45 ปีไม่สาย ทายาทสมุนเผด็จการทหารอาร์เจนตินาเรียกร้องสังคมลงโทษพ่อตัวเอง

29 มี.ค. 2564 - 10:44 น.

45 ปีไม่สาย ทายาทสมุนเผด็จการทหารอาร์เจนตินาเรียกร้องสังคมลงโทษพ่อตัวเอง – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

  • วาแลเรีย เปรัสโซ
  • บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส

จริงเหรอคะ ที่พ่อฆ่าคนมาแล้วหลายร้อยชีวิตนี่ไม่ใช่คำถามที่หลายคนนึกว่าต้องเอ่ยถามพ่อแม่ตัวเอง แต่สำหรับลูกสาวและลูกชายกลุ่มหนึ่งในประเทศอาร์เจนตินามันเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่อาจเพิกเฉยได้ตอนที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่บ้านในกรุงบัวโนสไอเรสของอนาเลีย คาลิเนค ในบ่ายวันหนึ่งของเดือน .. เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่าโทรศัพท์สายนั้นจะทำให้ครอบครัวของเธอต้องแตกสลาย

แม่ฉันโทรมา แม่บอกฉันว่าฟังนะ อย่าเพิ่งตกใจ แต่ตอนนี้พ่ออยู่ในคุกไม่ต้องเป็นห่วง มันแค่เรื่องการเมืองก่อนที่เสียงโทรศัพท์จะดังขึ้น ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่างานของพ่อฉันเกี่ยวข้องกับรัฐบาลเผด็จการ ไม่รู้เลยแม้แต่น้อย…”

Paula and her father. Photo courtesy Paula L.
BBC
ตอนเด็ก พอลลาไม่รู้เลยว่าพ่อของเธอเป็นสายลับชี้ตัวคนเห็นต่างให้รัฐบาลจับกุม

พ่อของอนาเลีย คือ เอ็ดวาร์โด เอมีลิโอ คาลิเนค อดีตตำรวจที่เคยทำงานรับใช้รัฐบาลทหารที่ปกครองอาร์เจนตินาด้วยความโหดเหี้ยมระหว่างปี 1976 – 1983

เขาถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในกระบวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของอาร์เจนตินา มีทั้งคดีลักพาตัว ทรมาน และสังหารกว่า 180 รายในค่ายกักกันลับของรัฐบาลเผด็จการ

ในช่วง 7 ปีที่อยู่ในอำนาจ รัฐบาลทหารมุ่งเป้าปราบปรามฝ่ายที่เห็นต่างทางการเมือง เช่น ผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ผู้นิยมลัทธิสังคมนิยม ผู้นำสหภาพแรงงาน นักศึกษา และศิลปิน โดยตอนนั้นมีประชาชน “หายสาบสูญ” ถึง 30,000 คน หลังจากพวกเขาถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอย่างนายคาลิเนค ลักพาตัวและถูกคุมขังอย่างผิดกฎหมาย

แต่สำหรับอนาเลีย เธอไม่ระแคะระคายถึงความลับอันดำมืดของพ่อเลย จนกระทั่งปี 2005 ตอนที่เธออายุได้ 25 ปี และได้รับโทรศัทพ์จากแม่ในวันนั้น

Tanks and armed soldiers outside the presidential palace in Buenos Aires, March 24 1976
AFP
ภาพทหารก่อรัฐประหารโค่นล้มนางอิซาเบล เปรอน ลงจากประธานาธิบดีอาร์เจนตินา เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ปี 1976

นายคาลิเนคถูกควบคุมตัว และแม้ภรรยาของเขาจะมีความหวังในช่วงแรก แต่เขากลับไม่ได้รับการปล่อยตัวอีกเลย โดยในปี 2010 เขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

“พ่อถามฉันว่า ‘ลูกคิดว่าพ่อเป็นปีศาจร้ายเหรือเปล่า’ อนาเลียเล่า “พ่อหวังว่าฉันจะพูดอะไรกัน” ท่านเป็นพ่อที่ฉันรัก ฉันสนิทกับท่านมาก…ฉันตะลึงไปเลย”

พอลลา (ซึ่งขอให้บีบีซีไม่เปิดเผยนามสกุลของเธอ) ก็เจอประสบการณ์แบบเดียวกันกับพ่อของเธอ

ตอนเธออายุ 14 ปี พ่อพาเธอและน้องชายไปที่คาเฟ่แห่งหนึ่ง แล้วบอกว่าเขาเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ ในเวลาต่อมาเธอจึงได้รู้ว่าเขาเป็นสายลับที่แทรกซึมเข้าไปในหมู่นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายกลุ่มต่าง ๆ เพื่อระบุตัวบุคคลให้รัฐบาลทหารจับกุม

“ตั้งแต่ฉันได้รู้ว่าพ่อช่วยรัฐบาลเผด็จการทำอะไรบ้าง หรือรู้ว่าเขาทำงานรับใช้คนพวกนี้ ฉันก็รู้สึกอับอายและรู้สึกผิดราวกับฉันเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด” พอลลากล่าว

“ตอนนี้ฉันได้รู้เรื่องนี้แล้วและฉันไม่สามารถทำอะไรได้ มันเหมือนกันว่าฉันกำลังเก็บงำความลับที่ฉันไม่ได้อยากเก็บ”

ลูกสาวทั้งสองคนนี้ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะทำใจยอมรับกับเรื่องราวของครอบครัวตัวเองได้ แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ พวกเธอรู้สึกว่าจำเป็นต้องเล่าเรื่องนี้อย่างเปิดเผยต่อสังคม

พวกเธอเป็นสมาชิกกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “กลุ่มลูกชาย ลูกสาว และญาติของผู้ก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” พวกเขามักออกมาประณามพ่อของตนเองอย่างเปิดเผย และบ่อยครั้งมักถูกตัดขาดจากครอบครัว

……………………….

ความลับในครอบครัว

Analía dances with her father, Eduardo Emilio Kalinec. Photo courtesy of Analia Kalinec
BBC
อนาเลีย สนิทสนมกับพ่อมาตั้งแต่เด็ก

อนาเลีย คาลิเนค ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาและเป็นครูเกิดในปี 1980 ในช่วงกลางของยุคที่รัฐบาลทหารต่อสู้กับผู้สนับสนุนฝ่ายซ้าย ความทรงจำของเธอเกี่ยวกับพ่อที่เป็นตำรวจ ส่วนใหญ่เป็นช่วงเวลาหลังจากยุคนี้ เธอมีความทรงจำตอนที่พ่อทำบาร์บีคิว พาลูกสาว 4 คนไปสโมสรกีฬา และไปตกปลา

เธอและพี่สาวน้องสาวอีก 3 คน แต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย และไม่สนใจเรื่องการเมือง

Analía Kalinec with her family on a family trip in the 1980s. Photo courtesy of Analia Kalinec
BBC
ภาพถ่ายครอบครัวคาลิเนค ช่วงทศวรรษที่ 1980

วันที่ได้รับโทรศัพท์จากแม่ อนาเลียจำได้ว่าพวกเธอไปเยี่ยมพอในคุก

เธอเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “ตอนที่เราคุยกับพ่อ ท่านบอกว่า ‘อย่าไปเชื่อเรื่องที่พวกเขาพูดเกี่ยวกับพ่อ มันเป็นเรื่องโกหกทั้งนั้น'”

พ่อของอนาเลียบอกคนในครอบครัวว่าเขาไม่มีอะไรจะขอโทษ เขาได้ต่อสู้ใน “สงคราม” และตอนนี้เขากำลังถูกลงโทษจาก “พวกฝ่ายซ้าย” ที่ต้องการล้างแค้น

อนาเลียบอกว่า “ฉันไม่เข้าใจสิ่งที่พ่อพูดแม้แต่คำเดียว”

สำหรับอนาเลียแล้ว รัฐบาลเผด็จการเป็นเรื่องในอดีต และในช่วง 2-3 ปีแรกหลังจากพ่อถูกจับกุมเธอปฏิเสธที่จะยอมรับความจริง

Gates of the former secret prison El Olimpo
BBC
อดีตคุกลับ “เอล โอลิมโป” (El Olimpo) ที่นายคาลิเนคเคยทำงานอยู่ ซึ่งใช้เป็นที่คุมขังนักโทษราว 500 คน ในระยะเวลากว่า 17 เดือน

“ฉันสนับสนุนพวกแม่และย่ายายของกลุ่ม Mothers of the Plaza de Mayo ซึ่งออกมาเรียกร้องให้มีการตามหาลูกหลานของพวกเธอที่หายสาบสูญไป” อนาเลียกล่าว “นั่นเป็นเรื่องดี แต่พ่อของฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ฉันยังคงเชื่อว่ามันเป็นเรื่องผิดพลาด…จนกระทั่งการพิจารณาคดีเริ่มขึ้น ฉันจึงได้ตระหนักว่าอะไร ๆ มันไม่ใช่แบบที่พ่อบอกพวกเรา”

อนาเลียได้เผชิญหน้ากับอดีตของพ่อ ตอนที่เธอได้เริ่มอ่านแฟ้มคดีของเขา ซึ่งในแฟ้มหนากว่า 800 หน้าเต็มไปด้วยคำบอกเล่าจากปากคำของเหยื่อผู้รอดชีวิตถึงเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวที่พ่อของเธอได้กระทำต่อพวกเขา

“ฉันอ่านคำบรรยายถึงค่ายกักกันที่ทหารนำประชาชนที่พวกเขาลักพาตัวไปคุมขังไว้ มันเหมือนกับแผนที่ และฉันต้องนึกภาพของพ่ออยู่ในนั้น ซึ่งมันเป็นเรื่องที่รับไม่ได้เลย” อนาเลียเล่าถึงความรู้สึกตอนนั้น

Eduardo Kalinec in his uniform as a young policeman. Photo courtesy of Analia Kalinec
BBC
นายคาลิเนค เป็นที่รู้จักในนามของ “นายแพทย์ เค”

เหยื่อในค่ายกักกันไม่รู้จักชื่อจริงของนายคาลิเนค แต่รู้จักเขาในนามของ “นายแพทย์ เค” (Doctor K) ซึ่งเป็นนามแฝงที่เขาใช้ในค่ายลับ แบบเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ที่นั่นใช้นามแฝงเพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา

“ฉันรู้ว่าพวกเขาเรียกพ่อแบบนั้น เพราะครั้งหนึ่งพ่อเคยเล่าให้ย่าของฉันฟัง และเมื่อฉันถามพ่อว่าชื่อเล่นนี้มาจากไหน พ่อเล่าให้ฟังว่าท่านมักแต่งตัวภูมิฐานเหมือนพวกทนายความ และที่อาร์เจนตินาเรามักเรียกทนายความว่า “หมอ” แต่มันอาจเป็นเพราะพ่อทำหน้าที่เป็น “หมอ” ในห้องทรมาน ซึ่งพวกเขาเรียกว่า “ห้องผ่าตัด” ด้วย

ในที่สุด อนาเลียก็ได้เผชิญหน้ากับพ่อในเรือนจำ

“ตอนที่ฉันคุยกับพ่อเรื่องนี้ ฉันกลับได้เผชิญกับชายผู้โกรธเกรี้ยวที่พยายามสร้างความชอบธรรมให้สิ่งที่ไม่สามารถหาเหตุผลมาแก้ต่างได้ การที่พ่อทำอย่างนั้นได้ยืนยันสิ่งที่ฉันข้องใจมากที่สุด นั่นคือการที่ท่านมีส่วนร่วมในกระบวนการทั้งหมด…ซึ่งมันน่าตกตะลึงมาก”

Kalinec during the trial
CIJ
นายคาลิเนค ระหว่างการพิจารณาคดี ก่อนที่จะถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในเดือน ธ.ค.ปี 2010

อนาเลียบอกว่า การมีความทรงจำวัยเด็กที่เปี่ยมไปด้วยความสุขและการสนิทสนมกับพ่อนั้นทำให้อะไร ๆ ยากขึ้น

“ตอนแรกฉันรู้สึกว่าต้องตัดขาดกับพ่อ ฉันเคยพูดว่า ‘ด้านหนึ่งก็คือพ่อของฉัน ส่วนอีกด้านคือคนที่ทรมานผู้คน’ ฉันต้องตัดสัมพันธ์ เพราะไม่อย่างนั้นหัวของฉันก็จะระเบิด แต่ต่อมาฉันก็ยอมรับกับความจริงที่ว่านี่คือบุคคลคนเดียวกันและเป็นเช่นนี้เสมอมา”

Raid in the streets of Buenos Aires during the military regime, 1982
Getty Images
ในช่วง 7 ปีที่อาร์เจนตินาตกอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบเผด็จการทหาร มีประชาชนตกเป็นเหยื่อการใช้ความรุนแรงของรัฐหลายหมื่นคน

“ห้องผ่าตัด”

ในระหว่างการพิจารณาคดี พยานหลายสิบคนระบุว่า เอ็ดวาร์โด คาลิเนค มีส่วนร่วมในกระบวนการสอบปากคำและทรมานในค่ายกักกันลับ 3 แห่ง

พวกเขาบรรยายถึงนายคาลิเนคว่าเป็นชายหนุ่ม ซึ่งขณะนั้นเขาอายุราว 25 ปี มีเสียงสูง ตัวเตี้ยและร่างกายกำยำ มีลำคอหนาและไว้หนวด

ผู้รอดชีวิตให้การต่อศาลว่าเขาเป็นคน “โหดเหี้ยมอำมหิต” ในขณะที่นักโทษอีกหลายคนไม่มีโอกาสได้นำประสบการณ์อันเลวร้ายที่ได้เผชิญมาตีแผ่ให้สังคมได้รับทราบ เพราะพวกเขายังคง “สูญหาย” และถูกสันนิษฐานว่าถูกฆาตกรรม

แอนา มาเรีย คาเรียกา อายุ 16 ปี และกำลังตั้งท้องได้ 3 เดือนตอนที่เธอถูกจับกุมไป เธอยังจำได้ว่า “นายแพทย์ เค” เตะเธอตอนที่เขาเห็นเธอในห้องอาบน้ำ ครั้งหนึ่งเขาโมโหที่เธอไม่ยอมบอกเจ้าหน้าที่ที่จับตัวเธอมาว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ “แกอยากให้ฉันจับแกแหกขาแล้วทำแท้งแกใช่ไหม” เขาตะโกนใส่เธอ

มิเกล ดากอสติโน ก็ระบุว่านายคาลิเนคเป็นหนึ่งในชายสามคนที่ทรมานเขา 5 วันติดต่อกันด้วยเครื่องช็อตไฟฟ้าในห้องที่เรียกว่า “ห้องผ่าตัด” ในค่ายกักกันลับที่เขาถูกคุมขังอยู่เกือบ 1 ปี

El Olimpo detention center, Flores neighbourhood, Buenos Aires
ARCHIVO CONADEP
ในช่วงที่รัฐบาลทหารปกครองประเทศ 7 ปีมีค่ายกันกันลับเกิดขึ้นราว 600 แห่งทั่วอาร์เจนตินา

เดเลีย บาร์เรรา อายุ 22 ปี ตอนที่เธอถูกกลุ่มชายฉกรรจ์บุกไปที่บ้านพัก แล้วใช้ปืนจี้บังคับลักพาตัวเธอไปคุมขังในคุกลับที่นายคาลิเนคประจำอยู่ในขณะนั้น

บาร์เรราเล่าให้บีบีซีฟังว่า “ฉันถูกจับปิดตา…พวกเขาจับฉันแก้ผ้าแล้วมัดไว้กับเตียงเหล็ก และพวกเขาเริ่มช็อตไฟฟ้าฉัน พวกเขากล่าวหาว่าฉันวางระเบิดสถานีตำรวจซึ่งฉันไม่ได้ทำ และพวกเขาต้องการให้ฉันบอกชื่อเพื่อนร่วมขบวนการ…”

เธอพบนายคาลิเนคครั้งหนึ่งในช่วงที่ถูกคุมขังนาน 92 วัน ตอนนั้นเธอมองรอดผ้าปิดตาที่ผูกไว้อย่างหลวม ๆ เธอคิดว่า “นายแพทย์ เค” เป็นหมอรักษาคน และเขาบอกเธอว่าเธอกระดูกซี่โครงหัก

“ฉันมองเห็นหน้าเขา มันเป็นใบหน้าที่ฉันไม่มีวันลืม ในการพิจารณาคดี ผู้พิพากษาถามว่าฉันจะชี้ตัวผู้ต้องหาได้หรือไม่ ฉันตอบว่า ‘นั่นแหละเขา นายแพทย์ เค'”

Faces of the "Desaparecidos" in the so-called ABO Circuit, made up of the detention centers Atletico, Banco and Olimpo
CONADEP
นักโทษส่วนใหญ่ในค่ายกักกันของนายคาลิเนค กลายเป็นบุคคลสูญหาย และไม่เคยมีใครได้พบตัวอีก

…………………………

ไม่มีหลักฐานเอาผิด

การพิจารณาคดีที่ดำเนินไปร่วมหนึ่งปี ได้นำไปสู่คำตัดสินจำคุกตลอดชีวิตนายคาลิเนค ในเดือน ธ.ค.ปี 2010 และเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาคดีครั้งประวัติศาสตร์ของอาร์เจนตินาที่ยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน หรือเกือบ 4 ทศวรรษนับแต่รัฐบาลเผด็จการหมดอำนาจลง

การพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นทำให้มีอดีตทหารและตำรวจกว่า 1,000 นายถูกตัดสินให้มีความผิดฐานละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยบทลงโทษที่รุนแรง และปัจจุบันยังมีอีกราว 370 คดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล

แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการกดขี่ข่มเหงประชาชนของรัฐบาลทหารจะถูกเอาผิดทางกฎหมาย เพราะหลายรายไม่มีหลักฐานเพียงพอจะเอาผิดกับพวกเขาได้ เช่นเดียวกับกรณีของพ่อพอลลา

“ฉันรู้ว่าพ่อมีส่วนร่วม เพราะท่านเล่าให้ฉันฟัง และท่านภูมิใจกับมันมาก ท่านรู้สึกราวกับเป็นวีรบุรุษ” พอลลาเผย

ก่อนหน้านี้เธอเชื่อมาตลอดว่าพ่อของเธอเป็นทนายความ เพราะเธอไม่เคยเห็นเขาในเครื่องแบบตำรวจเลย

“ตอนนั้นพ่ออยู่ในวัย 20 ปีเศษ ในบรรดาภาพถ่ายที่ฉันมีอยู่ที่บ้าน พ่อดูไม่เหมือนตำรวจเลย เพราะไว้ผมยาว…และดูเหมือนชายหนุ่มทั่วไปในยุค 1970”

Paula as a baby and her father. Photo courtesy Paula L.
BBC
พอลลาวัยแบเบาะอยู่ในอ้อมกอดของพ่อ

แต่ในที่สุด พอลลาก็ปะติดปะต่อเรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และพบว่าพ่อของเธอทำหน้าที่ชี้ตัวคนที่จะถูกจับกุมและถูกนำไปไว้ในค่ายกักกันลับของทางการ

เช่นเดียวกับอนาเลีย พอลลาได้เผชิญหน้ากับพ่อเกี่ยวกับเรื่องนี้

“ฉันบอกพ่อว่า ‘พ่อต้องไม่ทรมานผู้คน หนูไม่สนหรอกว่าพวกเขาจะทำอะไรหรือเปล่า แต่พ่อต้องไม่ทรมานผู้คน!’ ฉันพูดบทสนทนานี้อยู่ซ้ำ ๆ”

พ่อของพอลลาตอบกลับมาว่าเวลานั้นทางการพยายามจัดการกับ “กลุ่มผู้ก่อการร้าย” และ “พวกคอมมิวนิสต์ที่กำลังคืบคลานเข้ามา”

พอลลาบอกว่าเธอไม่รู้ว่าพ่อมีส่วนร่วมในการเข่นฆ่าและทรมานผู้คนไปมากน้อยเพียงใด แต่เขาไม่เคยแสดงความเสียใจหรือสำนึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย

“พ่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในเครื่องจักรอันน่าสะพรึงกลัว พ่อบอกว่าจำเป็นต้องก่ออาชญากรรมครั้งนี้ ซึ่งท่านไม่เคยเรียกมันว่าอาชญากรรม แต่เรียกว่า “ปฏิบัติการ”

10 ปีหลังจากได้ค้นพบความลับอันดำมืดของพ่อ เมื่อแม่ของพอลลาเสียชีวิต เธอก็ตัดขาดความสัมพันธ์กับพ่อ

ช่วงปลายปี 2019 เธอได้ข่าวว่าพ่อถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลหลังจากมีอาการโรคหลอดเลือดสมองอย่างรุนแรง ตอนนั้นเธอครุ่นคิดว่าจะไปเยี่ยมหรือไม่

พอลลาตัดสินใจที่จะไม่ไป และเมื่อเขาเสียชีวิตลงเธอก็ไม่ได้ไปร่วมงานศพด้วย

“ฉันคิดว่าการไปร่วมงานศพจะเป็นการไม่ให้เกียรติผู้คนที่รักพ่อ นอกจากนี้ฉันได้เคยผ่านความเสียใจกับการไม่มีพ่ออยู่ในชีวิตมาแล้ว จึงไม่มีความรู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องไปงานศพท่าน”

……………………………….

หัวอกเดียวกัน

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อนาเลียและพอลลาได้รู้จักกัน และพวกเธอได้รู้จักกับบรรดาลูกทหารและตำรวจคนอื่น ๆ ที่ประณามการกระทำของผู้เป็นพ่อของพวกเขา

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดขึ้นจากการที่ศาลสูงสุดมีคำตัดสินเมื่อปี 2017 ซึ่งเป็นช่วงของรัฐบาลนิยมขวากลางของประธานาธิบดีเมารีซิโอ มาครี ซึ่งอาจนำไปสู่การปล่อยตัวผู้ต้องโทษคดีละเมิดสิทธิมนุษยชนก่อนกำหนด ซึ่งรวมถึงพ่อของอนาเลียด้วย

Disobedient Stories collective taking part in a demonstration
HISTORIAS DESOBEDIENTES
อนาเลีย (กลาง) ร่วมเดินขบวนกับทายาทอดีตทหารและตำรวจที่มีส่วนร่วมในกระบวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอาร์เจนตินา

กรณีดังกล่าวส่งผลให้คนอาร์เจนตินาราวครึ่งล้านคนออกมาประท้วงต่อต้านบนท้องถนน และเรียกร้องให้ศาลกลับคำตัดสิน ซึ่งก็เป็นผล

“การที่พ่อของฉันติดคุกสะท้อนถึงคุณลักษณะที่ดีของสังคมอาร์เจนตินา ฉันรู้สึกว่าจำเป็นต้องออกมาพูดเรื่องนี้ ฉันอยากบอกว่า ‘เราจะไม่ยอมกลับไปเป็นแบบเดิมอีก’ อนาเลียกล่าว “เราต้องทำให้แน่ใจว่าพ่อของพวกเราจะต้องชดใช้กับอาชญากรรมที่พวกเขาได้กระทำไป”

อนาเลียได้โพสต์คำประกาศอุดมการณ์ของเธอทางเฟซบุ๊ก เพื่อให้บรรดาลูก ๆ ของอดีตทหารและตำรวจที่มือเปื้อนเลือดแบบพ่อของเธอได้อ่าน

“มันเริ่มจากจุดนั้น…เราติดต่อและพบปะกัน เราต่างพูดว่า ‘มันยากมากที่ต้องแบกรับความรู้สึกนี้ตามลำพัง’ พวกเราตัดสินใจรวมตัวกันแล้วร่วมการชุมนุม ในครั้งแรกเรามีกันแค่ 4 คน ทั้งหมดเป็นผู้หญิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความกระตือรือร้น

พวกเธอเรียกตัวเองว่า Disobedient Stories หรือ “เรื่องเล่าแห่งการขัดขืน” เพราะพวกเธอแหกกฎความนิ่งเงียบของครอบครัว ซึ่งทำให้สมาชิกส่วนมากหยุดการติดต่อกับครอบครัว และหลายคนเป็นแบบอนาเลียที่ถูกพี่น้องตัดความสัมพันธ์

พอลลาบอกว่า “ฉันดีใจมากที่ได้พบกับคนแบบเดียวกัน ฉันรู้ว่าไม่ได้มีคนแบบฉันอยู่แค่คนเดียว…พวกเขาเข้าใจฉันในแบบที่ไม่มีใครจะเข้าใจ”

ปัจจุบันกลุ่ม Disobedient Stories มีสมาชิกที่เหนียวแน่น 80 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง พวกเขาจะพบปะและรับประทานอาหารร่วมกัน เพื่อพูดคุยเรื่องการเมือง ความรู้สึกของพวกเขา และหารือเรื่องการวางแผนจัดการชุมนุม

Analía Kalinec with her 13-year-old son Bruno
VALERIA PERASSO
อนาเลียกับลูกชายคนโตที่มักไปร่วมการชุมนุมกับเธอ

หนึ่งในภารกิจหลักของกลุ่มคือการทำให้พ่อของพวกเขายอมรับสารภาพผิดต่ออาชญากรรมที่ได้ก่อขึ้น และช่วยอัยการเอาผิดกับอดีตเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องคนอื่น ๆ

อนาเลียบอกว่า “ฉันยังรอให้พ่อยอมเปิดปากพูด ฉันรู้ว่าพ่อมีข้อมูลเกี่ยวกับเหยื่อของท่าน…พ่อของฉันยังมีความทรงจำที่แจ่มชัด ต่างจากเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ที่แก่มากแล้ว ซึ่งการได้รู้ว่าพ่อเลือกที่จะปิดปาก และการนิ่งเงียบของท่านยังคงสร้างความเจ็บปวดและความเสียหายนั้น เป็นอะไรที่ทำให้ฉันปวดใจมาก”

……………………..

การปิดปากเงียบดังกล่าวทำให้สมาชิกกลุ่ม Disobedient Stories เรียกร้องให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเพื่อให้ลูกของผู้ก่อเหตุสามารถขึ้นให้การต่อศาลเพื่อกล่าวโทษพ่อของพวกเขาในความผิดฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติได้

“ในเชิงสังคม การพูดให้ร้ายพ่อของตัวเองเป็นเรื่องที่จะถูกประณามอย่างรุนแรงในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่…แต่ถ้าพ่อของคุณเป็นผู้ทรมานผู้คน เป็นคนก่อเหตุข่มขืน หรือเป็นหัวขโมยล่ะ คุณจะพูดอะไรไม่ได้เลยหรือ” อนาเลียตั้งคำถาม

ในปี 2018 กลุ่ม Disobedient Stories ได้ร่วมเดินขบวนในวันรำลึกถึงการก่อรัฐประหารเป็นครั้งแรก พร้อมกับถือแผ่นป้ายที่มีข้อความว่า “เราเป็นญาติของผู้ก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

Disobedient Stories collective in the National Day of Memory march, 2019
VALERIA PERASSO

อนาเลียบอกว่า การเป็นทายาทของผู้ก่อเหตุในคดีนี้ จะต้องใช้ชีวิตกับความรู้สึกที่ขัดแย้งกันตลอดเวลา

“ฉันถามตัวเองเสมอว่า จะลบเลือนความรักและความทรงจำที่มี (เกี่ยวกับพ่อ) ไปได้อย่างไร…”

แม้ว่าหลายคนในกลุ่ม Disobedient Stories เลือกที่จะตัดขาดกับพ่อ หรือทำเรื่องเปลี่ยนนามสกุล แต่อนาเลียกล่าวว่า “นี่เป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลโดยแท้ แต่สำหรับฉันมันไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ฉันจะไม่ยอมให้พ่อมีสิทธิ์ใช้นามสกุลนี้เพียงฝ่ายเดียว เพราะมันคือนามสกุล ครอบครัว และประวัติศาสตร์ของฉันด้วยเหมือนกัน”

พอลลาเห็นด้วยกับเรื่องนี้

Paula and her father. Photo courtesy Paula L.
BBC
พอลลากับพ่อของเธอ

เธอเคยพูดกับพ่อตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ว่า “พ่อขโมยอะไรหลาย ๆ อย่างไปจากผู้คนมากมาย…แต่พ่อจะไม่เอาชื่อของหนูไป พ่อทำให้มันต้องแปดเปื้อนและมีมลทิน หนูจะเป็นคนทำความสะอาดมันเอง”

นับตั้งแต่พ่อเสีย พอลลาก็ถอยออกจากกลุ่ม Disobedient Stories แต่เธอบอกว่า จุดยืนทางจริยธรรมของเธอที่มีต่อระบอบเผด็จการ และต่อบทบาทของพ่อเธอยังไม่เปลี่ยนไป

“ฉันยังรู้สึกถึงภาระหน้าที่ในการพูดให้สังคมได้รับรู้ และสร้างความตื่นรู้ให้ผู้อื่นทั้งในอาร์เจนตินาและทั่วโลก ไม่ว่าพวกเขาจะมีความสัมพันธ์อะไรกับผู้ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการต่อสู้นี้ไม่เคยจบสิ้นไปเลย”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ 45 ปีไม่สาย ทายาทสมุนเผด็จการทหารอาร์เจนตินาเรียกร้องสังคมลงโทษพ่อตัวเอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง