หัวอกครอบครัวญี่ปุ่น เมื่อสมาชิกถูกลักพาตัวไปเกาหลีเหนือ

11 ก.พ. 2564 - 11:06 น.

หัวอกครอบครัวญี่ปุ่น เมื่อสมาชิกถูกลักพาตัวไปเกาหลีเหนือ- BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

15 พฤศจิกายน ค.ศ.1977 จังหวัดนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น

เวลาหลังพระอาทิตย์ตกดิน ในช่วงหัวค่ำอันเหน็บหนาวของเดือนพฤศจิกายน เมกูมิ โยโกตะ เพิ่งซ้อมแบดมินตันเสร็จ

กระแสลมหอบความหนาวมาสู่ท่าเรือประมงของเมืองที่อื้ออึงไปด้วยเสียงเกลียวคลื่นในทะเลสีเทาที่สาดซัดเข้าหาฝั่ง แสงไฟจากบ้านเรือนผู้คนอยู่ห่างออกไปโดยการเดินเพียง 7 นาที

เด็กหญิงเมกูมิ วัย 13 ปี กำลังมุ่งหน้ากลับบ้านพร้อมด้วยถุงหนังสือและไม้แบดมินตัน เธอกล่าวลาเพื่อน 2 คนขณะอยู่ห่างจากประตูบ้านของตนเองเพียงสองร้อยกว่าเมตร แต่เธอกลับไปไม่ถึงบ้าน

เมื่อเวลา 6 โมงเย็นได้ล่วงเลยเข้าสู่ 1 ทุ่ม ถนนอันเงียบสงัดยังไร้วี่แววของลูกสาว ซากิเอะ โยโกตะ ผู้เป็นแม่จึงเริ่มใจไม่ดี เธอตัดสินใจวิ่งไปที่โรงพละของโรงเรียนมัธยมโยริอิ ด้วยหวังว่าจะได้เจอลูกสาวระหว่างทาง

“พวกเขาออกไปนานแล้ว” ครูประจำเวรดึกของโรงเรียนกล่าว

A composite image showing a picture of a Japanese 13-year-old, Megumi Yokota, superimposed over North Korean soldiers marching
BBC/AFP/Getty Images
เมกูมิ โยโกตะ เป็นเหยื่ออายุน้อยที่สุดที่ถูกสายลับเกาหลีเหนือลักพาตัวไปตอนอายุ 13 ปี

หลังจากนั้น ตำรวจพร้อมด้วยไฟฉายและสุนัขดมกลิ่นได้ฝ่าความมืดของค่ำคืนออกค้นหาในป่าสนใกล้เคียง พร้อมกับตะโกนเรียกชื่อเมกูมิ ส่วนซากิเอะออกตามหาลูกสาวที่ถนนเลียบชายหาด และลานจอดรถทุกแห่งในละแวกนั้นด้วยจิตใจที่กระวนกระวาย

การค้นหาตามแนวชายฝั่งเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ทว่าสัญชาตญาณบางอย่างที่ทรงพลังกว่าผลักดันให้ผู้เป็นแม่คนนี้ออกไปยังชายฝั่งทะเลในคืนนั้น

ที่กลางทะเลญี่ปุ่น ซึ่งไกลเกินกว่าสายตาของซากิเอะจะมองเห็นได้ มีเรือลำหนึ่งที่ขับเคลื่อนโดยสายลับเกาหลีเหนือ กำลังมุ่งหน้าสู่คาบสมุทรเกาหลี พร้อมกับเด็กนักเรียนหญิงผู้ตื่นกลัวคนหนึ่งที่ถูกควบคุมตัวไว้บนเรือ

พวกเขาออกจากญี่ปุ่นโดยไร้ร่องรอยและไม่มีพยานผู้เห็นเหตุการณ์

อาชญากรรมครั้งนี้ทั้งอุกอาจและแปลกประหลาดเกินกว่าจะจินตนาการได้ และไม่ต้องพูดถึงการคลี่คลายคดี ทว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมายิ่งมีความชัดเจนขึ้นว่าเมกูมิไม่ใช่เหยื่อเพียงคนเดียวของเหตุการณ์ทำนองนี้

รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า ตั้งแต่ปี 1977 จนกระทั่งปี 1983 เป็นอย่างน้อย สายลับเกาหลีเหนือได้ลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่นไป 17 คน ขณะที่ผลการวิเคราะห์บางชิ้นเชื่อว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่า 100 คน

………………

หลังจากเมกูมิหายตัวไป ตำรวจระดมกำลังเจ้าหน้าที่ออกค้นหาเธอเป็นเวลา 3,000 วัน หน่วยงานที่รับผิดชอบคดีลักพาตัวได้ปักหลักทำงานที่บ้านของครอบครัวโยโกตะ ขณะที่กองเรือตรวจการณ์ได้ตระเวนค้นหาเธออย่างไม่หยุดหย่อน

แต่ทีมสอบสวนกลับคว้าน้ำเหลว

ชิเงรุ พ่อของเมกูมิ ออกค้นหาที่ชายหาดทุกเช้า ในตอนกลางคืนเขาจะร้องไห้ในห้องอาบน้ำ ส่วนซากิเอะจะร้องไห้เวลาอยู่ตามลำพัง พยายามไม่ให้น้องชายฝาแฝดอายุ 9 ขวบของเมกูมิได้ยินเสียงร่ำไห้อย่างทุกข์ใจของเธอ

ความมืดมนก่อตัวทับถมสมาชิกในครอบครัวโยโกตะ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาพยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่เกิดจากการหายตัวไปของเมกูมิ

แต่ตอนนั้นเมกูมิยังมีชีวิตอยู่

สายลับเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์ไปอยู่เกาหลีใต้ในปี 1993 ให้การต่อรัฐบาลเกาหลีใต้เกี่ยวกับรายละเอียดของหญิงชาวญี่ปุ่นที่ถูกลักพาตัวไปซึ่งมีลักษณะตรงกับเมกูมิ

“ผมจำเธอได้ดี” อัน เมียง-จิน บอก “ตอนนั้นผมยังหนุ่ม และเธอก็เป็นคนสวย”

เขาเล่าว่าหนึ่งในสายลับระดับสูงที่ลงมือลักพาตัวเมกูมิไป ได้เล่าเรื่องของเธอให้เขาฟังในปี 1988 ว่า การลักพาตัวครั้งนั้นเป็นความผิดพลาดที่ไม่ได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า

เขาเล่าว่า ขณะเกิดเหตุสายลับเกาหลีเหนือ 2 คนเพิ่งจะเสร็จสิ้นภารกิจในจังหวัดนีงาตะและกำลังรอเรือมารับบริเวณชายหาด แต่พวกเขาสังเกตเห็นว่ามีคนมองพวกเขามาจากถนน ด้วยความกลัวว่าจะถูกกระชากหน้ากากจารชน พวกเขาจึงเข้าไปจับตัวบุคคลดังกล่าว แต่ด้วยความที่เมกูมิตัวสูงเกินวัย ทำให้ในความมืดตอนนั้นพวกเขาไม่ทราบว่าเธอเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง

Two photographs, one showing Megumi Yokota as a young teenager with thick bobbed hair, and the other showing a young woman in a floral blouse. North Korea claims the second picture is of Megumi at the age of 20
Getty Images
ภาพถ่ายของเมกูมิ ตอนอายุ 13 ปี (ขวา) และภาพถ่ายของเธอในวัย 20 ปี ที่เกาหลีเหนือส่งให้ในภายหลัง

เมกูมิเดินทางถึงเกาหลีเหนือ หลังจากถูกจับขังไว้ในห้องเก็บของบนเรือที่มืดสนิทอยู่นาน 40 ชั่วโมง นายอันเล่าว่า เธอมีสภาพเล็บมือฉีกขาดและเต็มไปด้วยเลือดจากความพยายามหลบหนี ในเวลาต่อมา สายลับทั้งสองได้ถูกลงโทษที่ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด เพราะเธอยังเด็กเกินไป แล้วพวกเขาจะใช้งานอะไรได้จากเด็กหญิงวัยเพียงเท่านี้

ตอนนั้นเมกูมิเอาแต่ร้องไห้หาแม่และไม่ยอมกินอาหาร จนทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรู้สึกประสาทเสีย พวกเขาจึงหลอกเธอว่าถ้าเธอตั้งใจทำงานและเรียนภาษาเกาหลีจนเก่ง เธอก็จะได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน

แต่นั่นเป็นเพียงคำพูดหลอกเด็ก เพราะพวกเขาไม่มีความตั้งใจที่จะทำเช่นนั้นจริง ๆ และมีแผนจะบังคับให้เมกูมิทำงานเป็นครูสอนพฤติกรรมและภาษาญี่ปุ่นที่โรงเรียนสอนการจารกรรมของเกาหลีเหนือ

…………….

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเมกูมิอาจฟังดูน่าเหลือเชื่อ แต่การลักพาตัวที่ผิดพลาดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติในเกาหลีเหนือ

นายคิม จอง-อิล ว่าที่ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยข่าวกรองของประเทศ ต้องการขยายโครงการสายลับเกาหลีเหนือ จึงทำให้มีการลักพาตัวชาวต่างชาติมาใช้งาน

คนเหล่านี้ไม่ได้แค่ถูกบังคับใช้เป็นครูเท่านั้น แต่ยังอาจบังคับใช้งานเป็นสายลับได้ด้วย หรือไม่รัฐบาลเกาหลีเหนือก็อาจขโมยข้อมูลส่วนบุคคลมาใช้ทำหนังสือเดินทางปลอม นอกจากนี้ พวกเขายังสามารถแต่งงานกับชาวต่างชาติ (ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับชาวเกาหลีเหนือ) และลูกหลานของพวกเขาก็สามารถรับใช้ทางการเกาหลีเหนือได้ด้วย

…………….

“ผู้คนมักคิดว่าผมจำพี่สาวไม่ได้มากนัก…แต่ที่จริงผมจำเธอได้อย่างชัดเจน แม้ตอนนั้นผมเรียนอยู่ชั้น ป.3 – ป.4 ก็ตาม” ทาคูยะ โยโกตะ น้องชายของเมกูมิบอกกับทีมข่าวบีบีซี

ทาคูยะซึ่งปัจจุบันอายุ 52 ปี เล่าถึงพี่สาวว่า “เธอเป็นคนช่างคุย กระตือรือร้น และฉลาด…เธอเป็นเหมือนดอกทานตะวันของครอบครัว”

“การไม่มีเธอที่โต๊ะทานอาหารค่ำทำให้บทสนทนาเป็นไปอย่างจำกัด และทำให้บรรยากาศมืดมน”

ในช่วงสองทศวรรษแรกที่เมกูมิหายตัวไป ครอบครัวไม่เหลืออะไรนอกจากคดีที่ยังไม่คลี่คลาย กับความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่รู้เลยว่าเธอยังมีชีวิตรอดในค่ำคืนที่หายตัวไปหรือไม่

Takuya Yokota, in a black suit, holds up a copy of a postcard featuring a colourful animal

BBC ทาคูยะ ถือภาพการ์ดปีใหม่ที่เมกูมิมอบให้เขาก่อนจะถูกลักพาตัว ซึ่งตอนท้ายเธอเขียนว่า “พี่จะกลับบ้านในอีกไม่ช้า รอหน่อยนะ”

…………………….

…………..

ช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 มีข่าวลือแพร่สะพัดตามเมืองชายฝั่งของญี่ปุ่นเรื่องที่ชาวบ้านพบเห็นแสงไฟ หรือสัญญาณวิทยุแปลก ๆ จากเรือปริศนา หรือการพบซองบุหรี่เกาหลีถูกทิ้งอยู่ตามแนวชายฝั่ง

วันที่ 7 มกราคม 1980 หนังสือพิมพ์ซันเค (Sankei Shimbun) ตีข่าวหน้าหนึ่งว่า “คู่รัก 3 คู่หายตัวปริศนาขณะออกเดทตามชายฝั่งทะเลจังหวัดฟุคุอิ, นีงาตะ และคาโกชิมะ – มีหน่วยข่าวกรองต่างชาติเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ?”

ในที่สุดอดีตผู้ก่อการร้ายที่ถูกตัดสินให้มีความผิดก็ออกมายืนยันว่าเหตุการณ์ทำนองนี้มีความเกี่ยวข้องกันเกาหลีเหนือ

คิม ฮยอน-ฮุย อดีตสายลับเกาหลีเหนือคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไป 115 คน ด้วยการให้ความช่วยเหลือลักลอบนำระเบิดขึ้นเครื่องบินโดยสารของเกาหลีใต้เมื่อปี 1987

ในระหว่างที่ถูกคุมขังเพื่อรอรับโทษประหารชีวิตในกรุงโซล เธอให้การว่าตนเองเป็นสายลับเกาหลีเหนือที่ปฏิบัติภารกิจตามคำสั่งของทางการ และได้ศึกษาพฤติกรรมและภาษาญี่ปุ่นเพื่อปฏิบัติการลับ โดยครูของเธอเป็นหญิงชาวญี่ปุ่นที่ถูกลักพาตัวไปเกาหลีเหนือ และเธออาศัยอยู่กับครูผู้นี้เกือบสองปี

Kim Hyun-hui holds a handkerchief to her nose as she is led from a courtroom in Seoul by a woman investigator, on 25 April 1989
AFP via Getty Images
คิม ฮยอน-ฮุย (ขวา) เดินออกจากศาลในกรุงโซล เมื่อเดือน เม.ย. 1989 หลังถูกตัดสินประหารชีวิตจากการระเบิดขึ้นเครื่องบินโดยสารของเกาหลีใต้เมื่อปี 1987

……………….

แม้คำให้การดังกล่าวจะฟังดูมีน้ำหนัก แต่รัฐบาลญี่ปุ่นกลับไม่ยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเกาหลีเหนือลักพาตัวพลเมืองของตนไป เพราะปมขัดแย้งในประวัติศาสตร์ของทั้งสองชาติทำให้ง่ายกว่าที่จะเพิกเฉยต่อหลักฐานเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม คณะเจรจาของญี่ปุ่นพยายามหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นพูดคุยในเชิงลับ แต่ฝ่ายเกาหลีเหนือกลับปฏิเสธเรื่องการลักพาตัวอย่างแข็งกร้าวพร้อมกับยุติการเจรจา

ทว่าในปี 1997 หรือ 20 ปี หลังจากเมกูมิหายตัวไป ในที่สุดรัฐบาลเกาหลีเหนือก็ยอมเปิดการสอบสวนเรื่องนี้

21 มกราคม 1997

“เรามีข้อมูลว่าลูกสาวของคุณยังมีชีวิตอยู่ในเกาหลีเหนือ”

ชิเงรุ พ่อของเมกูมิอยู่ในอาการตกตะลึง จู่ ๆ เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นเลขานุการส่วนตัวของ ส.ส. คนหนึ่งก็ติดต่อไปยังครอบครัวโยโกตะอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ส.ส. ผู้นี้ได้ตรวจสอบเรื่องการลักพาตัวของรัฐบาลเกาหลีเหนือมานานนับสิบปีและอยากพบพวกเขาโดยเร็วที่สุด

นอกจากตกตะลึง ก็ยังมีความโกรธที่แล่นกลับเข้าสู่หัวใจของคนในครอบครัวโยโกตะ รัฐบาลญี่ปุ่นเชื่อว่าเมกูมิยังมีชีวิตอยู่ แล้วคำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ พวกเขาจะพาเธอกลับมาอย่างไร

ครอบครัวโยโกตะตัดสินใจเปิดเผยเรื่องที่ลูกสาวถูกลักพาตัวต่อสังคม ทางการญี่ปุ่นเกรงว่าเกาหลีเหนือจะฆ่าปิดปากเมกูมิเพื่อปกปิดเรื่องที่เกิดขึ้น แต่พ่อของเมกูมิแย้งว่าคดีนี้จะถูกมองเป็นเพียงข่าวลือ หากไม่มีการเปิดเผยชื่อของผู้ตกเป็นเหยื่ออย่างเมกูมิ พวกเขาต้องเผยแพร่ข่าวนี้ออกไปทั่วญี่ปุ่นเพื่อขอความช่วยเหลือจากสังคม

ครอบครัวโยโกตะไปออกรายการโทรทัศน์ช่วงไพรม์ไทม์ที่มีผู้ชมมากที่สุด มีการตั้งกระทู้เรื่องนี้ในรัฐสภา ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน รัฐบาลยืนยันต่อสาธารณชนว่าเมกูมิไม่ใช่กรณีเดียวที่เกิดขึ้น

ครอบครัวของเหยื่อที่ถูกลักพาตัว 7 รายได้ตั้งกลุ่ม “สมาคมครอบครัวของเหยื่อที่ถูกเกาหลีเหนือลักพาตัวไป” (Association of Families of Victims Kidnapped by North Korea) เพื่อร่วมกันเรียกร้องให้มีการช่วยเหลือบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขา

สมาชิกกลุ่มต่างแบ่งปันข้อมูลที่พวกเขามีอยู่เพียงน้อยนิด และดูเหมือนว่าการลักพาตัวมักเกิดขึ้นเมื่อสบโอกาส ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้า เหยื่อส่วนใหญ่มักเป็นคู่รักในวัยยี่สิบปีเศษที่ออกเดทกันตามชายหาดต่าง ๆ ทั่วญี่ปุ่น

หนึ่งในนั้นคือ รูมิโกะ มัตสึโมโต เสมียนวัย 24 ปี ที่หายตัวไปเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 1978 ขณะออกเดทกับแฟนหนุ่มที่ชายหาดจังหวัดคาโกชิมะ หรือประมาณ 9 เดือนหลังจากเมกูมิหายตัวไป

A picture showing Teruaki Masumoto as a young man, with an arm round his sister. Both of them are laughing
Teruaki Masumoto
รูมิโกะ ถ่ายรูปคู่กับเทรุอากิ น้องชายของเธอ ก่อนที่จะหายตัวไปอย่างปริศนา

แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นหายนะอันน่าเศร้าของครอบครัวเหยื่อ แต่คนบางกลุ่มและสื่อมวลชนบางส่วนกลับไม่แสดงความเห็นอกเห็นใจเท่าใดนัก และมักระบุถึงกรณีเหล่านี้ในข่าวว่าเป็น “คำกล่าวอ้าง” ขณะที่นักการเมืองญี่ปุ่นบางคนเชื่อว่าคำกล่าวอ้างทำนองนี้เป็นข่าวปลอมที่เกาหลีใต้เผยแพร่เพื่อสร้างความเสื่อมเสียให้เกาหลีเหนือ

แต่ครอบครัวของเหยื่อมุ่งมั่นที่จะสู้ต่อไป ทั้งการยื่นคำร้อง ไปออกสื่อต่าง ๆ และวิ่งเต้นผลักดันเรื่องกับรัฐบาล ในที่สุดความจริงก็พอกพูนขึ้นราวกับก้อนหิมะกลิ้งที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

5 ปีต่อมา ก้อนหิมะนี้ได้ไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของนายคิม จอง-อิล อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรองเกาหลีเหนือ และขณะนั้นได้ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศแล้ว

……………………..

17 กันยายน 2002

นายจุนอิชิโร โคอิซุมิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในขณะนั้นเดินทางไปยังกรุงเปียงยางเพื่อหารือถึงการฟื้นฟูความสัมพันธ์ของสองประเทศให้กลับสู่ระดับปกติ ด้วยความหวังว่าจะช่วยเพิ่มคะแนนนิยมที่กำลังตกต่ำของเขา โดยที่ไม่คาดคิดว่าตนกำลังเดินเข้าสู่สถานการณ์ที่น่าอึดอัดทางการทูต

ด้านนายคิม จอง-อิล ก็มีความหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือด้านอาหารและการลงทุนจากญี่ปุ่น หลังจากต้องเผชิญภาวะอดอยากครั้งใหญ่ช่วงทศวรรษที่ 1990 ซึ่งเชื่อกันว่าได้คร่าชีวิตคนเกาหลีเหนือไปกว่า 2 ล้านคน รวมทั้งยังต้องการคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากญี่ปุ่นที่ยึดครองเกาหลีนาน 35 ปี


ส่วนญี่ปุ่นต้องการรายละเอียดของพลเมืองญี่ปุ่นทุกคนที่ถูกสายลับเกาหลีเหนือลักพาตัวไป โดยยืนกรานจะไม่มีการหารือต่อหากอีกฝ่ายไม่ทำตามข้อเรียกร้องนี้

Japanese Prime Minister Junichiro Koizumi walks with North Korean leader Kim Jong-Il before their talks in Pyongyang on 17 September 2002.
AFP via Getty Images
นายคิม จอง-อิล (ซ้าย) กับนายจุนอิชิโร โคอิซุมิ (ขวา) ผู้นำญี่ปุ่นคนแรกที่เดินทางเยือนเกาหลีเหนือนับแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ฝ่ายเกาหลีเหนือยอมให้รายชื่อคนญี่ปุ่นที่ถูกลักพาตัวไป โดยยอมรับว่าได้ลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่นไป 13 คน แต่มีเหลือรอดชีวิตอยู่เพียง 5 คนเท่านั้น

เกาหลีเหนือระบุสาเหตุการเสียชีวิตของเหยื่อ 8 คน คือ จมน้ำ สำลักควันพิษจากเครื่องทำความร้อนถ่านหิน หัวใจวาย และอุบัติเหตุทางรถยนต์ รัฐบาลเกาหลีเหนืออ้างว่าไม่สามารถส่งคืนร่างของเหยื่อเหล่านี้ได้เพราะน้ำท่วมได้ชะล้างหลุมศพของเหยื่อไปเกือบหมดทุกคน

นายโคอิซุมิตกตะลึงกับข้อมูลที่ได้รับทราบ พร้อมกล่าวต่อผู้นำเกาหลีเหนือว่า “ในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อผลประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนญี่ปุ่น ผมต้องขอประท้วงอย่างรุนแรง ผมไม่อาจจะจินตนาการได้ว่าครอบครัวของเหยื่อจะรับกับข่าวนี้ได้อย่างไร”

ในระหว่างที่สองฝ่ายพักการประชุมที่อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนั้น นายชินโซ อาเบะ ซึ่งขณะนั้นเป็นรองโฆษกรัฐบาล ก่อนที่ต่อมาจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของญี่ปุ่น ได้แนะนำนายโคอิซุมิไม่ให้ลงนามในปฏิญญาประกาศเจตจำนงที่จะเปิดเจรจาฟื้นฟูความสัมพันธ์สู่ระดับปกติกับเกาหลีเหนือ หากรัฐบาลเกาหลีเหนือไม่แสดงการขอโทษอย่างเป็นทางการต่อการลักพาตัวที่เกิดขึ้น

นายคิม จอง-อิล ยอมรับว่าการลักพาตัวทำโดยหน่วยปฏิบัติการพิเศษของเกาหลีเหนือในช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980 ซึ่งก่อเหตุด้วยความรักชาติที่มืดบอดและการถูกชักจูงให้แสดงความกล้าหาญในทางที่ผิด

เขาบอกว่าทันทีที่ได้รับทราบถึงการก่อเหตุเช่นนี้ ก็ได้มีการลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมให้คำมั่นว่ากรณีเช่นนี้จะไม่เกิดซ้ำอีก เขาเปิดเผยว่าการลักพาตัวมีเป้าหมายในการหาครูชาวญี่ปุ่นมาสอนภาษาให้สายลับเกาหลีเหนือ และปลอมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อเข้าไปปฏิบัติภารกิจในเกาหลีใต้ โดยเหยื่อบางคนถูกฉกตัวมาจากชายหาดอย่างที่เป็นข่าว ขณะที่คนอื่นอาจถูกล่อลวงในระหว่างไปศึกษาหรือท่องเที่ยวในยุโรป

ผู้นำเกาหลีเหนือยังพูดถึงกรณีของเมกูมิ ซึ่งเป็นเหยื่อลักพาตัวอายุน้อยที่สุดว่า ผู้ที่ลักพาตัวเธอได้ถูกตัดสินให้มีความผิดในปี 1998 หนึ่งในนั้นถูกประหารชีวิต ส่วนอีกคนเสียชีวิตระหว่างรับโทษจำคุก 15 ปี

“ผมอยากใช้โอกาสนี้กล่าวคำขอโทษอย่างตรงไปตรงมาสำหรับการกระทำที่น่าเศร้าใจของคนเหล่านั้น ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก” นายคิม จอง-อิล กล่าว

จากนั้น นายโคอิซุมิก็ลงนามในปฏิญญาเปียงยาง

เหยื่อการลักพาตัว 5 คนยังมีชีวิตอยู่ ส่วนอีก 8 คนถูกประกาศว่าเสียชีวิตแล้ว

ส่วนอีกด้าน ที่อาคารรับรองของกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นในกรุงโตเกียว ครอบครัวของผู้ถูกลักพาตัวต่างรอฟังข่าวด้วยจิตใจอันร้อนรน

พ่อแม่ของเมกูมินั่งอยู่กับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายชิเกโอะ อูเอทาเกะ ที่สูดหายใจเข้าแล้วพูดว่า

“ผมเสียใจที่ต้องแจ้งพวกคุณ…”

………………..

เกาหลีเหนือบอกว่า เมกูมิ โยโกตะ ปลิดชีพตัวเองเมื่อวันที่ 13 เมษายน 1994 ด้วยการผูกคอตายที่ป่าสนในบริเวณโรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่งในกรุงเปียงยาง ซึ่งเธอเข้ารักษาโรคซึมเศร้า

ก่อนหน้านี้ เกาหลีเหนือได้แจ้งว่าเธอเสียชีวิตในวันที่ 13 มีนาคม 1993 แต่ระบุในเวลาต่อมาว่าเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด

หลักฐานที่เกาหลีเหนือแสดงคือเอกสารการเข้ารับการรักษาของเมกูมิที่มีร่องรอยการแก้ไขหลายจุด โดยมีการขีดฆ่าข้อมูลการเข้า-ออกโรงพยาบาลหลายครั้ง แล้วเขียนคำว่า “ตาย” ลงไปแทน ซึ่งทางการญี่ปุ่นบอกกับเกาหลีเหนือว่าเอกสารดังกล่าวมีความน่าสงสัยมาก

ฟูกิเอะ ชิมูระ เหยื่อชาวญี่ปุ่นอีกคนได้ระบุในเวลาต่อมาว่า เมกูมิได้ย้ายเข้าไปอยู่ในที่พักที่ติดกับเธอและสามีในเกาหลีเหนือเมื่อเดือนมิถุนายน 1994 หรือ 2 เดือนหลังจากวันที่เมกูมิเสียชีวิตตามคำกล่าวอ้างของเกาหลีเหนือ และเธอก็พักอยู่ที่นั่นนานหลายเดือน

ครอบครัวโยโกตะไม่ปักใจเชื่อว่าเมกูมิฆ่าตัวตาย

Megumi stands for a picture in a red dress, white jumper and long knee socks
Yokota family
ถึงแม้ครอบครัวโยโกตะจะไม่เชื่อว่าเมกูมิฆ่าตัวตาย แต่ซากิเอะก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวเมื่อได้ยินรายละเอียดที่เกาหลีเหนือให้เกี่ยวกับลูกสาว

สองปีหลังประกาศว่าเมกูมิเสียชีวิตแล้ว รัฐบาลเกาหลีเหนือได้ส่งมอบสิ่งที่อ้างว่าเป็นอัฐิของเธอ ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 27 ปีที่เธอถูกลักพาตัวไป พ่อแม่ของเมกูมิยังเก็บสายสะดือของลูกสาวเอาไว้ แล้วนำไปใช้ในการตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ส่งมาเป็นเถ้ากระดูกของเมกูมิจริงหรือไม่

ผลปรากฏว่าตัวอย่างทั้งสองมีข้อมูลทางพันธุกรรมไม่ตรงกัน

นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการตรวจระบุว่าเถ้ากระดูกอาจมีการปนเปื้อนจึงทำให้ได้ผลตรวจที่ไม่แน่ชัด หรือคลาดเคลื่อน แต่ที่ผ่านมาเคยพบกรณีที่เกาหลีเหนือส่งคืนชิ้นส่วนที่ไม่ตรงกับของเหยื่อผู้เสียชีวิตมาแล้ว เช่น การส่งกระดูกและชิ้นส่วนขากรรไกรล่างของนายคาโอรุ มัตซึกิ ที่ถูกลักพาตัวไปและเสียชีวิตขณะอายุ 42 ปี ซึ่งการตรวจของผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมพบว่ามันเป็นชิ้นส่วนของผู้หญิงในวัย 60 ปีเศษ

……………….

วันที่ 15 ตุลาคม 2002 ผู้ถูกลักพาตัวที่เกาหลีเหนือระบุว่าเหลือรอดชีวิตอยู่ 5 คน ได้เดินทางกลับถึงท่าอากาศยานฮาเนดะในกรุงโตเกียว

พวกเขาเดินลงจากเครื่องบินไปท่ามกลางธงชาติญี่ปุ่น และแผ่นป้าย “ต้อนรับกลับบ้าน” ที่ทำขึ้นเอง ก่อนที่จะโผเข้าสู่อ้อมกอดครอบครัวที่ร้องสะอึกสะอื้นด้วยความดีใจ

รัฐบาลเกาหลีเหนือยอมให้คนกลุ่มนี้กลับไปเยี่ยมญาติที่ญี่ปุ่นได้ 7-10 วัน

แต่พวกเขาไม่เคยกลับไปเหยียบเกาหลีเหนืออีกเลย

Five Japanese nationals, abducted to North Korea in the 1970s and 80s, arrive at Tokyo's Haneda Airport on October 15, 2002
Getty Images
ผู้รอดชีวิตจากการถูกเกาหลีเหนือลักพาตัว 5 คน ได้หวนคืนสู่แผ่นดินแม่ครั้งแรกในรอบเกือบ 25 ปี

 

…………………

ยิ่งวันเวลาผ่านไป ความต้องการค้นหาความจริง โดยเฉพาะของครอบครัวเหยื่อที่เกาหลีเหนืออ้างว่าเสียชีวิตไปแล้วยิ่งแรงกล้าขึ้น เพราะผู้ที่เฝ้ารอจะได้พบเจอกับบุคคลอันเป็นที่รักที่หายตัวไปนั้นต่างค่อย ๆ ล้มหายตายจากกันไปทีละคน

ปัจจุบันมีพ่อแม่ของของเหยื่อที่ถูกลักพาตัวมีชีวิตอยู่เพียง 2 คน หนึ่งในนั้นคือซากิเอะ ซึ่งอายุน้อยที่สุดในบรรดาพ่อแม่เหยื่อ โดยเธอจะมีอายุครบ 85 ปี ในเดือนกุมภาพันธ์ 2021

ส่วน ชิเงรุ พ่อของเมกูมิ ชายพูดน้อยแต่หนักแน่น เพิ่งจะเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2020 เขาล้มป่วยและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเมื่อเดือนเมษายนปี 2018 และในทุก ๆ วันจะพยายามต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อได้นานขึ้น โดยมีรูปถ่ายของลูกสาวผู้เป็นที่รักวางอยู่ข้างเตียง

Shigeru Yokota and wife Sakie (L), parents of daughter Megumi who was abducted in 1977 by North Korea, outside their home in Tokyo on February 09, 2011
Getty Images
ซากิเอะ และชิเงรุ ต่อสู้เพื่อให้ลูกสาวกลับคืนสู่อ้อมอกอย่างปลอดภัยยาวนานกว่า 40 ปี

โคอิจิโร อีซึกะ เป็นอีกคนที่ไม่เคยสิ้นหวังในการค้นหาความจริงของแม่ที่หายตัวไป โดยตอนที่ ยาเอโกะ ทากูชิ แม่เลี่ยงเดี่ยวที่ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับในไนต์คลับวัย 22 ปี หายตัวไปอย่างปริศนาในเดือนมิถุนายนปี 1978 ลูกชายวัยแบเบาะและลูกสาววัย 3 ขวบของเธอจึงถูกทิ้งไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็กในกรุงโตเกียว

ในเวลาต่อมา ลุงของโคอิจิโรรับเขาไปเลี้ยงเป็นลูกคนที่ 4 ส่วนพี่สาวถูกป้าอีกคนรับอุปการะ ปัจจุบันโคอิจิอายุ 43 ปี แม้เขาจะไม่มีความทรงจำใด ๆ เกี่ยวกับแม่ แต่ก็ไม่เคยหยุดต่อสู้เพื่อเธอโดยได้รับการสนับสนุนจากลุงของเขา

ลุงของโคอิจิโรเล่าให้เขาฟังว่า คิม ฮยอน-ฮุย มือระเบิดชาวเกาหลีเหนือที่ถูกตัดสินประหารชีวิต ให้การว่ามีครูเป็นหญิงชาวญี่ปุ่น พร้อมกับหยิบรูปถ่ายของยาเอโกะแล้วพูดว่า “นี่คือครูของฉัน” นั่นจึงทำให้ได้ทราบอย่างแน่ชัดว่าเธอคือหนึ่งในผู้ที่ถูกเกาหลีเหนือลักพาตัวไป

A picture of abduction victim Yaeko Taguchi lies next to a text prepared by her brother Shigeo, for the UN Human Rights Council in 2014
Reuters
เชื่อว่า ยาเอโกะ ทากูชิ ถูกลักพาตัวและบังคับให้เป็นครูสอนภาษาญี่ปุ่นแก่บรรดาสายลับเกาหลีเหนือ

ในปี 2004 เขาตัดสินใจเปิดเผยว่าเขาเป็นลูกชายของ ยาเอโกะ ทากูชิ เพื่อผลักดันภาครัฐให้ช่วยสืบหาความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของแม่ที่เขาไม่เคยได้รู้จัก

“พ่อของผม (ลุง) ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศว่าไม่มีหลักฐานที่สนับสนุนคำกล่าวอ้างของเกาหลีเหนือที่บอกว่าแม่ตายแล้ว และพ่อของผมก็ไม่เชื่อคำของเกาหลีเหนือ”

“พวกเรา และผมจึงคิดจะหาทางช่วยแม่”

ความพยายามดังกล่าวทำให้ในปี 2009 โคอิจิโร และลุงของเขาเดินทางไปยังเมืองปูซานของเกาหลีใต้เพื่อพบกับ คิม ฮยอน-ฮุย ที่ได้รับอภัยโทษจากประธานาธิบดีเกาหลีใต้

Shigeo Iizuka looks on as Koichiro Iizuka, son of the abductee Yaeko Taguchi, hugs former North Korean spy Kim Hyun-hui before a press conference on March 11, 2009 in Busan, South Korea.
Korea pool/Getty Images
โคอิจิโร และลุงของเขาเดินทางไปพบกับอดีตสายลับเกาหลีเหนือที่อ้างว่าเป็นลูกศิษย์ของแม่เขา

เกาหลีเหนือระบุว่า ยาเอโกะ ทากูชิ เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 1986 แต่คิม ฮยอน-ฮุย แย้งว่าเธอได้พูดคุยกับคนขับรถรายหนึ่งที่แจ้งว่าพบเห็นยาเอโกะยังมีชีวิตอยู่ในปีถัดมา ซึ่งหากเธอยังไม่เสียชีวิตตามที่เกาหลีเหนืออ้าง ตอนนี้เธอก็จะมีอายุ 65 ปี

แต่ครอบครัวของยาเอโกะเกรงว่าหลังจากเป็นครูสอนคิม ฮยอน-ฮุย และใช้ชีวิตคลุกคลีกับบรรดาสายลับ เธอก็อาจจะได้ล่วงรู้ข้อมูลมากเกินกว่าที่เกาหลีเหนือจะยอมปล่อยตัวเธอ

……………………………

………………

แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 40 ปีแล้ว แต่ครอบครัวของผู้ถูกลักพาตัว 8 คนที่เกาหลีเหนืออ้างว่าเสียชีวิตไปแล้วนั้น กลับไม่เคยหยุดต่อสู้เพื่อให้ได้ทราบชะตากรรมของพวกเขา

เทรุอากิ มัตสึโมโต น้องชายของ รูมิโกะ มัตสึโมโต ที่หายตัวไปเมื่อปี 1978 ขณะออกเดทกับแฟนหนุ่มที่ชายหาดจังหวัดคาโกชิมะ บอกว่าสำหรับเขาแล้วการตายของบุคคลอันเป็นที่รักไม่อาจะทำให้เขายอมแพ้ได้

Teruaki Masumoto, in a short-sleeved shirt, holds up his wrist to show a gold watch given to him by his sister before her abduction
BBC
เทรุอากิ ยังคงใส่นาฬิกาที่ รูมิโกะ มอบให้เขาเมื่อกว่า 40 ปีก่อน

“หากมีการพิสูจน์ว่าพวกเขาเสียชีวิตไปแล้วจริง เราก็ยังต้องการให้ส่งกระดูกของพวกเขาคืนมา นี่คือความคิดแบบคนญี่ปุ่น เราจะเดินหน้าผลักดันให้รัฐบาลญี่ปุ่นรับผิดชอบที่ไม่สามารถช่วยผู้ถูกลักพาตัวได้…”

เทรุอากิเชื่อว่าตัวเลขจริงของคนญี่ปุ่นที่ถูกเกาหลีเหนือลักพาตัวไปอาจมีมากกว่า 100 คน และหากเป็นเช่นนั้นก็จะต้องเร่งสืบหาข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา

ในปี 2014 รัฐบาลเกาหลีเหนือตกลงเปิดการสอบสวนถึงชะตากรรมของผู้ถูกลักพาตัว 8 คนที่อ้างว่าเสียชีวิตไปแล้วแต่ไม่มีการส่งคืนชิ้นส่วนของพวกเขากลับญี่ปุ่น แต่การสอบได้ถูกยกเลิกไปในปี 2016 หลังจากสองประเทศขัดแย้งกันเรื่องการคว่ำบาตรการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

……………………

เมื่อปี 2020 แม่ของเมกูมิ เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงลูกสาวซึ่งถูกนำไปเผยแพร่ในเว็บไซต์ JAPAN forward ก่อนที่สามีของเธอจะเสียชีวิตโดยมีใจความตอนหนึ่งว่า

“ถึงเมกูมิที่รัก”

“แม่รู้ว่ามันอาจจะแปลกหน่อยที่แม่มักพูดคุยกับลูกอยู่เสมอ ลูกสบายดีไหม?”

“…แม่พยายามอย่างดีที่สุดที่จะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ แต่แม่รู้สึกว่าร่างกายแม่กำลังอ่อนแอลง และมันก็ยากขึ้นทุกวัน ตอนที่แม่เห็นพ่ออยู่ที่โรงพยาบาลและตั้งใจทำกายภาพบำบัด แม่มีความรู้สึกอย่างแรงกล้าที่จะหาทางให้พ่อให้เจอหน้าลูกอีกครั้ง”

“นี่คือความจริงของวัยที่ร่วงโรย ไม่ใช่แค่พ่อกับแม่…แต่รวมถึงครอบครัวของเหยื่อในเกาหลีเหนือทั้งหมดที่ยังคงเฝ้ารอบุคคลอันเป็นที่รักกลับคืนสู่แผ่นดินเกิดและได้สวมกอดพวกเขาเอาไว้ในอ้อมแขน”

“เรามีเวลาเหลืออยู่อีกไม่มากแล้ว เราต่อสู้มายาวนานและหนักหน่วงด้วยหัวใจและพลังความคิด แต่เราไม่สามารถทำเช่นนี้ต่อไปได้นานนัก”

“มันคงต้องใช้ความพยายามมากขึ้นกว่าที่ผ่านเพื่อนำเหยื่อทุกคนกลับญี่ปุ่น แน่นอนว่าญี่ปุ่นจะต้องยืนหยัดต่อสู้เพื่อตัวเอง แต่เรายังต้องการความกล้าหาญ ความรัก และความยุติธรรมจากคนทั่วโลก (ผู้ที่ได้อ่านจดหมายของดิฉัน โปรดใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อรำลึกเอาไว้ในจิตใจถึงผู้ถูกลักพาตัวที่ยังติดอยู่ในเกาหลีเหนือ ได้โปรดช่วยเป็นปากเสียงให้พวกเขา)”

“เมกูมิที่รัก แม่จะสู้ต่อไปเพื่อพาลูกกลับบ้าน มาหาแม่ หาพ่อ และน้องชายของลูก ทาคูยะ และทัตสึยะ ความตั้งใจของแม่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้ตอนอายุ 84 ปี ดังนั้นจงขอให้ลูกดูแลตัวเองและอย่าสิ้นหวัง”

A picture showing a young Sakie Yokota and her three children when they were little, smiling as they walk down a street
Yokota family
ซากิเอะ และลูกทั้งสามของเธอ

การสัมภาษณ์บุคคลแบบตัวต่อตัวทั้งหมดทำขึ้นก่อนหน้าการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ หัวอกครอบครัวญี่ปุ่น เมื่อสมาชิกถูกลักพาตัวไปเกาหลีเหนือ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง