เลือกตั้งเทศบาล: นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นยก 2 "ธนาธร" ถอดบทเรียนความปราชัยเลือกตั้ง อบจ.

23 มี.ค. 2564 - 22:40 น.

เลือกตั้งเทศบาล: นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นยก 2 “ธนาธร” ถอดบทเรียนความปราชัยเลือกตั้ง อบจ. – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

“เจ็บปวด” และ “ผิดหวัง” เป็นความรู้สึกที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีต่อความพ่ายแพ้ของคณะก้าวหน้าในศึกเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งผู้สมัครนายก อบจ. ในสังกัดไม่สามารถเอาชนะได้เลยแม้แต่จังหวัดเดียว

ยังไม่มีใครรู้ว่าธนาธรและทีมงานของเขาจะพบกับความเจ็บปวดและผิดหวังอีกหรือไม่ในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลในวันอาทิตย์ที่ 28 มี.ค. นี้ แต่ประธานคณะก้าวหน้าก็ยังเชื่อว่า คะแนนนิยมที่รักษาไว้ได้นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปปี 2652 และบทเรียนที่ได้จากความปราชัยในการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งแรกจะเปิดประตูให้คณะก้าวหน้าปักธงในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้

โค้งสุดท้ายของการหาเสียง บรรดาผู้สมัครซึ่งมีทั้งสังกัดกลุ่มการเมืองที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมืองใหญ่ กลุ่มการเมืองอิสระ ผู้สมัครอิสระ รวมทั้งบุคคลในตระกูลการเมืองดังของท้องถิ่นที่กุมอำนาจบริหารในเทศบาลมาเนิ่นนานต่างหาเสียงกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในเทศบาลนครใหญ่ ๆ อย่างเชียงใหม่ หาดใหญ่ นครราชสีมา เป็นต้น

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปยอดผู้รับสมัครเลือกตั้งเทศบาลทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศว่ามีทั้งหมด 73,390 คน แบ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรี 5,771 คน และผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล 67,619 คน ซึ่งมีพิจารณาจากจำนวนผู้ลงสมัครแล้ว นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง ประเมินว่า การเลือกตั้งเทศบาลครั้งนี้ “เป็นการแข่งขันที่สูงอย่างแน่นอน”

คณะก้าวหน้าของนายธนาธรเป็นกลุ่มการเมืองที่ถูกจับตามากอีกครั้งหนึ่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเป็นกลุ่มที่ประกาศต่อสู้ในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างชัดเจน ส่วนพรรคพลังประชารัฐที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณเป็นหัวหน้าพรรคนั้นมีมติไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น หรือสนับสนุนกลุ่มการเมือง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนในนามของพรรค ซึ่งเป็นมติเดิมตั้งแต่การเลือกตั้ง อบจ. เมื่อเดือน ธ.ค. 2563

ผิดหวัง แต่เดินหน้าต่อ

นายธนาธรให้สัมภาษณ์พิเศษบีบีซีไทยช่วงต้นปี 2564 -ไม่นานหลังการเลือกตั้ง อบจ. เมื่อ 20 ธ.ค. 2563 ว่าความพ่ายแพ้อย่างราบคาบจากการเลือกตั้ง อบจ. คือความผิดหวังที่ต้องยอมรับของคณะก้าวหน้า แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ได้รับบทเรียนในการเดินหน้าสู้ศึกการเลือกตั้งในปีนี้ซึ่ง กกต.เรียกว่าเป็น “ปีแห่งการเลือกตั้งท้องถิ่น”

“เราไม่ได้รับเลือกในตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยสักจังหวัดหนึ่ง แน่นอนที่สุด นี่คือความผิดหวังของพวกเรา พวกเราเจ็บปวด เพราะเราส่ง 42 จังหวัด แม้ว่าตอนนั้นจะไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยเราก็คิดว่า 5 จังหวัด พอเป็นไปได้” นายธนาธรกล่าว

ประธานคณะก้าวหน้าวิเคราะห์ถึงปัจจัยความพ่ายแพ้ของการเลือกตั้งในวันที่ 20 ธ.ค. ว่าน่าจะมาจากสองปัจจัยใหญ่ คือ ปัจจัยภายในของทีมงานคือการทำงานกับคนในพื้นที่ยังไม่มากพอ และปัจจัยภายนอกคือ องคาพยพของรัฐอยู่ตรงข้ามกับคณะก้าวหน้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อหยุดยั้งจากแรงกดดันการเมืองระดับชาติ และวาทกรรม “ล้มเจ้า”

แต่นายธนาธรมองว่าอย่างน้อยที่สุดคณะก้าวหน้าก็ได้บทเรียน 3 อย่างจากการเลือกตั้ง อบจ. นั่นคือ

  • ได้สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) 57 คน ใน 20 จังหวัด
  • ได้ทีมงานเพิ่มขึ้น การลงพื้นที่ในระดับจังหวัดทำให้ได้เครือข่ายที่ใหญ่ขึ้น อย่างน้อยที่สุดใน 42 จังหวัดที่ส่งผู้สมัคร
  • ได้ทดสอบตัวเองภายใต้ภาวะที่ถูกดันทางการเมืองด้วยข้อหา “ล้มเจ้า” อย่างหนักหน่วง แต่ว่ายังมีประชาชนจำนวนหนึ่งยังมั่นคงกับคณะก้าวหน้า โดยในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ มี.ค. 2562 ใน 42 จังหวัดนี้ คณะก้าวหน้ามีคะแนนนิยม (popularity) อยู่ที่ 16.2% ในการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดในวันที่ 20 ธ.ค. 2563 ในพื้นที่เดียวกันนี้ ก็มีคะแนนนิยมเพิ่มเป็น 17%

“แม้ว่าโดนโจมตีว่าล้มเจ้าขนาดนี้ เรายังรักษาความนิยมไว้ได้ ไม่ได้น้อยกว่า 16.2% แน่นอนว่ามีภูมิภาคที่เสียหายเยอะอย่างภาคใต้ พบว่าคะแนนนิยมลดลงเกือบทุกจังหวัด ยกเว้นพังงา แต่ภาคเหนือ ภาคกลาง จังหวัดใหญ่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นทั้งหมด โคราชเกือบเท่าตัวเลย” เขากล่าว

นายธนาธรกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า การเมืองที่สื่อสารกับสังคมแบบตรงไปตรงมาในวาระที่ก้าวหน้า และการเมืองที่ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ก็เป็นไปได้ คนยังมีความเชื่อมั่นในการเมืองแบบนี้

เชื่อมการเมืองระดับชาติสู่ท้องถิ่น

อดีตนักธุรกิจวัย 42 ปี ผู้ผันตัวมาทำงานการเมืองยืนยันว่าคณะก้าวหน้าจะยังทำงานการเมืองระดับท้องถิ่นต่อ เพราะเห็นว่าการเมืองท้องถิ่นเป็นสิ่งที่สำคัญ และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง ในต่างประเทศการเมืองท้องถิ่นและการเมืองระดับชาติมีความสำคัญเท่า ๆ กัน

หนึ่งในประเด็นหลักที่คณะก้าวหน้าใช้หาเสียงในการเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งระดับ อบจ. และระดับเทศบาลคือนโยบายการศึกษา นายธนาธรอธิบายว่านโยบายความเท่าเทียมกันทางการศึกษาดูแลโดยกระทรวงศึกษาธิการ แต่หากพิจารณาถึงส่วนย่อยในระดับจังหวัดหรือท้องถิ่น กลับพบว่ามีโรงเรียนหลายแห่งไม่ได้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่สังกัดองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

นายธนาธรหวังว่าการได้ที่นั่งในองค์กรส่วนท้องถิ่นจะทำให้คณะก้าวหน้ามีโอกาสได้เข้าไปแสดงบทบาทแสดงฝีมือในฐานะฝ่ายบริหารและจะได้แสดงให้ประชาชนเห็นว่า ถ้าการเมืองดี ถ้ามีคนที่มีเจตจำนงทางการเมืองที่เด่นชัด ไม่เอื้อผลประโยชน์ให้ตัวเอง ประเทศไทยจะไปได้ไกลกว่านี้

“เราทำในระดับประเทศไทยไม่ได้ เราจะต้องทำในระดับท้องถิ่นให้เห็น เพื่อให้ประชาชนเห็นถึงความตั้งใจ เห็นฝีไม้ลายมือ นี่คือวัตถุประสงค์แรก” เขากล่าว

ส่วนวัตถุประสงค์ต่อมาคือ เขาอยากใช้เรื่องนี้เป็นการรณรงค์เพื่อสะท้อนปัญหาที่สำคัญที่สุดของประเทศคือ “รัฐราชการรวมศูนย์” เขาต้องการให้ท้องถิ่นมีอิสระในการบริหารจัดการมากขึ้น มีส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรมในเรื่องของภาษี และผลักดันการกระจายอำนาจ

สำหรับแนวทางการคัดเลือกผู้สมัคร คณะก้าวหน้าระบุว่าต้องเป็นบุคคลที่มี “คุณค่าพื้นฐาน” ร่วมกันคือ มีจุดยืนที่หนักแน่นด้านประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ, ยึดแนวทางการทำงานของพรรคอนาคตใหม่เดิม คือไม่ซื้อสิทธิซื้อเสียง, ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนต้องถูกใช้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ หรือการทำตัวเป็นนักเลงผู้มีอิทธิพล

สำรวจแนวรบสนามเลือกตั้งเทศบาล

ในจำนวนผู้สมัครรับสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเกือบ 6,000 คน และสมาชิกสภาเทศบาลอีกกว่า 67,000 คนที่ลงชิงชัยเพื่อเข้ามาบริหารงานในเทศบาล ซึ่งมีทั้งหมด 3 ขนาด เรียงจากเล็กไปหาใหญ่ คือ เทศบาลตำบล (2,247 แห่งทั่วประเทศ) เทศบาลเมือง (195 แห่ง) และเทศบาลนครนั้น มีทั้งผู้สมัครที่สังกัดกลุ่มการเมืองที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมืองใหญ่ชัดเจน กลุ่มการเมืองท้องถิ่น กลุ่มภาคประชาสังคม ผู้สมัครอิสระ รวมทั้งคนในตระกูลการเมือง อย่างเช่น “อัศวเหม” แห่ง จ.สมุทรปราการ

กลุ่มการเมืองที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมืองใหญ่ เช่น ทีมโคราชชาติพัฒนา ที่หาเสียงด้วยนโยบาย “เราจะสร้างโคราชเป็นเมืองหลวงของอีสาน” และกลุ่มเพื่อไทยนครเชียงใหม่ ที่ขาย “นโยบายความสุขที่ยั่งยืนเพื่อคนเชียงใหม่”

ส่วนกลุ่มการเมืองท้องถิ่น เช่น กลุ่มเพื่อนเนวิน แห่ง จ.บุรีรัมย์ ที่มาพร้อมสโลแกน “พัฒนาเมือง พัฒนาด้วยใจ พัฒนาไปด้วยกัน”

กลุ่มการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงสนามเลือกตั้งเทศบาลมักจะรณรงค์หาเสียงให้ประชาชนเลือกนายกเทศมนตรีและผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลในสังกัดแบบ “ยกทีม” ซึ่งหมายถึงเลือกผู้สมัครของกลุ่มทั้ง 6 คน เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้เทศบาลแต่ละแห่งมีสมาชิกสภาเทศบาลได้เขตเลือกตั้งละ 6 คน

จากฐานข้อมูลการเลือกตั้งเทศบาล 28 มี.ค. ของ กกต. จังหวัดที่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ (4,048 คน) นครราชสีมา (2,703 คน)ขอนแก่น (2,473 คน) เชียงราย (2,396 คน) และอุดรธานี (2,317 คน) ตามลำดับ “ธนาธร” ถอดบทเรียนความพ่ายแพ้เลือกตั้ง อบจ. สู้ศึกเลือกตั้งเทศบาล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ เลือกตั้งเทศบาล: นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นยก 2 "ธนาธร" ถอดบทเรียนความปราชัยเลือกตั้ง อบจ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง