ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันในอินโดนีเซียจบชีวิตตัวเอง หลังสิ้นหวังกับการตั้งรกรากใหม่

23 เม.ย. 2564 - 11:40 น.

ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันในอินโดนีเซียจบชีวิตตัวเอง หลังสิ้นหวังกับการตั้งรกรากใหม่ – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

การต้องพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักซึ่งอยู่ห่างไกล ทำให้ อาลี โจยา ปฏิบัติต่อมุจตาบา กาลันดารี เพื่อนของเขา ไม่ต่างจากคนในครอบครัว ชาวอัฟกันสองคนนี้ไม่เพียงแต่จะมีสัญชาติเดียวกัน แต่พวกเขายังใช้ชีวิตร่วมกันมานานหลายปีในอินโดนีเซีย ระหว่างที่รอการส่งตัวไปตั้งรกรากในประเทศอื่น

“เขาเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลม” มุจตาบา กาลันดารี พูดถึงอาลี “เขาหวังว่าจะได้ไปตั้งรกรากในต่างประเทศสักวันหนึ่ง และช่วยเหลือแม่ของเขา ซึ่งอยู่ในอัฟกานิสถาน เขาพูดเสมอว่า ‘ผมอยากจะสร้างอนาคตให้ตัวเอง มีภรรยา และมีลูก'”

แต่การรอคอยนั้นนานเกินไปสำหรับอาลี เขาฆ่าตัวตายเมื่อปลายปีที่แล้ว ทั้งที่ยังมีอายุไม่ถึง 30 ปี หลังจากรอการส่งตัวไปตั้งรกรากใหม่มานานเกือบ 8 ปี

มุจตาบา กาลันดารี รู้สึกตกใจจนตัวชาเมื่อได้รู้ข่าว

โมฮัมหมัด ยาซิน อาเลมี ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันในเมืองตังกรังของอินโดนีเซีย เล่าว่า อาลี เป็นหนึ่งในชาวอัฟกัน 13 คนในอินโดนีเซีย ที่ฆ่าตัวตายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

มุจตาบา กาลันดารี ถือโทรศัพท์ที่มีรูปของ อาลี โจยา
BBC
มุจตาบา กาลันดารี ถือโทรศัพท์ที่มีรูปของ อาลี โจยา

แต่ละคนรอคอยคำตอบจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (The United Nations High Commissioner for Refugees–UNHCR) มาเป็นเวลาตั้งแต่ 6-10 ปี เพื่อที่จะได้รู้ว่าพวกเขาจะได้รับการส่งตัวไปตั้งรกรากที่ไหน เชื่อว่าผู้ลี้ภัยที่ฆ่าตัวตายส่วนใหญ่มีอายุไม่ถึง 30 ปี

ไร้ที่ทาง

มีชาวอัฟกันลงทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยกับทาง UNHCR ทั่วโลก 2.7 ล้านคน มากที่สุดเป็นอันดับสาม ความไม่ปลอดภัยและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจหลังสหรัฐฯ โจมตีอัฟกานิสถาน ในปี 2001 มีส่วนทำให้เกิดผู้ลี้ภัยจำนวนมหาศาล

จนถึงเดือน ธ.ค. 2020 มีผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยชาวอัฟกันเกือบ 8,000 คน ลงทะเบียนกับ UNHCR ในอินโดนีเซีย (ราวครึ่งหนึ่งของผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยชาวอัฟกันทั้งหมด)

แต่อินโดนีเซียไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติและไม่ให้พวกเขาตั้งรกรากถาวรในประเทศ

การทำงานจึงเป็นเรื่องผิดกฎหมายสำหรับผู้ลี้ภัยเหล่านี้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถจ่ายค่าบริการสุขภาพและการศึกษาได้ หลายคนต้องอยู่แต่ภายในค่าย บางคนรอคอยให้มีประเทศที่สามรับตัวพวกเขาเข้าไป นานกว่า 10 ปี ซึ่งเป็นกระบวนการที่ดำเนินการโดย UNHCR

มุจตาบา กาลันดารี และครอบครัวของเขา
BBC
มุจตาบา กาลันดารี และครอบครัวของเขา รอคอยในอินโดนีเซียมานานหลายปีเพื่อไปตั้งรกรากใหม่ในประเทศอื่น

การต้องอยู่ในสภาพที่ไร้ซึ่งความมั่นคงเช่นนี้ เป็นสิ่งที่มุจตาบา กาลันดารี วัย 42 ปี รู้ดี เขาเองอพยพไปอยู่ในอินโดนีเซียพร้อมกับภรรยาและลูกชาย ในปี 2015 เพื่อหนีภัยสงครามในอัฟกานิสถานและเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

กุลซุม ภรรยาของเขา ให้กำเนิดลูกชายอีก 1 คน และลูกสาวอีก 1 คน ในอินโดนีเซีย เธอบอกว่า การรอคอยอยู่ที่นี่ทำให้เธอและสามีของเธอมีอาการซึมเศร้ารุนแรง

“เราลงทะเบียนกับ UNHCR ในปี 2015 แต่เราไม่ได้รับการติดต่อเลยตั้งแต่นั้น เราถูกลืมไปแล้ว” กุลซุมวัย 34 ปี กล่าว เนื่องจากไม่ได้รับการติดต่อ เธอและครอบครัวจึงยังไม่มั่นใจว่า ได้รับการพิจารณาให้มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยหรือผู้ขอลี้ภัยหรือไม่

นายอาเลมี กล่าวว่าเขาเห็นว่ามีกรณีฆ่าตัวตายเพิ่มมากขึ้น

“เหตุผลหลักเป็นเพราะกระบวนการส่งตัวไปตั้งรกรากใหม่อันยาวนานผ่านทาง UNHCR ระยะเวลารอคอยขั้นต่ำอยู่ที่อย่างน้อย 6 ปี” เขากล่าว

“ปัญหาการเงิน ความหวาดกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความกังวลใจ และปัญหาอื่น ๆ ที่ถาโถมเข้ามามีส่วนทำให้คนเหล่านั้นต้องจบชีวิตตัวเอง”

ปัญหาระดับโลก

ในประเทศอื่นผู้คนที่ต้องรอคอยการส่งตัวไปตั้งรกรากนานนับปีต่างเผชิญกับความลำบากที่คล้ายคลึงกัน

UNHCR ระบุว่า มีผู้ลี้ภัย 1.4 ล้านคนทั่วโลก ที่จำเป็นต้องรับการส่งตัวไปตั้งรกรากใหม่ถาวรในประเทศอื่นที่ไม่ใช่ประเทศที่พวกเขากำลังลี้ภัยอยู่ในขณะนี้


เหตุผลอาจเป็นเพราะความจำเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย หรือการที่ประเทศที่ลี้ภัยอยู่ไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

ทั่วโลกมีผู้ลี้ภัย 26 ล้านคน และผู้ขอลี้ภัยมากกว่า 4 ล้านคนในปี 2019 ก่อนที่การระบาดใหญ่ของโควิด-19 จะเริ่มขึ้น

มุจตาบา ฮอสเซน วัย 22 ปี เป็นชาวอัฟกันอีกคนหนึ่งที่สูญเสียเพื่อนสนิทไป อับดุล เพื่อนร่วมห้องของเขา อยู่ในอินโดนีเซียมานาน 7 ปี มากกว่าเขา 1 ปี

อับดุล เพื่อนของมุจตาบา
BBC
อับดุล วัย 36 ปี ใช้เวลาอยู่ในอินโดนีเซีย 7 ปี โดยหวังว่า จะได้ไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับภรรยาและลูกอีกครั้ง

อับดุล วัย 36 ปี เคยหวังว่าจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับภรรยาและลูกอีก 2 คน ซึ่งไม่สามารถเดินทางมาอินโดนีเซียพร้อมกับเขาได้ แต่มุจตาบา บอกว่า ท้ายที่สุดแล้ว “เขาก็ยอมแพ้และจบชีวิตตัวเอง” ไปเมื่อเดือน ธ.ค.

เรื่องที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมุจตาบา เพราะทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทของกันและกันเพียงคนเดียวในอินโดนีเซีย

“เขาเป็นคนกระตือรือร้นมาก พูดคุยหยอกล้ออยู่ตลอดเวลา ถ้ามีเวลาว่าง เขาชอบเข้ายิม” มุจตาบา กล่าว “เราเคยสัญญาว่า ไม่ว่าเราจะได้ไปอยู่ที่ไหน เราจะต้องกลับมาพบกันอีกในอนาคต แต่ตอนนี้เขาทิ้งผมไว้คนเดียวระหว่างทาง”

มุจตาบายังคงใช้ชีวิตอยู่ในตังกรัง ในห้องแคบ ๆ ที่เขาเคยอยู่กับอับดุล ซึ่งมีหน้าต่างเล็ก ๆ ภายในเพียงบานเดียว เขาบอกว่า เวลาหนึ่งในสามของชีวิตเขาต้อง “สูญเปล่าไป” ภายในห้องนี้ ในระหว่างที่เขารอการส่งตัวไปตั้งรกรากใหม่

แอนน์ เมย์แมนน์ ผู้แทนของ UNHCR ในอินโดนีเซีย กล่าวกับบีบีซีว่า การฆ่าตัวตายเป็นเรื่องที่ทำให้ใจสลาย แต่กล่าวเพิ่มเติมว่า “มีเพียงไม่กี่เรื่องที่สามารถทำได้โดยรัฐบาล คนในพื้นที่ หรือการช่วยเหลือจากต่างประเทศ”

เมย์แมนน์ กล่าวว่า UNHCR จะเพิ่มบริการด้านสุขภาพจิต อย่างการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ลี้ภัย และตั้งเป้าที่จะช่วยให้พวกเขาปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่นได้ แต่เธอไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ และจะมีคนได้รับการช่วยเหลือกี่คน

เมย์แมนน์ แนะนำผู้ลี้ภัยว่าควรปรับตัว แต่การที่อินโดนีเซียไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ การจะปรับตัวหรือเข้าร่วมกับคนที่นั่นจึงทำได้แค่ผิวเผินเท่านั้น

ชาวอัฟกันส่วนใหญ่ในอินโดนีเซียหวังว่าจะได้ไปตั้งรกรากในประเทศที่สาม โดยเฉพาะออสเตรเลีย แต่ขณะนี้มีประเทศที่เปิดรับผู้ลี้ภัยน้อยลง เพราะทัศนคติของประชาชนจึงทำได้ยากขึ้น

มุจตาบา ฮอสเซน เล่นเครื่องดนตรีพื้นเมือง
BBC
มุจตาบา ฮอสเซน บอกว่า เขาเสียเวลา 1 ใน 3 ของชีวิตในการรอไปตั้งรกรากใหม่

กระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย บอกว่านี่คือเหตุผลที่ผู้คนยังต้องรอคอยอยู่ในอินโดนีเซีย ทางกระทรวงประเมินว่าเมื่อปี 2016 มีผู้ลี้ภัย 1,271 คนในอินโดนีเซีย ได้รับการส่งตัวไปตั้งรกรากใหม่ในประเทศอื่น แต่ตัวเลขนี้ลดลงมาเกือบครึ่งในปีต่อมา ส่วนในปี 2018 มีผู้ลี้ภัยได้ไปตั้งรกรากใหม่เพียง 509 คน เท่านั้น

มูซา ซาซาวาร์ ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์วัย 42 ปี จากอัฟกานิสถาน รู้สึกได้ถึงความจริงอันเจ็บปวดนี้ เขาร้องไห้ตอนที่เล่าว่า ต้องทิ้งภรรยาไว้ที่จังหวัดกาซนี ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอัฟกานิสถาน ทั้งที่เธอกำลังตั้งครรภ์อยู่

“ลูกชายของผมอายุ 8 ขวบแล้ว และยังไม่เคยเห็นหน้าผมเลย ผมไม่เคยได้สัมผัสหรือกอดลูกเลย” มูซา กล่าว

ครอบครัวของมูซายืนกรานให้เขาออกจากอัฟกานิสถาน หลังจากได้รับคำขู่จากกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ สาเหตุของเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับงานที่เขาทำ

“ภรรยาผมบอกว่า ‘ฉันจะดูแลลูกชายของเราเอง’ ” มูซา เล่า เธอบอกเขาว่า “มันจะดีกว่าถ้าลูกโตขึ้นแล้วรู้ว่าพ่อของเขาอยู่ในที่ห่างไกลแต่ว่ายังมีชีวิตอยู่ ฉันไม่อยากให้คุณตายแล้วลูกต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า”

มูซา พูดคุยกับลูกชายผ่านทางวิดีโอคอล พวกเขาไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ มาก่อน
BBC
มูซา พูดคุยกับลูกชายผ่านทางวิดีโอคอล พวกเขาไม่เคยเจอตัวกันจริง ๆ มาก่อน

หนึ่งปีหลังจากที่เขาจากมา องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต ยุติภารกิจในอัฟกานิสถาน สหรัฐฯ ได้ถอนทหารจำนวนมากออกไป และเหตุรุนแรงก็เกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง ชาวอัฟกันอีกหลายแสนคนจำเป็นต้องหนีภัย

ทุกวันนี้มูซา ทำได้เพียงการโทรศัพท์ผ่านวิดีโอคอลพูดคุยกับครอบครัวของเขาที่อยู่ห่างไกลออกไป 8,000 กิโลเมตร

“มันยากมาก ผมไม่อาจบอกได้กระทั่งว่าผมเป็นพ่อ แต่ทางออกคืออะไร เป็นเพราะปัญหาเหล่านี้ การต้องอพยพลี้ภัย และสถานการณ์ในประเทศที่ทำให้เราต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย”

หลังเดินทางออกจากอาฟกานิสถานเพื่อหาอนาคตที่ดีกว่าให้ครอบครัว แต่สิ่งที่ได้รับมีเพียงความโศกเศร้าและแค้นเคือง

“การต้องอยู่ไกลบ้านเป็นเวลายาวนานหลายปี เป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของผม” เขากล่าว

เลสเทีย เคอร์โทพาที, ซิลวาโน ฮาจิด เมาลานา และอานินดิทา พราดานา ร่วมรายงาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ ผู้ลี้ภัยชาวอัฟกันในอินโดนีเซียจบชีวิตตัวเอง หลังสิ้นหวังกับการตั้งรกรากใหม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง