่ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว 5 ปี หรือ 10 ปี ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าถูกทำมาจากไหน จากคนในพื้นที่หรือจากส่วนกลางและจากความต้องการของใคร หรืออย่างเอ็นจีโอเองที่มีภารกิจของเขา เวลาคนเหล่านี้เข้าไปทำงานในพื้นที่ก็จะไปในภารกิจของตัวเอง

ดร. นรรธพร คิดว่าสิ่งที่ทุกคนขาดก็คือการฟังเสียงของผู้อยู่ที่นั่นจริง ๆ ต้องกลับมาคิดว่าความต้องการช่วยเขาไม่ใช่จากการสงสาร แต่ต้องอยากช่วยเขาเพราะเราอยากเห็นเขาพัฒนา

“ความต้องการของคนในพื้นที่จริง ๆ มันถูกวางทิ้งเอาไว้ แต่พอคนที่มีอำนาจมากกว่า มีทรัพยากรมากกว่าเข้าไป คนในพื้นที่บางคนก็ไม่ได้พูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่จะพูดในสิ่งที่คนให้ความช่วยเหลืออยากได้ยินเพื่อให้เขาช่วย” ดร. นรรธพรอธิบาย

NANTHAPORN SERIBUTRA/DR PRAE SERIBUTRA

“ต้องกลับไปมองว่า ชุมชนของเขาต้องการอะไรหรือถ้ายังไม่รู้เราก็ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยกันหาจุดแข็งของเขาว่าเป็นอย่างไร ทำอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยให้เขาค้นหาจุดแข็งตัวเองให้ได้และช่วยให้ความช่วยเหลือเขาว่าจะไปช่วยสนับสนุนอะไรเขาได้บ้าง ไม่ใช่ว่าไปพร้อมแพ็คเกจสำเร็จรูป”

ดร. นรรธพร ยกตัวอย่างงานที่เธอทำ คือ เรื่อง การพัฒนาการศึกษา ที่เธอเห็นว่า ทุกโรงเรียนในประเทศไทยไม่ควรจะมีวิธีการจัดการศึกษาอยู่แบบเดียว เพราะบริบทต่างกัน แต่วิธีการอาจจะใช้เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างจะเข้าใจได้ง่าย และสามารถที่จะไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของชุมชนได้

ด้านสุพจน์ นายกสมาคมสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนชาติพันธุ์ เห็นว่า โครงการบริจาคหรือโครงการพัฒนาจากภายนอกจะยั่งยืนได้ ต้องมีคนในชุมชนช่วยกันสานต่อ

เปลี่ยนดรามาเป็นกฎหมายเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์

หลังจากวิดีโอกิจกรรมวันเด็กของพิมรี่พายเผยแพร่ออกไป เรื่องราวดี ๆ ของเธอก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นประเด็นการเมือง แต่สำหรับผู้ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์แล้ว นี่คือโอกาสทองที่ทำให้คนเมืองได้หยิบยกประเด็นเรื่องของกลุ่มคนชาติพันธุ์มาถกเถียงกันอย่างขว้างขวางจนเป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมได้

KONG INSANG

พชร แห่ง มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ บอกว่ากรณีนี้ช่วยเปิดพื้นที่การสื่อสารประเด็นเกี่ยวกับชาติพันธุ์ไปได้เร็วมาก ดังเห็นได้จากการที่มีหลายเขตและหลายคนพูดถึงร่าง พรบ.สภาชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งอาจจะเป็นของขวัญวันเด็กให้กับกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ที่ตรงกว่า และทำให้ช่วยระดมรายชื่อกันได้ในช่วงนี้

“ปกติต้องยอมรับว่าพอเป็นเรื่องของชาติพันธุ์ เวลาที่เราสื่อออกไปก็จะค่อนข้างเห็นว่าคนจะให้ความสนใจน้อยกว่าประเด็นที่ใกล้ตัวพวกเขา เช่นในปีที่ผ่านมาเรามีการรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชนเยอะมาก มีการเคลื่อนไหวเรื่องการเมือง ในขณะเดียวกันคนกลุ่มหนึ่งที่แทบจะหายไปจากประเด็นการเคลื่อนไหวก็คือคนที่เป็นคนกลุ่มน้อยบนพื้นที่สูงหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นชาวเล” พชร อธิบาย

“คนที่อยู่ในเมืองที่ออกมารณรงค์ก็จะไม่ได้ให้ความสนใจเท่าถึงแม้ว่าเราพยายามจะออกมาแสดงตัว ออกมาปลดแอกกฎหมายป่าไม้เหมือนกันแต่มันก็จะไปไม่ถึงประเด็นอื่น ๆ แต่พอคุณพริมรี่พายปล่อยออกไปมันก็เลยเป็นปรากฏการณ์ที่ถูกคนใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีรัฐ เลยทำให้สิ่งที่ถูกกลบไปเลยก็คือเรื่องสารที่เขาสื่อออกไป”

พชร เห็นว่า กลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ไม่พยายามสรรเสริญการทำความดีของการบริจาคครั้งนี้ แต่เป็นการเอาความจริงมาสู้กันว่าสารที่เขาสื่อออกไป มันมีความคลาดเคลื่อนและมันมีผลกระทบอะไรต่อชาติพันธุ์ในระยะยาว จนนำมาสู่การหยิบยก ร่าง พรบ.สภาชนเผ่าพื้นเมือง มาพูดเยอะขึ้น หรือพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.อมก๋อย ว่ามันมีมากกว่าการที่พวกเขาไม่มีทีวี ไม่มีรองเท้าใส่

ความเป็นมาของ ร่าง กม. สภาชนเผ่าพื้นเมือง

พชร อธิบายว่า ร่าง พรบ. สภาชนเผ่าพื้นเมือง ถูกผลักดันโดยสภาชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยการทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ซึ่งเขาเรียกว่าชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยมีกลไก โครงสร้าง และพื้นที่ทางการเมือง มีกองทุน มีงบประมาณจากรัฐเข้ามาสนับสนุนเพื่อให้เขามีพื้นที่ในการออกแบบนโยบายและจัดการตัวเอง

เขาเปิดเผยว่า จะผลักดันร่างกฎหมายอีกฉบับ ในชื่อ ร่าง พรบ. ส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ต่อยอดมาจากมติ ครม. 2 มิ.ย.2553 ว่าด้วยการฟื้นฟูชาวเล และ 3 ส.ค.2553 ที่ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ซึ่งจะพูดถึงเนื้อหาว่าชาวชาติพันธุ์ถูกกดทับอย่างไร และทำไมเขาถึงต้องการคุ้มครอง ฟื้นฟู

KONG INSANG

พชร คาดหวังว่า ถ้า พรบ. สภาชนเผ่าพื้นเมืองผ่าน ก็จะเป็นตัวนำร่อง เปิดทางให้คนในเมืองเอาประเด็นนี้มาถกเถียงและมีส่วนร่วมในการผลักดัน ร่าง พรบ. อีกฉบับ ไปพร้อม ๆ กัน

“วาทกรรมการพัฒนาของรัฐคือการละเลยต้นทุนชุมชน ต้นทุนทางวัฒนธรรม ว่าชุมชนมีอะไรอยู่แล้วบ้าง แล้วเป็นไปได้ไหมว่าจะพัฒนาอะไรจากฐานที่ชุมชนเขามี และให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมจริง ๆ ไม่ใช่ออกมาจากส่วนกลาง ซึ่งจะทำให้ฐานมันลอยมาจากชุมชนถ้าเป็นแบบนี้มันน่ากลัวและไม่ยั่งยืน” พชรอธิบาย

“คนที่เป็นชาติพันธุ์เองก็เสียงไม่เป็นเอกฉันท์ บางคนอยากให้เกิดการพัฒนา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ๆ ที่บอกว่าเราไม่ต้องการชีวิตปกติสุขแบบที่พ่อแม่บอก เราต้องการอยากจะให้มันพัฒนา อยากจะอยู่ในพื้นที่ที่พัฒนาเหมือนคนในเมือง มันกลายเป็นว่าเขามีค่านิยมว่าความเป็น ‘อารยะ’ มันเกิดขึ้นในเมือง ทำให้เขาละเลยต้นทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่ของเขาไป และสิ่งที่สั่งสมมา”

“ซึ่งจริง ๆ มันพัฒนามาจากจุดนั้นได้โดยที่ชุมชนมีส่วนคิดด้วย เพราะรู้จักชุมชนตัวเองดีที่สุด และรู้ว่าอะไรที่จะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและไม่กระทบกับพวกเขาในระยะยาว แต่ก่อนที่เขาจะคิดพัฒนาอะไรพวกนั้นได้ ต้องคืนสิทธิ์ให้พวกเขาเสียก่อน เขาจะทำไม่ได้ถ้าเขาไม่มีสิทธิ์”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ บริจาค : ความคิดคนเมือง กับ “ความฝัน” คนดอย สองเส้นทางที่อาจไม่บรรจบกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง