ผู้อพยพ : ติดตามวัยรุ่นจากอเมริกากลางเดินเท้าเข้าสหรัฐฯ หวังอนาคตที่ดีกว่า

20 มี.ค. 2564 - 23:29 น.

ผู้อพยพ : ติดตามวัยรุ่นจากอเมริกากลางเดินเท้าเข้าสหรัฐฯ หวังอนาคตที่ดีกว่า – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ผู้อพยพรุ่นเยาว์จำนวนหลายร้อยคนเดินทางถึงพรมแดนเม็กซิโก-สหรัฐฯ ในแต่ละวัน โดยไม่มีผู้ใหญ่มาด้วย หลังรอนแรมนานหลายสัปดาห์จากอเมริกากลาง บีบีซี มุนโด ได้ติดตามการเดินทางที่ยากลำบากนี้ของพวกเขาบางส่วน เพื่อรับฟังเรื่องราวจากปากของพวกเขา

มิคาเอล ซึ่งเพิ่งมีอายุได้ 17 ปี กำลังออกเดินทางที่อันตรายจากฮอนดูรัสประเทศบ้านเกิด เพื่อพยายามไปให้ถึงสหรัฐฯ มีเพียงพี่ชายของเขาเพียงคนเดียวที่ออกเดินทางมากับเขาด้วย เขาเล่าว่า เขาเหนื่อยล้ามาก เท้าของเขาดูไม่ได้เลยหลังเดินนานหลายวัน แต่เขายังมีขวัญกำลังใจที่เต็มเปี่ยม

มิคาเอล นั่งอยู่ข้างถนนพร้อมกับประเป๋าหลายใบ
BBC
มิคาเอล วัย 17 ปี พยายามเดินทางจากฮอนดูรัส ประเทศบ้านเกิดของเขา เพื่อไปให้ถึงสหรัฐฯ

“มันกลายเป็นการเดินทางที่มีปัญหาหลายอย่าง ต้องคอยหนีอยู่ตลอดเวลา ผ่านป่า… แต่เราจะไปให้ถึง มันคุ้มค่า เพราะคุณต้องทุกข์ทรมานเพื่อที่จะไขว้คว้าบางอย่างมาให้ได้” เขากล่าว ขณะที่พักอยู่ที่ศูนย์พักพิงผู้อพยพในเมืองปาเลนเก ทางใต้ของเม็กซิโก

ความสิ้นหวังทำให้ฮักเกลิเน ชาวฮอนดูรัสวัย 19 ปี ต้องเดินเท้ามาพร้อมกับลูกชายวัย 4 ขวบและคนอื่น ๆ ในบ้าน ทั้งที่ยังตั้งครรภ์อยู่

“ฉันท้อง 3 เดือน และเหนื่อยมาก เพราะแทบไม่ได้กินอะไรเลย บางครั้งรู้สึกเหมือนจะเป็นลม แต่ฉันพยายามจะเข้มแข็ง เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจ” เธอเล่า ขณะที่เริ่มร้องไห้ออกมา

“ฉันเศร้ามากที่เห็นครอบครัวต้องเป็นแบบนี้ แต่ฉันเชื่อในพระเจ้า เราจะทำสำเร็จ”

ฮักเกลิเน และครอบครัว
BBC
ฮักเกลิเน ตั้งครรภ์ 3 เดือน และกำลังเดินทางพร้อมกับครอบครัวเพื่อหวังว่าจะเข้าไปในสหรัฐฯ ได้

หลังจากโรคระบาดใหญ่กินเวลานาน 1 ปี และมีการปิดพรมแดนระหว่างประเทศหลายแห่ง ผู้อพยพหลายพันคนซึ่งส่วนใหญ่มาจากอเมริกากลาง เริ่มออกเดินทางอีกครั้งในปีนี้ ละทิ้งความยากจนและความรุนแรงในประเทศของพวกเขาเพื่อแสวงหาอนาคตที่ดีกว่าในสหรัฐฯ

อะเลฮันโดร มายอร์คัส รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ เรียกสถานการณ์นี้ว่า “ยากลำบาก”

“เรากำลังอยู่บนเส้นทางที่จะเผชิญกับผู้คนที่มาถึงพรมแดนทางตะวันตกเฉียงใต้มากกว่าที่เราเคยเจอในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา” เขากล่าวในสัปดาห์นี้

หลายคนเป็นเด็ก อย่างมิคาเอล ซึ่งกำลังเดินทางเพียงลำพังโดยไม่มีพ่อแม่มาด้วย ในแต่ละวันมีเด็กหลายร้อยคนเดินทางไปถึงพรมแดนระหว่างเม็กซิโกและสหรัฐฯ

หลายคนหวังว่านโยบายด้านการโยกย้ายถิ่นฐานของรัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะเห็นใจพวกเขามากกว่าสมัยของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

แต่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ปฏิเสธว่านโยบายใหม่ของเขาไม่ได้มีส่วนทำให้จำนวนผู้อพยพเดินทางมามากขึ้น โดยอ้างว่า “ในปี 2019 และ 2020 ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเช่นกัน”

เขาบอกกับสถานีโทรทัศน์เอบีซี นิวส์ ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ว่า “ผมพูดได้ค่อนข้างชัดว่า อย่ามา… อย่าเดินทางออกจากเมืองหรือชุมชนของคุณ”

“ไม่มีอะไรเลย”

มิคาเอลและเพื่อน สวดขอพรก่อนเดินทาง
BBC
ผู้อพยพจำนวนมากใช้เวลาเดินทางหลายสัปดาห์ บางครั้งต้องทิ้งคนอันเป็นที่รักไว้เบื้องหลัง

มิคาเอลออกเดินทางจากบ้านในเมืองโยโร ทางเหนือของฮอนดูรัส เมื่อ 1 สัปดาห์ก่อน เขาทิ้งแม่ ภรรยา และลูกที่เพิ่งเกิดไว้เบื้องหลัง

เขานั่งรถบัสข้ามกัวเตมาลา แต่หลังจากหมดเงิน เขาก็เดินต่อไม่หยุดนาน 5 วัน ตั้งแต่เข้ามาในเขตเม็กซิโก เขาไม่รู้ว่าเขาเดินวันหนึ่งกี่ชั่วโมง เขาต้องขายโทรศัพท์มือถือเพื่อหาเงินในการเดินทางต่อไป

มิคาเอลเล่าถึงความรุนแรงในบ้านเกิดของเขา แต่เหนือสิ่งอื่นใด แรงงานเกษตรวัยหนุ่มคนนี้ เสียใจที่ไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ในฮอนดูรัส

“ไม่มีอะไรเลย ไม่มีงาน ไม่มีอะไรทำ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องการไปที่นั่น [สหรัฐฯ] เพื่อที่จะช่วยเหลือครอบครัวของเรา”

แผนที่เส้นทางจากเม็กซิโกไปสหรัฐฯ
BBC
เส้นทางที่ผู้อพยพใช้ส่วนใหญ่ เป็นเส้นทางที่มีการจี้ปล้นและลักพาตัวเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ

นี่เป็นครั้งที่ 3 ที่พี่ชายของเขาพยายามจะเดินทางขึ้นเหนือ แต่ถ้าพวกเขาไปถึงพรมแดน พวกเขาวางแผนว่าจะแยกกัน โดยมิคาเอลจะเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ทางการพรมแดน

“มีคนบอกว่า ถ้าผมเข้ามอบตัว พวกเขาสามารถช่วยเหลือผมได้หลังจากนั้น ‘ไมกรา’ [คำที่มักใช้เรียกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ] จะถามผมว่า ผมมีญาติอยู่ที่นั่นไหม ป้าของผมสามารถเดินทางมารับผมได้ เราเชื่ออย่างนั้น บางทีเราอาจจะข้ามพรมแดนได้ด้วยวิธีนั้น” เขาเล่าอย่างมีความหวัง

ประธานาธิบดีไบเดน ได้ระงับการขับไล่ผู้อพยพที่อายุต่ำกว่า 18 ปีที่ไม่มีคนอื่นมาด้วยในทันทีเมื่อมาถึงพรมแดนสหรัฐฯ ขณะนี้พวกเขาสามารถที่จะรอญาติหรือพ่อแม่บุญธรรมในสหรัฐฯได้ จนกว่าศาลจะพิจารณาคดีของพวกเขา

รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า นโยบายของนายทรัมป์ ซึ่งใช้คำสั่งสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับโรคระบาดใหญ่ เป็นคำสั่งที่ “ไร้มนุษยธรรม” ต่อผู้เยาว์ อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้ยังคงใช้งานอยู่เพื่อขับครอบครัวผู้อพยพและคนที่อายุมากกว่า 18 ปี ออกไป

ผู้อพยพที่เป็นเด็กสองคนนั่งอยู่ริมถนน
BBC
นโยบายใหม่ของไบเดน ทำให้ไม่มีการขับผู้อพยพที่เป็นเด็กที่เดินทางมาถึงชายแดนสหรัฐฯ เพียงลำพัง กลับออกไปในทันที

มิคาเอลเคยได้ยินเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

“พวกเขาบอกเราว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะสั่งให้นำสิ่งกีดขวางออกไปจากเส้นทางของเรา นั่นจะทำให้เราข้าม [พรมแดน] ได้ง่ายขึ้น ตอนนี้ เขาชนะแล้ว เราหวังว่า เขาจะช่วยเหลือพวกเรา” เขากล่าว

“ความวุ่นวายที่พรมแดน”

“ผมคิดว่านโยบายต่างประเทศนี้ไม่ได้เป็นเรื่องระยะสั้น มันจะจะต้องใช้เวลาสักพัก แต่ [ผู้เยาว์] เดินทางมาถึงด้วยความคิดที่ว่า พวกเขาสามารถเข้าสหรัฐฯ ได้อย่างง่ายดาย” กาเบรียล โรเมโร ผู้อำนวยการศูนย์พักพิงผู้อพยพ La 12 ในเมืองเตโนซิเก ทางตอนใต้ของเม็กซิโก กล่าว

“มันเป็นอะไรที่เหมือนกับ ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่า จะเข้าประเทศได้เลย ซึ่งไม่ใช่”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปฏิเสธ “ความคิดที่บอกว่า โจ ไบเดิน บอกให้ ‘มา'”

ในเดือน ก.พ. เจ้าหน้าที่ทางการที่พรมแดนสหรัฐฯ สกัดผู้เยาว์ที่ไม่มีผู้เดินทางมาด้วยไว้ได้ 9,457 คน เพิ่มขึ้น 60% จากเดือน ม.ค. ซึ่งมีเด็กถูกควบคุมตัวไว้ 5,858 คน

กาเบรียล โรเมโร ยืนอยู่ด้านหน้าศูนย์พักพิงผู้อพยพ La72
BBC
โรเมโร เห็นจำนวนผู้อพยพเดินทางมาพักที่ศูนย์พักพิงผู้อพยพย La72 ของเขา เพิ่มมากขึ้นนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

ศูนย์พักพิงที่โรเมโรเป็นหัวหน้าศูนย์ สังเกตเห็นได้ถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมากของจำนวนผู้อพยพในเส้นทางนี้ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์นี้ เขาเห็นคนต่อแถวยาวรอเข้าศูนย์เพื่อพักผ่อนจากการเดินทาง

โรเมโรบอกว่า ข้อจำกัดต่าง ๆ และการรักษาระยะห่างสืบเนื่องมาจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ทำให้ทางศูนย์ไม่สามารถให้คนจำนวนมากอยู่ในห้องเดียวกันได้ เขาพยายามที่จะทำให้ผู้อพยพได้นอนพักบนเสื่อที่ปูอยู่บนพื้นของห้องทำพิธีทางศาสนาภายในศูนย์

ในตอนกลางคืน คนที่มีโทรศัพท์มือถือก็สามารถชาร์จแบตเตอรีได้ พวกเขาดูแลมันเหมือนสมบัติล้ำค่า พวกเขารู้ว่า นี่คือหนทางเดียวในการติดต่อกับครอบครัวของพวกเขา

คนนอนบนเสื่อที่ศูนย์อพยพในเตโนซิเก
BBC
ห้องประกอบพิธีทางศาสนาที่ศูนย์พักพิงเตโนซิเก ในเมืองตาบาสโก มีผู้อพยพมาพักอยู่เต็มทุกคืน

โรเมโรบอกว่า ในปี 2018 พวกเขารองรับคนจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ถึง 15,000 คน ในปี 2020 การระบาดใหญ่ทำให้จำนวนลดลงมาเหลือ 5,000 คน แต่เพียงแค่ 2 เดือนแรกของปีนี้ ก็มีคนมาพักที่นี่มากถึง 6,000 คนแล้ว

“ผมกังวลว่า จะมีคณะผู้อพยพที่เดินทางมาด้วยกันมากขึ้นครั้งละ 1,000 หรือ 2,000 คน และเราอาจจะไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะให้ความสนใจด้านมนุษยธรรมในด้านต่าง ๆ … ถ้ายังมีการหลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่องในสัดส่วนนี้ เราอาจจะเผชิญกับความวุ่นวายที่ชายแดน” เขาเตือน

“บ้านของเราพังถล่ม”

หลังจากที่คณะผู้อพยพที่เดินทางพร้อมกันจำนวนมากหลายกลุ่มไม่ประสบความสำเร็จในการเดินทางในช่วงไม่นานนี้ (ล่าสุดคือกลุ่มที่ถูกกองทัพกัวเตมาลาสลาย) ตอนนี้ผู้อพยพได้เลือกเดินเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แทน

แค่คุณขับรถออกไปเพียง 2-3 ชั่วโมงไปตามเส้นทางที่เคยชินทางใต้ของเม็กซิโก คุณก็จะพบกับกลุ่มคนเหล่านี้จำนวนมาก โดยมักจะมีเด็กมาด้วย พวกเขาเดินไปตามถนนหรือรางรถไฟ

ผู้อพยพเดินไปตามถนน
BBC
มีการพบเห็นกลุ่มผู้อพยพกลุ่มเล็ก ๆ หลายกลุ่มเดินอยู่ตามเส้นทางทางใต้ของเม็กซิโก

หลายปีก่อนหน้านี้ ผู้อพยพเคยปีนขึ้นขบวนรถไฟซึ่งมักถูกเรียกขานว่า “สัตว์ประหลาด” เพื่อเดินทางขึ้นเหนือ แต่เนื่องจากการก่อสร้างทางรถไฟเชื่อมระหว่างเมืองในเม็กซิโก ทำให้รถไฟไม่ได้วิ่งในเส้นทางนี้นานหลายเดือนแล้ว

ดังนั้นพวกเขาจึงต้องเดินเท้าข้ามประเทศเม็กซิโกแทน และการเดินทางนี้ต้องใช้เวลานานขึ้นและอันตรายมากยิ่งขึ้น

มีคนในพื้นที่จำนวนไม่มากนักที่ให้ความสนใจผู้อพยพที่พากันเดินทางมาเป็นพิเศษ ใบหน้าที่อิดโรย บางครั้งดูโศกเศร้าแต่บางครั้งก็ดูมีความหวัง ดูเหมือนจะเป็นภาพชินตาในเมืองที่อยู่เรียงรายบนถนนเส้นทางนี้ไปแล้ว

เท้าของผู้อพยพ มีบาดแผลและรอยช้ำ
BBC
นี่คือสภาพเท้าและรองเท้าของผู้อพยพ หลังจากเดินทางไกลหลายชั่วโมง

ถึงจุดหนึ่ง รถหนึ่งได้จอดกลางถนน มีคนราว 8 คน ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก วิ่งออกมาจากรถ ทุกคนซึ่งแบกเป้หลายใบ หายเข้าไปในป่าภายในเวลาไม่กี่วินาที

ผู้อพยพเล่าว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้สภาพความเป็นอยู่ที่บ้านเกิดของพวกเขาเลวร้ายลงไปกว่าเดิม นอกจากนี้ พายุเฮอร์ริเคนอีตาและไอโอตา ซึ่งพัดถล่มอเมริกากลางเมื่อปีที่แล้ว ยังสร้างความเสียหายให้แก่ชุมชนหลายแห่งของพวกเขาด้วย

“บ้านของเราพังถล่มด้วยอีตา เราสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง” ฮักเกลิเน ซึ่งเคยพยายามเดินไปให้ถึงสหรัฐฯ มาก่อนแต่ล้มเหลวกล่าว “เราพยายามจะเริ่มต้นทำมาค้าขายใหม่ แต่พวกเขาก็เรียกเงินจากเรา เราเป็นเหยื่อของการรีดไถ”

ลิโอเนล สามีของเธอ เล่าว่า เงินที่พวกเขาต้องจ่ายให้กับมิจฉาชีพที่มารีดไถ ทำให้พวกเขาเกือบจะสิ้นเนื้อประดาตัว ไม่เหลือเงินพอแม้แต่จะซื้ออาหารกิน

สถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ทำให้พวกเขาเสี่ยงพาครอบครัวออกเดินทางในครั้งนี้ แม้ว่าพวกเขารู้ดีว่ามีอันตรายต่าง ๆ แอบแฝงอยู่บนเส้นทางนี้ก็ตาม

“มีคนบอกเราว่า ข้างหน้าคือเซตัส” ฮักเกลิเนกล่าว เธอหมายถึงแก๊งอาชญากรรมทรงอิทธิพลของเม็กซิโก

“ผู้ชายคนหนึ่งบอกเราว่า พวกเขาจะตัดเราเป็นชิ้น ๆ นั่นอันตรายมาก คุณอาจถูกลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่ได้”

ฮักเกลิเน และครอบครัวของเธอ
BBC
ครอบครัวผู้อพยพบอกว่า พวกเขาไม่มีทางเลือก นอกจากต้องออกเดินทางที่เต็มไปด้วยอันตรายไปยังชายแดนสหรัฐฯ

หลายชั่วโมงต่อมา หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน เราพบฮักเกลิเนและครอบครัวของเธออีกครั้ง พวกเขาเหนื่อยล้าและหิวโหย พวกเขาไม่ได้ดื่มน้ำมานานหลายชั่วโมงแล้ว พวกเขาเล่าว่า พบเจ้าหน้าที่ทางการที่ออกมาตรวจตราอยู่ 3 ครั้ง ทำให้ต้องวิ่งหนีไปซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้

“เราต้องเสี่ยงทุกอย่าง แต่คุณเสียชีวิตที่นี่ดีกว่า ในฮอนดูรัสคุณก็อาจถูกฆ่าตายได้อยู่ดี” ลิโอเนลกล่าว เมื่อถูกถามว่า คุ้มไหมที่เขาพาครอบครัวออกมาเผชิญชะตากรรมเช่นนี้

“จริง ๆ ผมพูดกับคนว่า คุณคิดว่ามีใครจะทิ้งบ้าน ครอบครัวและประเทศของตัวเอง มาออกเดินทางแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะว่ามีความจำเป็นอย่างแท้จริง”

ลิโอเนล สามีของฮักเกลิเน พูดในช่วงฟ้ามืด
BBC
ลิโอเนล สามีของฮักเกลิเน บอกว่า คุ้มค่าที่เสี่ยง เพื่อที่จะมีโอกาสมีชีวิตที่ดีกว่าสำหรับครอบครัวของเขา

ลิโอเนลต้องการจะเข้ามอบตัวเพื่อขอลี้ภัยทางการเมือง เมื่อเขาเดินทางไปถึงชายแดน แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนกรานในสัปดาห์นี้ว่า สหรัฐฯ “กำลังขับผู้อพยพที่เป็นผู้ใหญ่ส่วนใหญ่และครอบครัวออกไป”

ครอบครัวของลิโอเนล วางแผนว่าจะพักผ่อนนิดหน่อยในช่วงกลางคืน และหากโชคดีอาจจะเดินทางถึงปาเลนเกในเช้าวันรุ่งขึ้น

แต่ไม่มีใครในศูนย์พักพิงได้ยินข่าวของพวกเขาเลย หลังจากที่มีการพูดคุยกับเราได้ 2 วัน

“เรามีศรัทธา”

มิคาเอลเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับพี่ชายและเพื่อนชาวฮอนดูรัสอีก 3 คน พวกเขาสวดขอพรก่อนเริ่มออกเดิน

“มันทำให้เราเข้มแข็งในการเดินทางต่อไป เรามีศรัทธา” เขากล่าว

มิคาเอลกับเพื่อน
BBC
ผู้อพยพเดินเท้าท่ามกลางอุณหภูมิสูง โดยหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่าในสหรัฐฯ

แค่เดินตามพวกเขาไปเพียงไม่กี่นาที ก็เข้าใจถึงความยากลำบากที่พวกเขาเผชิญในการเดินทางครั้งนี้แล้ว

พวกเขาเดินไปตามรางรถไฟ บางคนไม่มีรองเท้าใส่ ท่ามกลางความร้อนอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส แทบไม่ได้รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำเลย พวกเขาได้รับน้ำจากลำธารที่อยู่ริมถนน หรือไม่ บางครั้งก็ขอจากชาวบ้าน

“การเดินทางนี้ลำบาก เราต้องวิ่งหนี เราหกล้ม เราบาดเจ็บ” มิคาเอลบรรยาย

แม้แต่การเดินทางก่อนหน้านี้ ที่เขานั่งรถบัสผ่านกัวเตมาลา ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน

มิคาเอลเล่าว่า พวกเขามักจะถูกเรียกให้จอดตามด่านตรวจของตำรวจ มีเจ้าหน้าที่เรียกเงินจากพวกเขา 100 เกตซัล (ประมาณ 390 บาท) ต่อคน เพื่อให้พวกเขาเดินทางต่อได้ กลุ่มผู้อพยพทุกกลุ่มที่เราพูดคุยด้วย บอกเราว่า พวกเขาพบเจอเรื่องราวเช่นเดียวกัน

มิคาเอล กับเพื่อนที่เดินทางด้วยกัน
BBC
มิคาเอลยังคงมีเวลาตลอดทั้งคืน ในการเดินทางไปให้ถึงศูนย์พักพิงแห่งถัดไป

เมื่อฟ้ามืดขณะพักเอาแรงอยู่ริมถนน มิคาเอลยังคงมุ่งมั่น “ถ้าเรายอมแพ้ตอนนี้ เราไม่มีที่ให้ไป” เขากล่าว กลุ่มของพวกเขาพูดหยอกล้อกันว่า เหลือเวลาอีกกี่ชั่วโมงก่อนที่จะถึงศูนย์พักพิงซัลโต เด อากัว จุดหมายปลายทางต่อไปของพวกเขา

เขาไม่เสียดายเลยที่ออกเดินทางครั้งนี้ แต่เขาเตือนผู้ที่อาจกำลังคิดจะออกเดินทาง

“คิดให้ดี เพราะ…มันลำบาก ถนนสายนี้ไม่ใช่เส้นทางสำหรับทุกคน คุณต้องกล้าหาญและคุณต้องเชื่อมั่นว่า ไม่มีอะไรจะเกิดขึ้นกับคุณ มันเป็นเส้นทางที่ซับซ้อน” เขากล่าว ขณะที่เตรียมจะออกเดินเท้าต่อ

แม้ว่ามิคาเอลและเพื่อนร่วมทางของเขาหวังว่า จะไปให้ถึงซัลโต เด อากัว ภายในคืนนั้น แต่พวกเขาก็ถึงเวลา 08.00 น. ของเช้าวันต่อมา ตามเวลาท้องถิ่น

ถ้าไม่มีอะไรหยุดยั้งเขาไว้ เขายังต้องใช้เวลาอีก 3 สัปดาห์ เพื่อเดินไปให้เดินชายแดนสหรัฐฯ และพยายามทำความฝันในสหรัฐฯ ให้สำเร็จ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ผู้อพยพ : ติดตามวัยรุ่นจากอเมริกากลางเดินเท้าเข้าสหรัฐฯ หวังอนาคตที่ดีกว่า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง