สตรีเหยื่อ "อนาจารแก้แค้น" ในอินโดนีเซีย ไม่เพียงอับอายแต่ยังถูกเอาผิดทางกฎหมาย

1 พ.ค. 2564 - 11:50 น.

สตรีเหยื่อ “อนาจารแก้แค้น” ในอินโดนีเซีย ไม่เพียงอับอายแต่ยังถูกเอาผิดทางกฎหมาย – BBCไทย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ซิติ (นามสมมุติ) วัย 24 ปี แอบคบหากับชายคนหนึ่งมา 5 ปี โดยที่พ่อแม่และเพื่อนฝูงไม่ล่วงรู้ ตอนที่เธอตกเป็นเหยื่อ “อนาจารแก้แค้น” (revenge porn)

ความสัมพันธ์ดังกล่าวเริ่มเลวร้ายและสร้างความทุกข์ทรมานมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อซิติตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ลงเมื่อปีที่แล้ว อดีตแฟนหนุ่มได้โพสต์ภาพโป๊ของเธอลงโซเชียลมีเดีย

การเผยแพร่ภาพถ่ายหรือวิดีโอโป๊เปลือยโดยที่บุคคลในภาพไม่ยินยอมเรียกว่า “อนาจารแก้แค้น” ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในหลายประเทศ และผู้ตกเป็นเหยื่อสามารถขอความช่วยเหลือจากทางการได้

แต่ไม่ใช่ในอินโดนีเซีย ซึ่งผู้เสียหายอย่างซิติเลี่ยงการเข้าแจ้งความกับตำรวจ เพราะประเทศมีกฎหมายสื่อลามก และกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Informations Transaction หรือ ITE) ที่เข้มงวดและรุนแรง

Illustration of revenge porn victims being shackled to phone.
Davies Surya/BBC Indonesia

ในปี 2019 ผู้หญิงคนหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในคลิปโป๊ที่ถูกปล่อยออกมาโดยที่เธอไม่ยินยอม ถูกตัดสินจำคุก 3 ปี และการยื่นอุทธรณ์ได้ถูกศาลปฏิเสธในเวลาต่อมา

เหยื่ออนาจารแก้แค้น มักต้องเผชิญกับตราบาปและความรู้สึกว่าไม่สามารถหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากใครได้

ซิติ บรรยายถึงความรู้สึกสิ้นหวังนี้ว่า “ความบอบช้ำทางจิตใจทำให้ฉันรู้สึกเหมือนติดกับ ฉันรู้สึกว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป และแม้ฉันจะพยายามร้องไห้ แต่ก็ไม่มีน้ำตาไหลออกมา”

อินโดนีเซียเป็นชาติที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และมองเรื่องเพศเป็นประเด็นต้องห้าม อีกทั้งไม่ให้การยอมรับเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน

ฮัสนา อามิน ซึ่งทำงานที่สถาบันช่วยเหลือด้านกฎหมายของสมาคมสตรีแห่งอินโดนีเซีย (LBH APIK) เล่าให้บีบีซีฟังว่า เธอรู้จักเหยื่อทั่วประเทศที่ตกที่นั่งเดียวกับซิติ

ข้อมูลจากคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยปัญหาความรุนแรงต่อสตรีของอินโดนีเซีย ระบุว่า ในปี 2020 มีคดีละเมิดเกี่ยวกับเพศทางออนไลน์ 1,425 คดี แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าตัวเลขจริงที่ไม่ได้รับการรายงานอาจสูงกว่านี้มาก

ฮัสนา บอกว่า “เหยื่อกลัวที่จะถูกลงโทษเพราะพวกเขาสามารถถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายสื่อลามก และกฎหมาย ITE ได้”

Illustration of bird in a cage.
Davies Surya/BBC Indonesia

กฎหมายสื่อลามกของอินโดนีเซียห้ามบุคคล “จงใจหรือยินยอมปรากฏตัว หรือทำการแสดงในสื่อลามกอนาจาร”

อีกทั้งยังห้ามบุคคลผลิต ทำสำเนา ลอกเลียน เผยแพร่ นำเข้า ส่งออก เสนอให้ จำหน่าย ให้เช่า หรือจัดหาสื่อลามกอนาจาร

ขณะที่กฎหมาย ITE ระบุว่า การแจกจ่าย ถ่ายทอด หรือทำให้เข้าถึงข้อมูลหรือเอกสารอิเล็กทรอนิกที่มีเนื้อหาอนาจารถือเป็นความผิดอาญา

ผู้ที่ปรากฏอยู่ในคลิปโป๊ที่หลุดออกมา แม้จะเป็นคลิปที่ถ่ายไว้ดูส่วนตัว ก็สามารถถูกลงโทษได้ตามกฎหมายนี้

องค์กรเพื่อสิทธิสตรีชี้ว่า ชายที่มีพฤติกรรมข่มเหงทำร้ายคู่รักมักไม่ถูกเอาผิดจากการปล่อยคลิปลับเพื่อทำร้ายฝ่ายหญิง เนื่องจากเหยื่อมักอับอายและกลัวว่าจะเป็นฝ่ายถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเสียเอง

ความสัมพันธ์ของซิติเริ่มต้นเหมือนกับคู่รักหลายคู่ เธอพบกับอดีตแฟนหนุ่มสมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา พวกเขามีเพื่อนกลุ่มเดียวกัน และฝ่ายชายดูเหมือนเป็นคนใจกว้าง ซื่อสัตย์ และใส่ใจ

“ฉันทำเรื่องโง่เขลา เพราะตอนแรกฉันคิดว่าเขาอาจจะเป็นสามีในอนาคตของฉัน ฉันยอมให้เขาถ่ายคลิปและรูปภาพ” เธอเล่า

แต่หลังจากคบหากันได้ 4 ปี พฤติกรรมของเขาก็เปลี่ยนไป

“เขาไม่ยอมให้ฉันไปพบเพื่อนฝูง เขาจะโทรเช็กฉันวันละ 50 รอบ”

“ฉันรู้สึกราวกับนกในกรง ถ้าฉันอยู่ข้างในกรงฉันก็จะโอเค แต่ถ้าฉันออกไปข้างนอกเมื่อไหร่ เขาก็จะเป็นบ้าเป็นหลัง”

จู่ ๆ วันหนึ่งแฟนหนุ่มได้บุกไปยังมหาวิทยาลัยที่ซิติเรียนอยู่ แล้วเริ่มตะโกนใส่เธอ พร้อมกับขู่จะเปิดเผยภาพโป๊ของเธอ และด่าทอเธอด้วยถ้อยคำหยาบคาย

“ครั้งหนึ่งฉันอยู่ในรถกับเขา พอฉันเอ่ยเรื่องเลิกกันขึ้นมา เขาก็บีบคอฉัน”

“ตอนฉันขับรถไปกับเขา ฉันกลัว ฉันคิดเรื่องฆ่าตัวตาย และนึกภาพตัวเองกระโดดออกจากรถ” ซิติเปิดใจกับบีบีซี

“ฉันคือเหยื่อ”

ซิติ ไม่กล้าเข้าแจ้งความเรื่องที่แฟนหนุ่มปล่อยคลิปของเธอ เพราะเธอจะต้องแสดงหลักฐานที่เป็นคลิปวิดีโอและรูปถ่ายโป๊เปลือยของตัวเองที่เขาโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย รวมทั้งหาพยานรู้เห็น

“ฉันไม่ได้จงใจให้ภาพพวกนี้เผยแพร่ออกมา ฉันเป็นเหยื่อของเรื่องนี้” ซิติ กล่าว

Illustration of revenge porn victim looking trapped inside the screen of mobile phone.
Davies Surya/BBC Indonesia

“ฉันไม่คิดจะไปแจ้งตำรวจ เพราะพวกเขาคงไม่ช่วยฉันโดยตรง ตำรวจส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ฉันเลยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ฉันไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากครอบครัวได้ เพราะพวกเขาไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น”

ทีมข่าวบีบีซี แผนกภาษาอินโดนีเซีย ได้สัมภาษณ์พลตำรวจเอก ราเดน ปราโบโว อาร์โก ยูโวโน จเรตำรวจ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงเรื่องที่ผู้หญิงไม่ค่อยอยากเข้าแจ้งความเรื่องถูกล่วงละเมิดทางออนไลน์ เขาบอกว่ามีกระบวนการพิเศษที่ให้ตำรวจหญิงเข้าทำคดีที่เหยื่อเป็นสตรี

แต่สถาบันช่วยเหลือด้านกฎหมายของสมาคมสตรีแห่งอินโดนีเซียระบุว่า ที่ผ่านมามีการแจ้งความในคดีที่ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางออนไลน์เพียง 10% เท่านั้น

สถาบันฯ เผยว่าในช่วงที่โรคโควิด-19 ระบาดใหญ่ พวกเขาได้รับการติดต่อจากเหยื่อในคดีทำนองนี้เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 2 – 3 ราย ซึ่งรวมถึงการเผยแพร่สื่ออนาจารเพื่อการแก้แค้น

ฮัสนา อามิน ซึ่งทำงานที่สถาบันฯ บอกว่า “ผู้หญิงหลายคนรู้สึกว่าพวกเธอไม่ได้รับความช่วยเหลือจากระบบ เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์นี้ กระบวนการทางกฎหมายมักกินเวลานานและไม่อยู่ข้างผู้หญิง”

“การสอดส่องของรัฐในห้องนอนของเรา”

สำหรับกรณีที่เป็นข่าวใหญ่ในปี 2019 นั้น ผู้หญิงคนหนึ่งถูกตัดสินจำคุก 3 ปี ตามกฎหมายสื่อลามกของอินโดนีเซีย ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี

โดยคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ทางออนไลน์ เผยให้เห็นผู้หญิงคนดังกล่าวที่รู้จักกันในนาม “วี” ปรากฏอยู่ในคลิปที่ถ่ายทำขึ้นเอง โดยเป็นภาพที่เธอกำลังมีเพศสัมพันธ์อยู่กับผู้ชายหลายคน

อัสรี วิดยา ทนายความอาสาที่ว่าความให้ผู้หญิงคนนี้ชี้ว่า กฎหมายสื่อลามกของอินโดนีเซียมีอำนาจเกินขอบเขต และละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของพลเมือง

เธอยืนกรานว่าลูกความของเธอเป็นเหยื่อของความรุนแรงในครอบครัวและการค้าประเวณีจากน้ำมือของผู้เป็นสามี

เมื่อปีที่แล้วอัสรีได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซีย เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับกฎหมายสื่อลามกดังกล่าว

Illustration of couple in bed with a judges gavel coming down on them.
Davies Surya/BBC Indonesia

เธอบอกว่า “รัฐล่วงล้ำเข้าไปในห้องนอนของพลเมืองอย่างที่สุด และเฝ้าดูว่า เรากำลังทำอะไรกัน”

“ลูกความของฉันถูกข่มเหงรังแกสองรอบ เธอถูกจำคุกเพราะถูกมองว่าเป็นตัวแสดงในหนังโป๊ แม้ว่าเธอจะเป็นเหยื่อ และต่อมาถูกตราหน้าเป็นโสเภณี”

แม้กรณีนี้จะไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย แต่อัสรีชี้ว่า การตัดสินลงโทษลูกความของเธอมีผลเกี่ยวข้องกับผู้หญิงอินโดนีเซียทุกคน ซึ่งรวมถึงกรณีของซิติ

เธอบอกว่า “ถ้าผู้ชายและผู้หญิงมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง แล้วถ่ายรูปหรือวิดีโอเก็บเอาไว้ แต่เมื่อพวกเขาแยกทางกัน แล้วภาพเหล่านี้หลุดออกไปในโลกออนไลน์ พวกเขาสามารถถูกจำคุกได้”

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญปฏิเสธคำคัดค้านกฎหมายว่าด้วยสื่อลามกของอัสรีในปี 2020 เธอมองว่าความหวังที่จะปกป้องเหยื่อผู้หญิงจากความรุนแรงทางเพศในอินโดนีเซียเป็นเหมือน “เทียนดวงเล็ก ๆ ที่ใกล้จะดับแสงลง”

ลุกขึ้นสู้

ด้วยความช่วยเหลือและกำลังใจจากเพื่อนคนหนึ่ง ในที่สุดซิติก็รวบรวมความกล้าเดินออกมาจากความสัมพันธ์ที่โหดร้าย

เธอเล่าว่า “ทุกคืนฉันได้แต่ร้องไห้และสวดภาวนา ฉันคิดว่าไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไป ฉันทนไม่ไหวอีกแล้ว ฉันจะเป็นบ้า และในที่สุดก็เกิดความกล้าขึ้น”

ซิติติดต่อสถาบันช่วยเหลือด้านกฎหมายของสมาคมสตรีแห่งอินโดนีเซีย ในเดือน เม.ย. ปี 2020 ซึ่งอัสรี วิดยา ได้ช่วยเธอส่งหมายเรียกอดีตแฟนหนุ่มเพื่อแจ้งให้เขาเลิกติดต่อเธอ

ซิติบอกว่า “ฉันไม่ถูกเขาคุกคามหรือเฝ้าติดตามได้ระยะหนึ่ง แต่มันแค่ชั่วคราวเท่านั้น”

เมื่อไม่นานมานี้ ซิติค้นพบว่าแฟนเก่าสร้างบัญชีโซเชียลมีเดียปลอมขึ้นโดยใช้ชื่อและรูปภาพของเธอ บัญชีดังกล่าวไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าดูได้ แต่เธอกังวลว่าเขาจะแสร้งทำเป็นเธอแล้วโพสต์ข้อความหรือภาพต่าง ๆ โดยที่เธอไม่ยินยอม

ทีมข่าวบีบีซี แผนกภาษาอินโดนีเซีย ได้ติดต่อไปยังกระทรวงส่งเสริมสตรีและคุ้มครองเยาวชนของอินโดนีเซียเพื่อขอสัมภาษณ์เรื่องความพยายามของภาครัฐในการแก้ปัญหาความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิงในโลกออนไลน์ แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับ

ขณะที่คณะกรรมาธิการแห่งชาติว่าด้วยความรุนแรงต่อสตรีของอินโดนีเซีย ระบุว่า พวกเขาได้จัดทำร่างกฎหมาย “ขจัดความรุนแรงทางเพศ” เพื่อให้ผู้ตกเป็นเหยื่อไม่กลายเป็นฝ่ายที่ถูกเอาผิด และไม่ต้องรับภาระเรื่องการหาหลักฐานเอาผิดกับคู่กรณี

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกยับยั้ง และมีเสียงคัดค้านจากองค์กรอิสลามสายอนุรักษนิยมที่เกรงว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะละเว้นโทษให้ผู้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้แต่งงาน และส่งเสริมค่านิยมแบบสตรีนิยมสายเสรี

สำหรับซิติ เช่นเดียวกับผู้ตกเป็นเหยื่อ “อนาจารแก้แค้น” รายอื่น ๆ ในอินโดนีเซีย เธอต้องเลือกระหว่างการนิ่งเงียบแล้วใช้ชีวิตด้วยความไม่แน่นอนและอันตราย กับการออกมาพูดแล้วเสี่ยงที่จะถูกข่มเหง ถูกดำเนินคดี และถูกเลือกปฏิบัติ

รายงานเพิ่มเติมโดย ราจา อีเบน และเอ็นดัง นูร์ดิน

ภาพประกอบโดย เดวิส์ สุรยา

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ สตรีเหยื่อ "อนาจารแก้แค้น" ในอินโดนีเซีย ไม่เพียงอับอายแต่ยังถูกเอาผิดทางกฎหมาย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง