รัฐประหารเมียนมา : อาเซียนและจีน จะช่วยหาทางออกของวิกฤตรัฐประหารได้หรือไม่

27 ก.พ. 2564 - 14:23 น.

รัฐประหารเมียนมา : อาเซียนและจีน จะช่วยหาทางออกของวิกฤตรัฐประหารได้หรือไม่ – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

การเดินทางเยือนไทยโดยไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการของนายวันนะ หม่อง ลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของเมียนมา เมื่อวันที่ 24 ก.พ. เพื่อเข้าพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและอินโดนีเซียถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินการทูตที่น่ากังวลใจสำหรับชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การพบปะหารือครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทหารเมียนมามีการติดต่ออย่างเป็นทางการกับต่างชาตินับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.

ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของการหารือในการพบปะครั้งนี้ และเมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับไม่ยอมยืนยันว่ามีการพบหารือครั้งนี้เกิดขึ้นที่ไทย

การที่ประชาคมโลกต่างให้ความสนใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเมียนมา วิกฤตครั้งนี้จึงมีความท้าทายมากเป็นพิเศษ

ปฏิกิริยาจากบรรดาชาติมหาอำนาจด้านการทหารและด้านเศรษฐกิจของโลกต่อกรณีที่เกิดขึ้นทำให้เรื่องนี้กลายเป็นจุดสนใจอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึงการเตรียมออกมาตรการลงโทษจากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)

Protesters making the three finger salute
Getty Images
ผู้ชุมนุมชูสามนิ้วเป็นสัญลักษณ์แสดงการขัดขืนการปกครองของทหาร

ขณะที่จีนได้ออกแถลงการณ์แบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ด้วยการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแก้ปัญหาความแตกต่างอย่างสันติ และแม้จะไม่ได้ประณามการทำรัฐประหาร แต่ก็สนับสนุนแถลงการณ์ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่เรียกร้องให้ปล่อยตัวนางออง ซาน ซู จี และกลับเข้าสู่วิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการแสดงว่าจีนไม่เห็นด้วยกับการก่อรัฐประหารครั้งนี้

ทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างมีทางเลือกที่จำกัดในการจัดการกับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในเมียนมา

อิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงอย่างมากในปัจจุบัน น้อยกว่าครั้งหลังสุดในช่วงทศวรรษที่ 1990 ที่มีการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ต่อเมียนมา

แม้การคว่ำบาตรในครั้งนั้นจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของเมียมา แต่กลับส่งผลเพียงเล็กน้อยต่อการตัดสินใจของรัฐบาลทหารเมียนมาในขณะนั้น

ข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ในครั้งนี้สหรัฐฯ จึงมุ่งเป้าคว่ำบาตรบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการก่อรัฐประหาร และธุรกิจของกองทัพ แต่คาดว่าน่าจะทำให้เหล่าผู้นำรัฐบาลทหารในกรุงเนปิดอว์เปลี่ยนใจได้น้อยมาก

gettyi mages
นางอองซานซูจี และ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย

วิกฤตครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลของประธานาธิบดีไบเดนเริ่มเข้าทำงาน และกำลังกำหนดแนวนโยบายใหม่ที่จะใช้ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งจะเน้นย้ำถึงค่านิยมประชาธิปไตย และการทำงานร่วมกับหุ้นส่วนในภูมิภาคอย่าง สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน

แต่เช่นเดียวกับจีน กลุ่มอาเซียนจะไม่ร่วมมือกับแนวทางของสหรัฐฯ ที่ใช้วิธีการคว่ำบาตรและประณามรัฐบาลทหารเมียนมา

Police carry a protester
Getty Images
ตำรวจเมียนมาเพิ่มการใช้กำลังต่อผู้ประท้วงมากขึ้นเรื่อย ๆ

การเดินหมากอย่างระมัดระวังของรัฐบาลจีน

จีนดูเหมือนจะเป็นผู้ชนะจากการก่อรัฐประหารครั้งนี้ ในฐานะชาติมหาอำนาจหนึ่งเดียวที่พร้อมจะร่วมงานกับคณะผู้ปกครองชุดใหม่ของเมียนมา และยังคงจัดส่งอาวุธและการลงทุนไปสู่ประเทศนี้

ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ความลับที่ว่าจีนมีความสบายใจมากกว่าที่จะร่วมงานกับพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางซู จี เนื่องจากมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกว่ารัฐบาลทหารซึ่งมีประวัติไม่ไว้วางใจเพื่อนบ้านที่มีอิทธิพลเหนือกว่า โดยเฉพาะอิทธิพลที่จะมีต่อกลุ่มกบฏติดอาวุธตามแนวพรมแดนร่วม

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่มีอย่างแพร่หลายในเมียนมาว่าจีนให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารนั้นยิ่งปลุกกระแสความรู้สึกต่อต้านจีนให้รุนแรงขึ้นในหมู่ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารชาวเมียนมาหลายล้านคน กระแสดังกล่าวเข้มข้นถึงขั้นที่ทำให้เจ้าหน้าที่ทางการจีนต้องออกมาปฏิเสธข่าวลือที่ว่าจีนกำลังช่วยกองทัพเมียนมาสร้างระบบไฟร์วอลล์ (firewall) เพื่อรักษาความปลอดภัยเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือส่งกองกำลังพิเศษไปช่วยปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วง

กระแสต้อต้านรัฐประหารอย่างรุนแรงของชาวเมียนมา ยังเพิ่มความกังวลว่าจะเกิดภาวะไร้เสถียรภาพที่ยาวนานในเมียนมา ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของจีนในประเทศนี้

เหตุผลที่กล่าวมาเหล่านี้จึงทำให้จีนต้องเดินหมากอย่างระมัดระวังในการรับมือกับวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในเมียนมา

ขณะที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งเคยประสบความล้มเหลวในการพยายามเข้าไปแก้ปัญหาต่าง ๆ ของเมียนมาในอดีต ทั้งเรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตยหลังจาก “การลุกฮือ 8888” ในปี 1988 และวิกฤตชาวโรฮิงญา ก็กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญในวิกฤตการเมืองครั้งล่าสุดนี้

นางคริสติน ชราเนอร์ บัวร์เกอเนอร์ ทูตพิเศษด้านกิจการเมียนมาของยูเอ็น มีภารกิจสำคัญในการหาหนทางให้เกิดการประนีประนอมในความขัดแย้งครั้งนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะลุกลามไปสู่การเผชิญหน้าที่อันตรายระหว่างกองทัพกับประชาชน

แต่ขณะเดียวกันเธอยังต้องปฏิบัติงานโดยยึดตามคำสั่งของนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการยูเอ็น ที่ประกาศว่าจะต้องทำให้ผู้ก่อรัฐประหารพ่ายแพ้ ซึ่งยิ่งทำให้การสร้างความไว้วางใจในหมู่นายพลทั้งหลายเป็นไปได้ยากขึ้น


นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ
BBC

อินโดนีเซียสวมบทผู้นำแก้ปัญหาเมียนมา

อินโดนีเซียกำลังเล่นบทผู้นำอาเซียนในการเจรจากับฝ่ายทหารและฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อหาทางออกของวิกฤตการณ์ในเมียนมา

การที่กลุ่มอาเซียนมีหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติสมาชิกนั้น ทำให้เป็นเรื่องท้าทายในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่หากนิ่งเฉยจนสถานการณ์บานปลายกลายเป็นเหตุนองเลือด ก็อาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพและชื่อเสียงของชาติสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะไทย ที่มีแนวชายแดนทางบกติดกับเมียนมายาวกว่า 2,400 กม.

ปัจจุบันทางการไทยได้เตรียมการรับมือคลื่นผู้อพยพชาวเมียนมาที่อาจหลบหนีเหตุไม่สงบเข้ามายังฝั่งไทย

Demonstrators hold placards reading "We don"t need re-election" during a protest against the military coup, near the Embassy of Thailand in Yangon, Myanmar, 26 February 2021
EPA
ชาวเมียนมาไปประท้วงที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในนครย่างกุ้ง โดยขอไทยไม่ให้การยอมรับรัฐบาลทหารเมียนมา และขอให้เคารพคะแนนเสียงของพวกเขาที่เลือกพรรคของนางซู จี ให้เป็นรัฐบาล

จนถึงบัดนี้ชาติสมาชิกอาเซียนยังเสียงแตกในเรื่องของเมียนมา

ไทย เวียดนาม กัมพูชา หรือแม้แต่ฟิลิปปินส์ในช่วงแรก ๆ ต่างไม่ออกมาวิจารณ์การก่อรัฐประหารที่เกิดขึ้น โดยชี้ว่าเป็นกิจการภายในประเทศ

ขณะที่สิงคโปร์ ผู้ลงทุนต่างชาติรายใหญ่ในเมียนมา ได้ออกแถลงการณ์ที่แข็งกร้าวกว่า โดยแสดงความ “กังวลอย่างยิ่ง” และชี้ว่าการใช้กำลังรุนแรงต่อผู้ประท้วงเป็นสิ่งที่ “ไม่อาจแก้ตัวได้”

อินโดนีเซีย ประเทศใหญ่ที่สุดในอาเซียน และมักสวมบทแกนนำการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในภูมิภาค ก็เข้ามาทำหน้าที่นี้อีกครั้ง เพื่อช่วยเมียนมาหาทางออกจากวิกฤตการณ์นี้

นางเร็ตโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้มากว่า 6 ปี คือหนึ่งในผู้มีประสบการณ์มากที่สุดในภูมิภาค

อย่างไรก็ตามตอนที่เธอกำลังมองหาความเป็นไปได้ในการจัดประชุมอาเซียนนัดพิเศษว่าด้วยเรื่องเมียนมา ได้มีข้อมูลรั่วไหลออกมาเกี่ยวกับข้อเสนอที่จะหารือกับสมาชิกชาติอื่น ๆ โดยเฉพาะแนวคิดที่จะให้รัฐบาลทหารเมียนมารับปากจะจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 1 ปี และยืนกรานให้ปล่อยตัวนางซู จี และสมาชิกพรรคเอ็นแอลดีคนอื่น ๆ ให้สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้

แม้ข้อเสนอเพื่อการประนีประนอมนี้จะดูสมเหตุสมผล

แต่มันได้จุดกระแสไม่พอใจในหมู่ผู้ประท้วงชาวเมียนมา ที่ชี้ว่าการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งพรรคเอ็นแอลดีกุมชัยชนะอย่างท่วมท้นนั้นจะต้องได้รับการเคารพ และการสนับสนุนให้จัดการเลือกตั้งใหม่จะเป็นการให้รางวัลแก่กองทัพที่ล้มล้างผลการเลือกตั้งครั้งก่อน อีกทั้งจะยิ่งทำให้ได้ใจและก่อรัฐประหารยึดอำนาจต่อไปอีกในอนาคต

ปฏิกิริยาดังกล่าว ส่งผลให้ แผนการเดินทางเยือนกรุงเนปิดอว์ของนางมาร์ซูดี ต้องถูกระงับลงอย่างรวดเร็ว

รมว. ต่างประเทศ อินโดนีเซีย-ไทย-เมียนมา หารือกันใน กทม. เมื่อ 24 ก.พ.
Reuters
รมว. ต่างประเทศ อินโดนีเซีย-ไทย-เมียนมา หารือกันใน กทม. วันที่ 24 ก.พ.

เกมการทูตที่ซับซ้อน

แม้จะมีอุปสรรคดังที่กล่าวมา แต่อาเซียนยังคงเป็นหนึ่งในเวทีที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมียนมาได้รับการต้อนรับ และมีช่องทางการสื่อสารที่ยังเปิดอยู่

ดังนั้นอาเซียนจึงยังเป็นเวทีที่จะช่วยส่งข้อความจากประชาคมโลกไปยังเหล่านายพลของเมียนมา และรับฟังเสียงสะท้อนกลับในการแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น

การใช้มาตรการคว่ำบาตรต่าง ๆ จากชาติตะวันตกอาจไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในขณะนี้ แต่ก็อาจใช้เป็นเครื่องล่อใจให้กองทัพเมียนมาถอยห่างจากการเผชิญหน้าและใช้ความอดทนอดกลั้น

Demonstrators hold placards calling for the release of detained civilian leader Aung San Suu Kyi during a protest against the military coup, in Yangon, Myanmar, 25 February 2021
EPA
คนเมียนมาออกมาชุมนุมประท้วงแทบทุกวัน นับแต่กองทัพก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.

ในขณะที่ความพยายามยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือของประเทศเพื่อนบ้านเมียนมาอาจจะไม่ช่วยเปลี่ยนใจเหล่าผู้นำทหารที่ไม่ไว้วางใจคนต่างชาติได้มากนัก แต่หากมีการประสานงานที่ดีกับแรงกดดันจากชาติตะวันตก ก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้

ส่วนเหล่านายทหารที่ก้าวมาเป็นผู้นำในรัฐบาลไทยชุดปัจจุบันก็มีโอกาสตรงนี้ในการแสดงความเป็นรัฐบุรุษ และใช้สายสัมพันธ์ส่วนตัวที่ใกล้ชิดกับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย เพื่อหาทางออกของวิกฤตนี้

อิทธิพลของจีนก็มีส่วนสำคัญ

จีนจะเอาแต่นิ่งเงียบ แล้วรอดูกองทัพเมียนมาปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วง จากนั้นจึงค่อยกลับมาดำเนินธุรกิจตามปกติ หรือจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการเจรจาค้นหาทางออกของปัญหานี้

จนถึงบัดนี้ จีนยังไม่ยอมเผยไพ่ในมือว่าจะทำอย่างไรต่อไปในเกมการทูตที่ซับซ้อนนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ รัฐประหารเมียนมา : อาเซียนและจีน จะช่วยหาทางออกของวิกฤตรัฐประหารได้หรือไม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง